Barefoot Running : Race days testing

ใครที่ติดตามบทความของผมมาบ้างคงเริ่มจำได้แล้วว่าผมมีปัญหากระดูกสันหลังเสื่อม แต่ดันทุรังกลับมาวิ่งอีกครั้งจากบทความในวารสาร Nature ที่แสดงให้เห็นว่าการวิ่งด้วยปลายเท้า-กลางเท้า จะมีลดแรงกระแทกที่มีต่อข้อต่อทั้งหมดตั้งแต่ข้อเท้า เข่า ไปจนถึงหลัง ผมกลับมาวิ่งอีกครั้งด้วย Vibram Fivefingers ผู้นำด้านการโปรโมทการวิ่งปลายเท้า ด้วยนวัตกรรมสองลักษณะหลัก ๆ คือ พื้นรองเท้าที่บางมาก (หนาประมาณสองมิลลิเมตร) รวมถึงไม่มีส่วนรองรับบริเวณส้นเท้า เหมือนกับรองเท้าวิ่งในท้องตลาดทั้งหมด อีกส่วนหนึ่งที่สำคัญคือการที่รองเท้ามีช่องรองรับนิ้วเท้าทั้งสิบนิ้ว ซึ่งช่วยให้เกิดการเคลื่อนไหวอย่างอิสระของนิ้วเท้าทั้งหมดซึ่งจะทำให้ระบบการทรงตัวของนักวิ่งดีขึ้น ทั้งหมดทั้งสิ้นตั้งอยู่ในสมมุติฐานที่ว่าการวิ่งของมนุษย์นั้นถูกออกแบบให้วิ่งเช่นนี้ ตั้งแต่ยุคที่ยังไม่มีการประดิษฐ์รองเท้าวิ่งขึ้นมา หรือการวิ่งด้วยเท้าเปล่านั่นเอง

Vibram Fivefingers ใช้งานกับผมได้ดี จนผมใช้มันในการวิ่งมาราธอนแรกในชีวิตของผม ซึ่งผมได้เขียนประสบการณ์นั้นเอาไว้แล้วก่อนหน้านี้ (40K at 40 in Vibram) แน่นอนว่าโดยนิสัยของผมเองในเมื่อรองเท้าถูกออกแบบมาเพื่อเลียนแบบการวิ่งเท้าเปล่า แล้วการวิ่งเท้าเปล่าเองล่ะจะมีใครทำอะไรทิ้งไว้บ้างไหม ผมได้ค้นพบว่า กระแสการวิ่งด้วยปลายเท้า-กลางเท้า มาแรงมาก ๆ และมีแนวการวิ่งในรูปแบบดังกล่าว อยู่ด้วยกันสามรูปแบบ ผมพบกับรูปแบบแรกมีชื่อว่า Pose Running ในรูปแบบของวิดีโอ ผู้นำเสนอเป็นชาวรัสเซียผมฟังภาษาลำบากเลยไม่ค่อยสนใจมากนัก หลังจากนั้นผมได้ซื้อหนังสือที่ชื่อว่า Chi Marathon เพื่อมาทำความเข้าใจการวิ่งรูปแบบนี้ในอีกรูปแบบหนึ่ง หนังสือเล่มนี้ทำให้ผมสนใจที่จะเปลี่ยนรูปแบบการวิ่งอย่างจริงจัง นอกเหนือจากการที่เปลี่ยนรองเท้าเพียงอย่างเดียว หลังจากนั้นไม่นานผมก็พบกับหนังสือชื่อ Barefoot Running Step by Step ภาพของการวิ่งปลายเท้า-กลางเท้าก็สมบูรณ์ในที่สุด

