Barefoot Running : Race days testing

ใครที่ติดตามบทความของผมมาบ้างคงเริ่มจำได้แล้วว่าผมมีปัญหากระดูกสันหลังเสื่อม แต่ดันทุรังกลับมาวิ่งอีกครั้งจากบทความในวารสาร Nature ที่แสดงให้เห็นว่าการวิ่งด้วยปลายเท้า-กลางเท้า จะมีลดแรงกระแทกที่มีต่อข้อต่อทั้งหมดตั้งแต่ข้อเท้า เข่า ไปจนถึงหลัง ผมกลับมาวิ่งอีกครั้งด้วย Vibram Fivefingers ผู้นำด้านการโปรโมทการวิ่งปลายเท้า ด้วยนวัตกรรมสองลักษณะหลัก ๆ คือ พื้นรองเท้าที่บางมาก (หนาประมาณสองมิลลิเมตร) รวมถึงไม่มีส่วนรองรับบริเวณส้นเท้า เหมือนกับรองเท้าวิ่งในท้องตลาดทั้งหมด อีกส่วนหนึ่งที่สำคัญคือการที่รองเท้ามีช่องรองรับนิ้วเท้าทั้งสิบนิ้ว ซึ่งช่วยให้เกิดการเคลื่อนไหวอย่างอิสระของนิ้วเท้าทั้งหมดซึ่งจะทำให้ระบบการทรงตัวของนักวิ่งดีขึ้น ทั้งหมดทั้งสิ้นตั้งอยู่ในสมมุติฐานที่ว่าการวิ่งของมนุษย์นั้นถูกออกแบบให้วิ่งเช่นนี้ ตั้งแต่ยุคที่ยังไม่มีการประดิษฐ์รองเท้าวิ่งขึ้นมา หรือการวิ่งด้วยเท้าเปล่านั่นเอง

Vibram Fivefingers ใช้งานกับผมได้ดี จนผมใช้มันในการวิ่งมาราธอนแรกในชีวิตของผม ซึ่งผมได้เขียนประสบการณ์นั้นเอาไว้แล้วก่อนหน้านี้ (40K at 40 in Vibram) แน่นอนว่าโดยนิสัยของผมเองในเมื่อรองเท้าถูกออกแบบมาเพื่อเลียนแบบการวิ่งเท้าเปล่า แล้วการวิ่งเท้าเปล่าเองล่ะจะมีใครทำอะไรทิ้งไว้บ้างไหม ผมได้ค้นพบว่า กระแสการวิ่งด้วยปลายเท้า-กลางเท้า มาแรงมาก ๆ และมีแนวการวิ่งในรูปแบบดังกล่าว อยู่ด้วยกันสามรูปแบบ ผมพบกับรูปแบบแรกมีชื่อว่า Pose Running ในรูปแบบของวิดีโอ ผู้นำเสนอเป็นชาวรัสเซียผมฟังภาษาลำบากเลยไม่ค่อยสนใจมากนัก หลังจากนั้นผมได้ซื้อหนังสือที่ชื่อว่า Chi Marathon เพื่อมาทำความเข้าใจการวิ่งรูปแบบนี้ในอีกรูปแบบหนึ่ง หนังสือเล่มนี้ทำให้ผมสนใจที่จะเปลี่ยนรูปแบบการวิ่งอย่างจริงจัง นอกเหนือจากการที่เปลี่ยนรองเท้าเพียงอย่างเดียว หลังจากนั้นไม่นานผมก็พบกับหนังสือชื่อ Barefoot Running Step by Step ภาพของการวิ่งปลายเท้า-กลางเท้าก็สมบูรณ์ในที่สุด

โดยรวมแล้วรูปแบบการวิ่งแนวนี้จะต้องเน้นความเร็วรอบของการก้าวเท้ามากกว่าระยะก้าวเท้า เนื่องจากการลงด้วยปลายเท้านั้นจะทำให้ไม่สามารถก้าวเท้าเกินระยะร่างกายได้ การ overstretch จึงไม่เกิดขึ้น ก้าวที่สั้นลงนี้จึงถูก compensate ด้วยความถี่ของการก้าวเท้า ทุกรูปแบบนั้นเน้นความเป็นธรรมชาติ กฏพื้นฐานทางฟิสิกส์ เช่นแรงโน้มถ่วง กฏของสปริง เพื่อใช้อธิบายกลไกต่าง ๆ ของการวิ่งนั้น ๆ แม้ว่ารูปแบบของร่างกาย และการขับเคลื่อนร่างกายโดยรวมนั้นจะแตกต่างกันอยู่บ้างในแต่ละวิธี อย่างไรก็ตามผมยังไม่ได้มีโอกาสศึกษาอีกแนวการวิ่งที่เรียกว่า Natural Running ที่ถูกโปรโมทโดยรองเท้าวิ่งกลางเท้าอีกยี่ห้อหนึ่งที่ได้รับความนิยมคือ Newton Shoes ที่เน้นการลงกลางเท้าเป็นหลัก แต่ผมคาดว่าคงไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