โดยรวมแล้วรูปแบบการวิ่งแนวนี้จะต้องเน้นความเร็วรอบของการก้าวเท้ามากกว่าระยะก้าวเท้า เนื่องจากการลงด้วยปลายเท้านั้นจะทำให้ไม่สามารถก้าวเท้าเกินระยะร่างกายได้ การ overstretch จึงไม่เกิดขึ้น ก้าวที่สั้นลงนี้จึงถูก compensate ด้วยความถี่ของการก้าวเท้า ทุกรูปแบบนั้นเน้นความเป็นธรรมชาติ กฏพื้นฐานทางฟิสิกส์ เช่นแรงโน้มถ่วง กฏของสปริง เพื่อใช้อธิบายกลไกต่าง ๆ ของการวิ่งนั้น ๆ แม้ว่ารูปแบบของร่างกาย และการขับเคลื่อนร่างกายโดยรวมนั้นจะแตกต่างกันอยู่บ้างในแต่ละวิธี อย่างไรก็ตามผมยังไม่ได้มีโอกาสศึกษาอีกแนวการวิ่งที่เรียกว่า Natural Running ที่ถูกโปรโมทโดยรองเท้าวิ่งกลางเท้าอีกยี่ห้อหนึ่งที่ได้รับความนิยมคือ Newton Shoes ที่เน้นการลงกลางเท้าเป็นหลัก แต่ผมคาดว่าคงไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

ผมต้องยอมรับว่ารูปแบบการวิ่งแนวนี้ทำให้ผมสามารถวิ่งได้ยาวนานขึ้นอย่างมาก ความอดทนผมเพิ่มขึ้น อาจจะเป็นเพราะเป็นรูปแบบที่เน้นประสิทธิภาพสูงที่สุด อย่างไรก็ตามผมก็พบว่าผมมีอาการบาดเจ็บเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการวิ่งบ่อยครั้งมากขึ้นเมื่อเทียบกับอดีต อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ไม่อาจสรุปว่าการใช้รูปแบบการวิ่งปลายเท้า หรือการใช้รองเท้าที่ไม่มีระบบรองรับอย่าง Vibram จะเป็นต้นเหตุ ในอดีตระยะทางการแข่งขันผมจำกัดอยู่ที่ 10K เท่านั้น และอยู่ในช่วงวัย 20 ปลาย ๆ ในขณะที่ในปัจจุบันการวิ่ง 10K ของผมไม่ถูกเรียกว่าวิ่งยาวอีกต่อไป ในขณะที่ผมอยู่ในวัย 40 ต้น ๆ ปัญหา ITBS ที่เคยเกิดกับผมด้วยสาเหตุการสึกของรองเท้า กลับมามีปัญหากับผมในช่วงนี้ (สงขลามาราธอน : Welcome to ITBS) แต่ยังไม่แน่ใจว่าเกิดจากอะไร รองเท้า Vibram ของผมมีการสึกในทิศทางที่น่าจะเป็นต้นเหตุของ ITBS ได้ อย่างไรก็ตามด้วยพื้นหนาเพียงสองมิลลิเมตร ไม่น่าจะทำให้เกิดการผิดรูปของการลงเท้าได้ ในขณะนี้ผมสันนิษฐานว่าเป็นที่ Biomechanics ของขาโก่งเล็ก ๆ ของผม รวมกับความอ่อนซ้อมของกล้ามเนื้อ support ทำให้การลงขาของผมผิดรูป ร่วมกับการ overstretch ของผมที่เกิดจากศักยภาพทาง aerobic ที่เพิ่มขึ้นจนเกิดความต้องการเร่งความเร็วเกินกว่าความแข็งแรงของกล้ามเนื้อจะรับได้ เรื่องนี้ยังคงต้องพิสูจน์กันต่อไป