ผมต้องยอมรับว่ารูปแบบการวิ่งแนวนี้ทำให้ผมสามารถวิ่งได้ยาวนานขึ้นอย่างมาก ความอดทนผมเพิ่มขึ้น อาจจะเป็นเพราะเป็นรูปแบบที่เน้นประสิทธิภาพสูงที่สุด อย่างไรก็ตามผมก็พบว่าผมมีอาการบาดเจ็บเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการวิ่งบ่อยครั้งมากขึ้นเมื่อเทียบกับอดีต อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ไม่อาจสรุปว่าการใช้รูปแบบการวิ่งปลายเท้า หรือการใช้รองเท้าที่ไม่มีระบบรองรับอย่าง Vibram จะเป็นต้นเหตุ ในอดีตระยะทางการแข่งขันผมจำกัดอยู่ที่ 10K เท่านั้น และอยู่ในช่วงวัย 20 ปลาย ๆ ในขณะที่ในปัจจุบันการวิ่ง 10K ของผมไม่ถูกเรียกว่าวิ่งยาวอีกต่อไป ในขณะที่ผมอยู่ในวัย 40 ต้น ๆ ปัญหา ITBS ที่เคยเกิดกับผมด้วยสาเหตุการสึกของรองเท้า กลับมามีปัญหากับผมในช่วงนี้ (สงขลามาราธอน : Welcome to ITBS) แต่ยังไม่แน่ใจว่าเกิดจากอะไร รองเท้า Vibram ของผมมีการสึกในทิศทางที่น่าจะเป็นต้นเหตุของ ITBS ได้ อย่างไรก็ตามด้วยพื้นหนาเพียงสองมิลลิเมตร ไม่น่าจะทำให้เกิดการผิดรูปของการลงเท้าได้ ในขณะนี้ผมสันนิษฐานว่าเป็นที่ Biomechanics ของขาโก่งเล็ก ๆ ของผม รวมกับความอ่อนซ้อมของกล้ามเนื้อ support ทำให้การลงขาของผมผิดรูป ร่วมกับการ overstretch ของผมที่เกิดจากศักยภาพทาง aerobic ที่เพิ่มขึ้นจนเกิดความต้องการเร่งความเร็วเกินกว่าความแข็งแรงของกล้ามเนื้อจะรับได้ เรื่องนี้ยังคงต้องพิสูจน์กันต่อไป

แต่สิ่งแรกที่ผมตัดสินใจทดลองก่อนคือ การวิ่งเท้าเปล่า การวิ่งเท้าเปล่านั้นจะส่งเสริมให้เราโฟกัสเรื่องรูปแบบการวิ่งมากยิ่งขึ้นเนื่องการที่ต้องระวังในการลงเท้ามากเป็นพิเศษ ผมเองเคยทดสอบการวิ่งเท้าเปล่ามาเพียงหนึ่งครั้งในการซ้อมที่สวนลุมพินี ถนนเรียบเนียน ใช้เวลาประมาณ 15 นาที เท้าของผมรู้สึกแสบ ๆ เล็กน้อย แต่ไม่ได้มีปัญหาอะไรเป็นพิเศษ อย่างไรก็ตามเนื่องจากการซ้อมของผมโดยปกตินั้นจะเป็นถนนหลวงที่เต็มไปด้วยเศษหิน กระจก ผมจึงไม่เคยคิดที่จะถอดรองเท้าวิ่งเพื่อซ้อม จะมีบ้างก็รอบ ๆ บ้านในช่วง WU/WD ระยะทางไม่เกิน 1 Kg ในขณะที่ผมเองเป็นคนที่ชอบถอดรองเท้าเป็นนิสัย ผมเองก็ถอดรองเท้าทำกิจกรรรมประจำวันของผมเมื่อทำได้ จนเป็นนิสัย ทำให้นิสัยการลงเท้าของผมค่อนข้างจะเน้นความปลอดภัยเป็นหลัก ไม่ลากเท้า ไม่ลงน้ำหนัก (ไม่เดินเสียงดัง) เพื่อหลีกเลี่ยงการเหยียบเศษกรวดเศษหิน แม้ว่าผมจะไม่ได้ซ้อมวิ่งเท้าเปล่า แต่ประสบการณ์เท้าเปล่าของผมเองนั้นมีมากกว่ามนุษย์ชนคนเมืองคนอื่น ๆ มากมายนัก ผมเชื่อเช่นนั้น

การแข่งขันแรกที่ผมตัดสินใจลองด้วยเท้าเปล่า เป็นการแข่งขันวิ่งวันมหิดลที่ มอ.หาดใหญ่ วันนั้นผมไปค้างบ้านเพื่อนที่นั่นเพื่อที่จะได้ทำงานในตอนเช้าวันรุ่งขึ้น ซึ่งบังเอิญว่าในวันรุ่งขึ้นนั้นเพื่อนของผมซึ่งอยู่ในกลุ่มผู้จัดวิ่งจำเป็นต้องเข้าร่วม ผมจึงถือโอกาสเข้าร่วมด้วยความไม่พร้อมเป็นที่สุด นั่นคือไม่มีชุดวิ่ง ไม่มีรองเท้า แต่ด้วยระยะทางเพียง 4K ผมคาดว่าด้วยเวลายี่สิบนาทีเศษ ไม่ต่างจากระยะทางที่เคยซ้อมที่สนามลุมฯมากนัก ผมไม่น่าจะเกิดปัญหาอะไร อย่างไรก็ตามผมก็ยังเลือกที่จะถือรองเท้าแตะคู่ใจวิ่งไปกับผมด้วย วิ่งวันนั้นผ่านไปได้อย่างดี ด้วยความฉงนสนเท่ห์จากเพื่อนร่วมวิ่งทั้งหมด ผมทำเวลาสบาย ๆ ที่ 23 นาที ไม่เร็วแต่ก็ไม่ช้านัก ความมั่นใจในการวิ่งเท้าเปล่าผมมีมากขึ้น วันนั้นผมไม่รู้สึกถึงอาการของ ITBS เลย แม้ว่าก่อนหน้านั้นผมไม่สามารถวิ่งได้เกิน 3Km ก่อนที่จะเริ่มเกิดปัญหา อย่างไรก็ตามในวันนั้นข้อพับนิ้วเท้าขวาประมาณนิ้วกลางก็เกิดอาการช้ำเลือดขึ้น คาดว่าเกิดจากการเหยียบก้อนหิน อาการช้ำนี้อยู่กับผมประมาณสองวัน แต่ไม่ได้ทำให้ต้องเดินกระเผลกหรืออย่างไร

ผมมีรายการสมุยมาราธอนที่วางแผนเอาไว้ว่าจะไปเข้าร่วม แต่เนื่องจากภาระงานที่อาจจะชนกัันจึงยังไม่แน่ใจนัก ร่วมกับอาการ ITBS ที่ยังไม่หายเท่าไร ระยะซ้อมผมยังไม่สามารถดันให้เกิน 5K ได้โดยไม่เกิดอาการเจ็บเข่า แต่ด้วยความบังเอิญว่าภาระงานของผมถูกยกเลิก ผมว่างขึ้นมาอย่างกระทันหัน บวกกับเพื่อนที่นัดไปด้วยกันนั้นยังไม่เคยไปสมุยมาก่อนเราจึงตัดสินใจ เข้าร่วมระยะทาง 10K ด้วยกันคนหนึ่งบาดเจ็บอีกคนหนึ่งอ่อนซ้อม แต่เช่นเดียวกันกับการแข่งขันอื่น ๆ ของผม Lifestyle Sport แบบนี้จะถูกพ่วงด้วยการปรนเปรอด้วยโรงแรมหรู ๆ อาหารอร่อย ๆ และการพาลูก ๆ เที่ยวสนุก ๆ สไตล์คนมีครอบครัว ก่อนวันแข่งขันผมยังไม่กล้าตัดสินใจเท่าไรว่าจะถอดรองเท้าวิ่งหรือไม่ ในใจผมคิดว่าน่าจะเอาอยู่แต่ผมก็ยังจัดรองเท้าไปด้วยจนถึงหน้างานวิ่งเลยทีเดียว