แต่สิ่งแรกที่ผมตัดสินใจทดลองก่อนคือ การวิ่งเท้าเปล่า การวิ่งเท้าเปล่านั้นจะส่งเสริมให้เราโฟกัสเรื่องรูปแบบการวิ่งมากยิ่งขึ้นเนื่องการที่ต้องระวังในการลงเท้ามากเป็นพิเศษ ผมเองเคยทดสอบการวิ่งเท้าเปล่ามาเพียงหนึ่งครั้งในการซ้อมที่สวนลุมพินี ถนนเรียบเนียน ใช้เวลาประมาณ 15 นาที เท้าของผมรู้สึกแสบ ๆ เล็กน้อย แต่ไม่ได้มีปัญหาอะไรเป็นพิเศษ อย่างไรก็ตามเนื่องจากการซ้อมของผมโดยปกตินั้นจะเป็นถนนหลวงที่เต็มไปด้วยเศษหิน กระจก ผมจึงไม่เคยคิดที่จะถอดรองเท้าวิ่งเพื่อซ้อม จะมีบ้างก็รอบ ๆ บ้านในช่วง WU/WD ระยะทางไม่เกิน 1 Kg ในขณะที่ผมเองเป็นคนที่ชอบถอดรองเท้าเป็นนิสัย ผมเองก็ถอดรองเท้าทำกิจกรรรมประจำวันของผมเมื่อทำได้ จนเป็นนิสัย ทำให้นิสัยการลงเท้าของผมค่อนข้างจะเน้นความปลอดภัยเป็นหลัก ไม่ลากเท้า ไม่ลงน้ำหนัก (ไม่เดินเสียงดัง) เพื่อหลีกเลี่ยงการเหยียบเศษกรวดเศษหิน แม้ว่าผมจะไม่ได้ซ้อมวิ่งเท้าเปล่า แต่ประสบการณ์เท้าเปล่าของผมเองนั้นมีมากกว่ามนุษย์ชนคนเมืองคนอื่น ๆ มากมายนัก ผมเชื่อเช่นนั้น

การแข่งขันแรกที่ผมตัดสินใจลองด้วยเท้าเปล่า เป็นการแข่งขันวิ่งวันมหิดลที่ มอ.หาดใหญ่ วันนั้นผมไปค้างบ้านเพื่อนที่นั่นเพื่อที่จะได้ทำงานในตอนเช้าวันรุ่งขึ้น ซึ่งบังเอิญว่าในวันรุ่งขึ้นนั้นเพื่อนของผมซึ่งอยู่ในกลุ่มผู้จัดวิ่งจำเป็นต้องเข้าร่วม ผมจึงถือโอกาสเข้าร่วมด้วยความไม่พร้อมเป็นที่สุด นั่นคือไม่มีชุดวิ่ง ไม่มีรองเท้า แต่ด้วยระยะทางเพียง 4K ผมคาดว่าด้วยเวลายี่สิบนาทีเศษ ไม่ต่างจากระยะทางที่เคยซ้อมที่สนามลุมฯมากนัก ผมไม่น่าจะเกิดปัญหาอะไร อย่างไรก็ตามผมก็ยังเลือกที่จะถือรองเท้าแตะคู่ใจวิ่งไปกับผมด้วย วิ่งวันนั้นผ่านไปได้อย่างดี ด้วยความฉงนสนเท่ห์จากเพื่อนร่วมวิ่งทั้งหมด ผมทำเวลาสบาย ๆ ที่ 23 นาที ไม่เร็วแต่ก็ไม่ช้านัก ความมั่นใจในการวิ่งเท้าเปล่าผมมีมากขึ้น วันนั้นผมไม่รู้สึกถึงอาการของ ITBS เลย แม้ว่าก่อนหน้านั้นผมไม่สามารถวิ่งได้เกิน 3Km ก่อนที่จะเริ่มเกิดปัญหา อย่างไรก็ตามในวันนั้นข้อพับนิ้วเท้าขวาประมาณนิ้วกลางก็เกิดอาการช้ำเลือดขึ้น คาดว่าเกิดจากการเหยียบก้อนหิน อาการช้ำนี้อยู่กับผมประมาณสองวัน แต่ไม่ได้ทำให้ต้องเดินกระเผลกหรืออย่างไร