ผมตัดสินใจครั้งสุดท้ายเมื่อจอดรถก่อนเข้าไปที่เส้นสตาร์ท ผมเดินเท้าเปล่าเข้าไป และแล้วผมก็ต้องวิ่งในวันนี้เป็นระยะทางทั้งสิ้น 10.55k ด้วยเท้าเปล่า เพื่อนผมถามด้วยน้ำเสียงห่วง ๆ ว่าจะไหวเหรอ ไม่พองเหรอ ผมตอบว่าเจ็บเท้าน่ะ ผมไม่กลัวเท่าไรหรอก ผมกลัวเจ็บเข่ามากกว่า (ITBS จะทำให้งอเข่าไม่ได้เมื่อเกิดอาการ และการวิ่งหรือแม้กระทั่งเดินของคุณจะทรมาณมาก) ในใจผมคิดอย่างนั้นจริง ๆ เพราะคาดว่าแม้ว่าเท้าจะเจ็บ พองหรืออะไรก็ตามที่จะเกิดขึ้นได้นั้น ไม่น่าจะทำให้ผมเจ็บปวดได้มากเท่ากับ ​​ITBS ผมเองคาดหวังเล็ก ๆ ว่าจะเจอนักวิ่งเท้าเปล่าสักคนในงานนี้ เพราะเป็นสถานที่ท่องเที่ยว นักวิ่งเท้าเปล่าที่ผมเจอในเมืองไทยส่วนใหญ่จะเป็นชาวญี่ปุ่น ผมเจอทั้งในงานกรุงเทพมาราธอน และพัทยามาราธอน สมุยมาราธอนก็อาจจะมีปะปนอยู่บ้าง

เส้นทางวิ่งของสมุยมาราธอนสำหรับระยะ 10K นั้นยังอยู่บนถนนสายหลักที่เป็นคอนกรีต ปนกับถนนลาดยางช่วงสั้น ๆ ไม่น่าหนักในมากนักสำหรับการวิ่งเท้าเปล่าระยะทาง 10K ครั้งแรกของผม ผมตั้งใจออกวิ่งคู่ไปกับ โด่ง เพื่อนที่มาด้วยกัน เพราะรู้ดีว่าคราวนี้ผมไม่ต้องการทำความเร็วสูงมากนัก เนื่องจากข้อกังวลทั้งสองข้อคือ ITBS และ วิ่งเท้าเปล่า ระยะทางผ่านไปอย่างรวดเร็วไม่ทันจะตั้งตัวเราทั้งคู่ก็ถึงจุดกลับตัว ถนนที่ผ่านมาทั้งหมดผมได้สัมผัสมันมาก ๆ อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ช่วงที่ถนนไม่เรียบนัก ทำให้ช่วงที่ถนนเรียบมีความรู้สึกกับเท้าราวกับวิ่งอยู่บนพรม มีความกังวลเล็กน้อยบริเวณข้อพับของนิ้วนาง นิ้วก้อยของเท้าขวาของผม เพราะในครั้งที่ซ้อมวิ่งที่สวนลุมฯ ผมพบว่าจุดนี้เกิดการเสียดสีกับพื้นถนนมากกว่าที่คาดไว้ อย่างไรก็ตามอาการนี้ไม่เกิดขึ้น ยกเว้นบริเวณเท้าขวาด้านหน้่าที่ออกอาการร้อนนิด ๆ ซึ่งผมไม่แน่ใจว่าเกิดจากอะไร ตลอดการวิ่งครั้งนี้ผมเน้นการซอยขาเป็นอย่างมาก การเร่งความเร็วเกิดจากการซอยขาทั้งสิ้น ไม่มีการ overstretch แม้แต่น้อย ผมเริ่มเห็นประโยชน์ของการไม่ใส่รองเท้าเสียแล้ว

เราวิ่งกันมาถึงระยะประมาณ 8K ยังไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้นเลย มีนักวิ่งทักทายผมสองสามคน เกี่ยวกับการวิ่งเท้าเปล่า และแล้วสิ่งที่ไม่อยากให้เกิดก็เกิดขึ้นจนได้ อาการ ITBS เกิดขึ้นนิด ๆ แล้วที่ระยะนี้ ผมจึงชลอความเร็วลงเล็กน้อย พร้อม ๆ กับเพื่อนผมเริ่มบ่น ๆ ว่าเหนื่อยเพราะในช่วงแรกเขารู้สึกว่าเร่งเกินไปหน่อย ตอนนั้นเราเห็นป้าย 40K นั่นหมายความว่าเหลือเพียง 2.195K เท่านั้นจะถึงเส้นชัย ผมก้มลงมองนาฬิกาแล้วก็เปรย ๆ กับเพื่อนว่าเราน่าจะทำเวลาต่ำกว่าหนึ่งชั่วโมงได้นะ เราเร่งความเร็วขึ้นเล็กน้อย แม้ว่าอาการเจ็บเข่าของผมเริ่มปรากฏชัดขึ้นเรื่อย ๆ เราเร่งฝีเท้ากันได้สักพัก ทันใดนั้น ผมก็เห็นป้าย 2K ซึ่งบอกระยะทางที่ยังคงเหลือ แม่นแล้ว เจ้าป้ายบอกระยะมันไม่แม่นยำจริง ๆ ด้วย ในใจผมเริ่มคิดถึง Garmin 910XT ที่เคยคิดว่าจะถอยหลังจากแข่งขันพัทยามาราธอน ถ้ามีเจ้านี่ผมก็ไม่ต้องพึ่งพาป้ายบอกระยะอีกต่อไป เช่นเดียวกันกระเป๋าน้ำคาดเอว Nathan ที่ผมถอยมาสำหรับรับมือกับการแจกน้ำที่ไม่เป็นไปตามคำสัญญาของผู้จัดงาน

ผมมองดูนาฬิกาอีกครั้งก่อนที่จะบ่นกับเพื่อนผมว่าไม่ทันแล้วล่ะ คงต้องประมาณ ชั่วโมงสองนาที ไหวมั้ย เพียง 6 นาทีต่อกิโลเท่านั้น ที่เราต้องทำความเร็ว ในช่วง 700 เมตรสุดท้ายเป็นช่วงเวลาที่ผมเริ่มเครียดที่สุด ถนนเรียบลาดยางยาวไปจนถึงเส้นชัย ร่วมกับความเร็วที่กำหนดไว้ ทำให้ผมมีอาการ overstretch หลายครั้ง เมื่อร่วมกับ ITBS ทำให้อาการเจ็บเข่ารุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ ผมเริ่มกลัวที่จะต้องหยุดเดิน แต่ในใจก็ยังอยากทำเวลาให้ได้ตามที่ตั้งใจ เกิดสงครามขึ้นในจิตใจของผม ด้วยระยะเท่านี้เท้าเปล่าของผมไม่ทำให้เกิดปัญหาใด ๆ เป็นอย่างแน่นอน มีแต่เข่าเท่านั้นที่อาจจะหยุดผมได้ แต่แล้วเส้นชัยก็ใกล้กว่าที่คิด เวลาที่เราทำได้ตามที่หวัง 1:02:04 ไม่เลวนัก เราเข้าไปรับน้ำ อาหาร นั่งทานกันสักพัก ก่อนที่จะขับรถกลับที่พัก ผมสบายใจประสบการณ์ใหม่นี้ น่าจะเป็นประโยชน์กับผมในอนาคต ผมสามารถวิ่งเท้าเปล่าได้เป็นระยะเวลา 1 ชั่วโมงสำเร็จแล้ว เป้าหมายต่อไปควรเป็นอะไร คราวนี้ขอรักษาเข่าก่อนก็แล้วกัน รายการต่อไปกรุงเทพมาราธอน อีกสองเดือนพักให้เต็มที่ แล้วค่อยมาดูกันว่าจะลองฮาร์ฟ หรือ 10K อีกสักครั้ง