ผมมีรายการสมุยมาราธอนที่วางแผนเอาไว้ว่าจะไปเข้าร่วม แต่เนื่องจากภาระงานที่อาจจะชนกัันจึงยังไม่แน่ใจนัก ร่วมกับอาการ ITBS ที่ยังไม่หายเท่าไร ระยะซ้อมผมยังไม่สามารถดันให้เกิน 5K ได้โดยไม่เกิดอาการเจ็บเข่า แต่ด้วยความบังเอิญว่าภาระงานของผมถูกยกเลิก ผมว่างขึ้นมาอย่างกระทันหัน บวกกับเพื่อนที่นัดไปด้วยกันนั้นยังไม่เคยไปสมุยมาก่อนเราจึงตัดสินใจ เข้าร่วมระยะทาง 10K ด้วยกันคนหนึ่งบาดเจ็บอีกคนหนึ่งอ่อนซ้อม แต่เช่นเดียวกันกับการแข่งขันอื่น ๆ ของผม Lifestyle Sport แบบนี้จะถูกพ่วงด้วยการปรนเปรอด้วยโรงแรมหรู ๆ อาหารอร่อย ๆ และการพาลูก ๆ เที่ยวสนุก ๆ สไตล์คนมีครอบครัว ก่อนวันแข่งขันผมยังไม่กล้าตัดสินใจเท่าไรว่าจะถอดรองเท้าวิ่งหรือไม่ ในใจผมคิดว่าน่าจะเอาอยู่แต่ผมก็ยังจัดรองเท้าไปด้วยจนถึงหน้างานวิ่งเลยทีเดียว

ผมตัดสินใจครั้งสุดท้ายเมื่อจอดรถก่อนเข้าไปที่เส้นสตาร์ท ผมเดินเท้าเปล่าเข้าไป และแล้วผมก็ต้องวิ่งในวันนี้เป็นระยะทางทั้งสิ้น 10.55k ด้วยเท้าเปล่า เพื่อนผมถามด้วยน้ำเสียงห่วง ๆ ว่าจะไหวเหรอ ไม่พองเหรอ ผมตอบว่าเจ็บเท้าน่ะ ผมไม่กลัวเท่าไรหรอก ผมกลัวเจ็บเข่ามากกว่า (ITBS จะทำให้งอเข่าไม่ได้เมื่อเกิดอาการ และการวิ่งหรือแม้กระทั่งเดินของคุณจะทรมาณมาก) ในใจผมคิดอย่างนั้นจริง ๆ เพราะคาดว่าแม้ว่าเท้าจะเจ็บ พองหรืออะไรก็ตามที่จะเกิดขึ้นได้นั้น ไม่น่าจะทำให้ผมเจ็บปวดได้มากเท่ากับ ​​ITBS ผมเองคาดหวังเล็ก ๆ ว่าจะเจอนักวิ่งเท้าเปล่าสักคนในงานนี้ เพราะเป็นสถานที่ท่องเที่ยว นักวิ่งเท้าเปล่าที่ผมเจอในเมืองไทยส่วนใหญ่จะเป็นชาวญี่ปุ่น ผมเจอทั้งในงานกรุงเทพมาราธอน และพัทยามาราธอน สมุยมาราธอนก็อาจจะมีปะปนอยู่บ้าง