สงขลามาราธอน : Welcome to ITBS

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2555 ที่ผ่านมานี้ผมเข้าร่วมการแข่งขัน สสส. สงขลามาราธอน นานาชาติ เฉลิมพระเกียรติ  แม้ว่าจะอ่อนซ้อมเสียเหลือเกิน เนื่องจากภาระการเดินทางที่ถี่จนไม่เป็นอันซ้อมทำให้ในช่วงเวลาก่อนหน้าผมมีเวลาฝึกซ้อมสำหรับรายการนี้เพียงหนึ่งสองครั้ง นั่นคือ วิ่งระยะทางประมาณ 13 กิโลเมตร และอีกครั้งคือ ระยะทางประมาณ 9 กิโลเมตร ทั้งสองครั้งห่างกันถึงหนึ่งสัปดาห์ และห่างจากวันแข่งขันหนึ่งสัปดาห์ นอกจากนี้ยังไม่ได้มีการออกกำลังกายประเภทอื่นเลย แม้ว่าระยะทางประมาณนี้จะอยู่ในระดับคงที่แล้วสำหรับ base ที่ผมสร้างมาเป็นเวลาหนึ่งปี แต่ในใจผมคิดเสมอว่าถึงแม้หัวใจจะเอาอยู่ แต่ช่วงล่างอาจจะรับไม่ได้เพราะเป็นงานหนักแบบเป็นช่วง ๆ เพื่อนนักวิ่งของผมก็เห็นด้วยว่าถ้าเป็นแบบนี้นาน ๆ ไปไม่ดีแน่

ผมใช้เวลาตัดสินใจไม่นานนักที่จุดรับสมัคร ที่จะลงระยะฮาร์ฟมาราธอน เนื่องด้วยภาวะอ่อนซ้อม ระยะมาราธอนไม่ถึงแน่ แต่วิ่งมินิมาราธอน มันสั้นเกินไปสำหรับผมแล้ว ไม่ค่อยคุ้มค่าตื่นเช้าเท่าไร ในคืนก่อนหน้าที่จะวิ่งผมต้องไปร่วมงานมงคลสมรส ซึ่งไม่ส่งผลดีกับผมนัก เพราะผมไม่ค่อยถนัดการรับประทานอาหารในงานใด ๆ ผมทานได้ไม่มากนัก อีกทั้งลูก ๆ ทั้งสองที่เล่นมาทั้งวันเริ่มออกอาการงอแง เราจึงต้องหนีออกจากงานล่วงหน้า ก่อนที่อาหารจานหลักจะออกเสริฟ อย่างไรก็ตามยังโชคดีที่เพื่อนของผมที่ดูแลที่พักในคืนนี้ จัดอาหารเย็นเตรียมไว้ให้ ผมจึงทานเพิ่มอีกนิดหน่อยเวลาประมาณสามทุ่ม และพยายามรีบเข้านอน เพราะตีสามผมก็ต้องเริ่มตื่นมาเตรียมของแล้ว

ผมนอนหลับอย่างรวดเร็ว แม้ว่าจะเป็นเวลาสั้น ๆ ไม่เพียงกี่ชั่วโมง ผมก็รู้สึกว่าได้นอนเต็มอิ่ม ผมจัดอาหารเช้าเตรียมไว้เล็กน้อย แล้วก็ออกรถเพื่อเดินทางจากที่พักบนเกาะยอ เข้าร่วมงานบริเวณชายหาด สงขลา แม้ว่ามีการหลงทางเล็กน้อย ผมก็ยังเหลือเวลาที่จะได้วิ่งวอร์มสั้น ๆ เข้าห้องน้ำ และยืดเส้นยืดสาย ก่อนจะมายืนรอการปล่อยตัว งานนี้ไม่มีเสียเวลาเลยแม้แต่น้อย การจัดงานค่อนข้างดีครับ แต่คนไม่มากนักจึงไม่คิดว่าน่าจะมีปัญหาอะไร เมื่อเสียงปล่อยตัวดังขึ้นผมค่อย ๆ เดินออกไป และเริ่มวิ่งช้า ๆ เนื่องจากรู้ดีว่าซ้อมมาไม่ดีและวอร์มอัปไม่มากนัก

แต่แล้ว เมื่อระยะทางผ่านไปไม่เกินสองกิโล ผมก็เห็นเป้าหมายของผม ลุงรุ่นอายุ 60 ท่าทางแข็งแรง ผมคิดในใจว่าลุงน่าจะทำเวลาต่ำกว่าสองชั่วโมงแน่ ๆ ถ้าแกวิ่งไม่เร็วนัก เราเกาะ ๆ ไปก็น่าจะได้เวลาค่อนข้างดี ผมจึงตัดสินใจค่อย ๆ เกาะคุณลุงไป และเป็นไปตามคาดคุณลุงทำเวลาค่อนข้างดีสม่ำเสมออยู่ในช่วงที่ผมยังสามารถวิ่งตามได้ค่อนข้างสบาย ๆ แต่หารู้ไม่เวลาเฉลี่ยของคุณลุงอยู่ในระดับ 5 นาทีต้น ๆ เลยทีเดียว แม้ว่าจะไม่ใช่เวลาที่ดีที่สุดของผม แต่สำหรับระยะฮาร์ฟมาราธอนที่ความเร็วประมาณนี้ ที่ระยะทางห้ากิโลเมตรแรกแบบนี้ ไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ สำหรับผมเลยทีเดียว

เนื่องจากผมใช้ระบบ Percieve Exertion ในการฝึกซ้อม ในการแข่งขันผมความรู้สึกนี้ผมจึงใช้ในการซ้อมและแข่งขัน อย่างไรก็ตามผมยังใช้มันได้ไม่ค่อยดีนักในการแข่งขันและมักจะทำให้ผมวิ่งเร็วเกินไปในช่วงแรกของการแข่งขัน ผมพยายามถามตัวเองเรื่อย ๆ ขณะที่วิ่งตามลุงคนนั้นไปเรื่อย ๆ ผมคุยกับลุงเขาบ้างเล็กน้อย ในเชิงบ่น ๆ ว่าลุงเขาวิ่งได้เร็วจริง ๆ ลุงเขาก็เพียงเปรย ๆ ว่าช่วงแรกน่ะอย่าวิ่งให้เร็วมาก อย่าให้หมด ค่อยมาวิ่งกันจริง ๆ ในครึ่งหลัง ขณะนั้นความรู้สึกของผมก็ยังค่อนข้างดีอยู่ ยังสามารถไล่ตามคุณลุงไปเรื่อย ๆ ได้อย่างไม่ลำบากยากเย็น

ก่อนผ่านระยะกลับตัวคุณลุงเริ่มเจอเพื่อน ๆ ที่กลับตัวกันไปบ้างแล้วตะโกนแซว ว่าวิ่งช้าเกินไปแล้วนะ ผมยังไม่ได้เอะใจอะไร เมื่อถึงเวลากลับตัวเวลาของเราอยู่ที่่ 52:31 นาที ซึ่งเป็นความเร็วที่ไม่ได้ช้า แต่ก็ไม่ได้เร็วจนน่าตกใจ แต่ที่น่าตกใจกลับเป็นการกลับตัวของคุณลุง ผมเพิ่งเข้าใจสิ่งที่คุณลุงพูดถึง ความเร็วของคุณลุงดูเหมือนจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว การวิ่งไล่คุณลุงนั้นไม่ง่ายเหมือนที่ผ่านมาเสียแล้ว อย่างไรก็ตามต้องขอบคุณ Base ที่ผ่านมาของผม แม้ว่าจะเหนื่อยอยู่สักหน่อย ผมก็ยังสามารถเกาะหลังคุณลุงไปได้เรื่อย ๆ

คุณลุงเริ่มคุยกับผม ด้วยคำถามแรกว่าอยู่รุ่นไหน เอาซะแล้ว มันเป็นคำถามของคนที่ต้องการอันดับในการแข่งขัน ผมไม่ชอบการแข่งขันเอาเสียเลย พอผมบอกว่าผมอยู่รุ่น 40 คุณลุงก็ดูใจดีขึ้นมาในทันที บ่น ๆ ว่านึกว่าจะอยู่รุ่นเดียวกัน โหลุงก็ ไม่ทำร้ายจิตใจผมไปหน่อยเรอะ จากนั้นลุงแกก็เริ่มสาธยาย แกบอกผมว่าเกาะให้ดี ๆ นะ ถ้าตามลุงทันเนี่ย ในรุ่น 40 ก็คงได้อันดับไม่เกินที่ 30 ได้ยินเท่านั้น ผมเริ่มเหนื่อยขึ้นมาอย่างทันทีทันใด เหนื่อยขึ้นมาอย่างทันทีทันใด แต่ก่อนที่จะถูกความเหนื่อยเอาชนะใจผมไปนั้น ที่ระยะกิโลเมตรที่ 14 ผมเริ่มมีความรู้สึกแปลบขึ้นมาที่บริเวณเข่าเล็กน้อย ซวยละผมเริ่มคิดในใจ