เส้นทางวิ่งของสมุยมาราธอนสำหรับระยะ 10K นั้นยังอยู่บนถนนสายหลักที่เป็นคอนกรีต ปนกับถนนลาดยางช่วงสั้น ๆ ไม่น่าหนักในมากนักสำหรับการวิ่งเท้าเปล่าระยะทาง 10K ครั้งแรกของผม ผมตั้งใจออกวิ่งคู่ไปกับ โด่ง เพื่อนที่มาด้วยกัน เพราะรู้ดีว่าคราวนี้ผมไม่ต้องการทำความเร็วสูงมากนัก เนื่องจากข้อกังวลทั้งสองข้อคือ ITBS และ วิ่งเท้าเปล่า ระยะทางผ่านไปอย่างรวดเร็วไม่ทันจะตั้งตัวเราทั้งคู่ก็ถึงจุดกลับตัว ถนนที่ผ่านมาทั้งหมดผมได้สัมผัสมันมาก ๆ อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ช่วงที่ถนนไม่เรียบนัก ทำให้ช่วงที่ถนนเรียบมีความรู้สึกกับเท้าราวกับวิ่งอยู่บนพรม มีความกังวลเล็กน้อยบริเวณข้อพับของนิ้วนาง นิ้วก้อยของเท้าขวาของผม เพราะในครั้งที่ซ้อมวิ่งที่สวนลุมฯ ผมพบว่าจุดนี้เกิดการเสียดสีกับพื้นถนนมากกว่าที่คาดไว้ อย่างไรก็ตามอาการนี้ไม่เกิดขึ้น ยกเว้นบริเวณเท้าขวาด้านหน้่าที่ออกอาการร้อนนิด ๆ ซึ่งผมไม่แน่ใจว่าเกิดจากอะไร ตลอดการวิ่งครั้งนี้ผมเน้นการซอยขาเป็นอย่างมาก การเร่งความเร็วเกิดจากการซอยขาทั้งสิ้น ไม่มีการ overstretch แม้แต่น้อย ผมเริ่มเห็นประโยชน์ของการไม่ใส่รองเท้าเสียแล้ว

เราวิ่งกันมาถึงระยะประมาณ 8K ยังไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้นเลย มีนักวิ่งทักทายผมสองสามคน เกี่ยวกับการวิ่งเท้าเปล่า และแล้วสิ่งที่ไม่อยากให้เกิดก็เกิดขึ้นจนได้ อาการ ITBS เกิดขึ้นนิด ๆ แล้วที่ระยะนี้ ผมจึงชลอความเร็วลงเล็กน้อย พร้อม ๆ กับเพื่อนผมเริ่มบ่น ๆ ว่าเหนื่อยเพราะในช่วงแรกเขารู้สึกว่าเร่งเกินไปหน่อย ตอนนั้นเราเห็นป้าย 40K นั่นหมายความว่าเหลือเพียง 2.195K เท่านั้นจะถึงเส้นชัย ผมก้มลงมองนาฬิกาแล้วก็เปรย ๆ กับเพื่อนว่าเราน่าจะทำเวลาต่ำกว่าหนึ่งชั่วโมงได้นะ เราเร่งความเร็วขึ้นเล็กน้อย แม้ว่าอาการเจ็บเข่าของผมเริ่มปรากฏชัดขึ้นเรื่อย ๆ เราเร่งฝีเท้ากันได้สักพัก ทันใดนั้น ผมก็เห็นป้าย 2K ซึ่งบอกระยะทางที่ยังคงเหลือ แม่นแล้ว เจ้าป้ายบอกระยะมันไม่แม่นยำจริง ๆ ด้วย ในใจผมเริ่มคิดถึง Garmin 910XT ที่เคยคิดว่าจะถอยหลังจากแข่งขันพัทยามาราธอน ถ้ามีเจ้านี่ผมก็ไม่ต้องพึ่งพาป้ายบอกระยะอีกต่อไป เช่นเดียวกันกระเป๋าน้ำคาดเอว Nathan ที่ผมถอยมาสำหรับรับมือกับการแจกน้ำที่ไม่เป็นไปตามคำสัญญาของผู้จัดงาน

ผมมองดูนาฬิกาอีกครั้งก่อนที่จะบ่นกับเพื่อนผมว่าไม่ทันแล้วล่ะ คงต้องประมาณ ชั่วโมงสองนาที ไหวมั้ย เพียง 6 นาทีต่อกิโลเท่านั้น ที่เราต้องทำความเร็ว ในช่วง 700 เมตรสุดท้ายเป็นช่วงเวลาที่ผมเริ่มเครียดที่สุด ถนนเรียบลาดยางยาวไปจนถึงเส้นชัย ร่วมกับความเร็วที่กำหนดไว้ ทำให้ผมมีอาการ overstretch หลายครั้ง เมื่อร่วมกับ ITBS ทำให้อาการเจ็บเข่ารุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ ผมเริ่มกลัวที่จะต้องหยุดเดิน แต่ในใจก็ยังอยากทำเวลาให้ได้ตามที่ตั้งใจ เกิดสงครามขึ้นในจิตใจของผม ด้วยระยะเท่านี้เท้าเปล่าของผมไม่ทำให้เกิดปัญหาใด ๆ เป็นอย่างแน่นอน มีแต่เข่าเท่านั้นที่อาจจะหยุดผมได้ แต่แล้วเส้นชัยก็ใกล้กว่าที่คิด เวลาที่เราทำได้ตามที่หวัง 1:02:04 ไม่เลวนัก เราเข้าไปรับน้ำ อาหาร นั่งทานกันสักพัก ก่อนที่จะขับรถกลับที่พัก ผมสบายใจประสบการณ์ใหม่นี้ น่าจะเป็นประโยชน์กับผมในอนาคต ผมสามารถวิ่งเท้าเปล่าได้เป็นระยะเวลา 1 ชั่วโมงสำเร็จแล้ว เป้าหมายต่อไปควรเป็นอะไร คราวนี้ขอรักษาเข่าก่อนก็แล้วกัน รายการต่อไปกรุงเทพมาราธอน อีกสองเดือนพักให้เต็มที่ แล้วค่อยมาดูกันว่าจะลองฮาร์ฟ หรือ 10K อีกสักครั้ง

4 Comments

  1. Pek พูดว่า:

    เป๊กไม่เข้าใจ ลักษณะการวิ่งด้วยปลายเท้า-กลางเท้า

    ตลอดเวลาที่เคยเป็นนักกีฬา ตอนซ้อม จะมีการวิ่ง 2 ลักษณะ คือ การวิ่งทางไกล เป๊กจะลงส้นเท้าก่อน ซึ่งถ้าเข้าใจไม่ผิด แรงกระแทกจะสูงกว่าการวิ่งด้วยปลายเท้า เป๊กไม่ได้รู้ได้ด้วยตัวเอง แต่เข้าใจ ตามที่พี่อาร์มเขียนว่าการวิ่งปลายเท้า จะลดแรงกระแทกได้ ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง อาการบาดเจ็บที่เข่าของเป๊กและนักกีฬาคนอื่นๆ น่าจะมาจากสาเหตุนี้ด้วย ส่วนการวิ่งแบบที่ 2 คือ การสปีดด้วยความเร็วสูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ เหมือนเวลาวิ่งแข่งเลย อันนี้เป๊กจะวิ่งด้วยปลายเท้า จะเป็นการวิ่งสั้นทั้งก้าวละระยะทาง ซึ่งการวิ่ง เป็นหนึ่งในการทำให้กำลังเราอยู่ตัว อาการอ่อนซ้อมจะเกิดขึ้นไม่ได้เด็ดขาด โดยเฉพาะการแข่งแมทชใหญ่ แต่แบด เป็นกีฬาที่ใช้การกระโดดและเทคตัวด้วยปลายเท้าเยอะมาก อย่างที่เป๊กเคยพูดเสมอ ว่าอะไรที่เราใช้บ่อยและหนัก มันก็เสื่อมไปตามการใช้งานและกาลเวลา มันสามารถเกิดการบาดเจ็บรุนแรงโดยที่เราคาดไม่ถึงจริงๆ เมื่อประมาณปี 50 เป๊กวิ่งเบาๆขึ้นบันไดเลื่อน จำได้ว่าใส่ส้นสูง คงไม่ต่ำกว่า 4 นิ้ว อยู่ๆก็รู้สึกเจ็บแปล๊บที่ใต้เท้าซ้ายด้านหน้า ทีแรกคิดว่าเป็นตะคริว บอกเพื่อนให้เดินช้าลง เดินได้ แต่เจ็บมากขึ้นเรื่อยๆ กลับบ้าน กลางคืนปวดจนนอนไม่หลับ ในขณะที่อาการบวมช้ำมากขึ้นเรื่อยๆ เช้ามาน่ังรถแท็กซี่ไปบำรุงราษฎร์ หาหมอกระดูกทันที ช่างบังเอิญและโชคดีที่พบหมอคนเดียวกันกับที่ผ่าเข่าให้เป๊ก ที่เพิ่งย้ายมาที่นี่ คำถามแรกคือ อะไรหล่นทับเท้า เค้าบอกเหมือนของหนักตกใส่ ส่วนผลจากการตรวจ หมอบอกว่า มันคงไม่แข็งแรงอยู่แล้ว แล่้วเป็นจังหวะที่ไปกระแทก นอกจาก sprain แล้ว ยังทำให้กระดูกร้าว เป๊กงงมากเพราะไม่ได้ตกบันได ไม่ได้เตะหรือโดนอะไรกระแทก แค่วิ่งผิดจังหวะ ทำให้กระดูกร้าวได้เลย (จริงๆมันอาจผิดเพราะส้นสูง) อาการนี้ นานมากกว่าจะหาย และปัจจุบัน เป๊กไม่สามารถเล่นแบดหนักๆได้เลย เพราะตั้งแต่เข่าซ้ายลงมาถึงหน้าเท้า พิการเรียบ ส่วนข้อสงสัยของเป๊ก หมอเองเค้าก็ตอบให้เคลียร์ไม่ได้ ว่ามันเกิดจากอะไรกันแน่ค่ะ

    1. arm1972 พูดว่า:

      วิ่งปลายเท้าไม่ได้ลดแรงกระแทกนะ เพียงแต่ว่าการวิ่งลงส้นเท้าทำให้มีการกระแทกมากกว่า งานวิจัยเขาว่างั้น โดยทั่วไปคิดว่าการวิ่งเสริมสำหรับนักกีฬาประเภทอื่นที่ไม่ได้วิ่งเป็นหลัก ไม่น่าจะเป็นต้นเหตุการบาดเจ็บหลักของนักกีฬา เช่นโรคข้อเข่าสึก สำหรับนักแบด นักว่ิงระยะไกล และอาการบาดเจ็บสำหรับนักวิ่ง มันมีลักษณะที่แตกต่างกัน การเจ็บเข่าของนักแบดน่าจะมาจากลักษณะการใช้ขาของกีฬามากกว่า

      ส่วนอาการบาดเจ็บจากการก้าวพลาดบนส้นสูง เป็นเรื่องไม่ผิดปกติ น้ำหนักตัวเราเยอะ ทำท่าแปลก ๆ เช่นใช้รองเท้าส้นสูงมาก ๆ อ้นตรายตามสภาพอยู่แล้ว ร้าว ไม่น่าแปลกใจเท่าไรนะสำหรับพี่แล้วคิดว่าเป็นไปได้เลย

      อาการเรื้อรัง ส่วนใหญ่ตัวเรารู้ดีกว่าหมอ เพราะได้สังเกตุทุกว้น ถ้าสนใจการวิ่งปลายเท้า ก็ตามหนังสือที่แนะนำได้เลย ทุกเล่มค่อนข้างจะดีเลย เน้นฟอร์มเป็นหลัก ทำให้เข้าใจ แต่คนมีปัญหาเข่า ไม่แนะนำให้วิ่งนะ รวมถึงจักรยาน กระดูกน่ะพังแล้วพังเลย มันไม่มีระบบซ่อมแซมตัวเอง

    1. arm1972 พูดว่า:

      น่าสนใจครับ ผมยังมีเขียนเล่าตอนใช้ fivefingers ลงมาราธอนอีกนะครับ

ให้ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s