ก่อนหน้านี้ ผมมีอาการบาดเจ็บบริเวณฝ่าเท้าขวา ทำให้ผมซ้อมได้ไม่เต็มที่ ร่วมกับการเดินทางที่ค่อนข้างถี่ การซ้อมระยะประมาณมินิมาราธอนเพียงสัปดาห์ละครั้งนั้นมีผลต่ออาการบาดเจ็บของผมเล็กน้อย อาการบาดเจ็บบริเวณฝ่าเท้าขวาค่อนข้างจะรบกวนการวิ่งของผมในช่วงการซ้อม และทำให้ผมต้องเลี่ยงไปใช้งานขาซ้ายค่อนข้างมากกว่าปกติเล็กน้อย ในการแข่งขันครั้งนี้เช่นกัน แม้ว่าจะไม่มีอาการบาดเจ็บของฝ่าเท่้ามารบกวนอีกแล้ว แต่ในใจผมยังค่อนข้างกลัวอาการจะย้อนกลับมาอีกครั้งในระหว่างแข่งขัน ผมจึงค่อนข้างจะเกร็งเท้าขวา และลงน้ำหนักด้านขาซ้ายมากเป็นพิเศษ

แต่แล้วมันก็กลับมาย้อนสุ่ตัวผมจนได้ ความรู้สึกแปลบ ๆ เริ่มกลายเป็นความรู้สึกคงที่ เริ่มส่งผลต่อการลงน้ำหนักตัวลงบนขาซ้าย ผมต้องก้าวสั้นลงเรื่อย ๆ ตอนนี้คุณลุงได้หนีหายไปจากผมแล้ว จากความเร็วประมาณ 5:20 นาทีต่อกิโล ความเร็วผมตกลงเหลือ  7 นาทีกว่า ๆ และในที่สุดผมก็ไม่สามารถงอเข่าซ้ายได้อีกต่อไป เพราะอาการเจ็บมันเหลือจะเกินทน ผมต้องเปลี่ยนเป็นเดินในทันที ที่กิโลเมตรที่ 18 ตอนนี้เวลาเท่าไรผมเริ่มไม่ค่อยสนใจแล้ว ผมสนใจเพียงแต่ว่าผมจะฟื้นทันเพื่อจะวิ่งเข้าเส้นชัยแม้เพียงระยะสั้น ๆ หรือไม่

นักเดินเร็ว มาเดินแซงผมที่กิโลเมตรที่ 19 ผมพยายามเลียนแบบท่าเดินของนักเดิน แต่ไม่เป็นผลเข่าซ้ายที่งอไม่ได้ ทำให้ผมไม่สามารถแม้กระทั่งเดินเร็วได้ แต่ด้วยความดันทุรังผมก็พบว่าผมยังสามารถเร่งความเร็วได้อีกเล็กน้อย ด้วยท่าเดินของคนขาเป็นโปลิโอ แบบที่ต้องดามเหล็กที่ขานั่นเอง ผมเดินสุดฤทธิ์ด้วยท่านี้ กัดฟันเต็มที่ทุกครั้งที่พลาดพลั้ง มีการงอของเข่า น้ำตาแทบจะไหล ร่างกายแทบจะทรุดลงไปนั่ง ผมเพียงบอกตัวเองว่าล้มไม่ได้ นั่งไม่ได้ เพราะไม่แน่ใจว่าจะลุกได้อีกหรือไม่

เมื่อผมมองเห็นเส้นชัยในระยะสายตา ผมพยายามทดลองวิ่งอีกครั้ง แต่เพียงหนึ่งก้าว ผมก็มั่นใจได้ทันทีว่า งานนี้ต้องเดินเข้าเส้นชัยอย่างเดียวเท่านั้น ผมทำเวลาได้ประมาณ 2:19:51 ช้ากว่าที่ตั้งใจไว้กว่าครึ่งชั่วโมง ผมค่อย ๆ กระเพลกไปใช้บริการนวด แม้ว่างานวิ่งครั้งนี้จะทำให้ผมบาดเจ็บเพิ่มเติม แต่บริการนวดในรายการนี้ถือว่าฝีมือเข้าขั้นจริง ๆ ในขณะนวดอยุ่นั้นผมรู้สึกเหมือนจะกลับมาวิ่งได้อีกครั้งเลยจริง ๆ แม้ว่าในความเป็นจริง แค่จะลุกเดินกลับไปที่จอดรถผมก็แทบเอาตัวไม่รอดแล้ว

ระหว่างเดินกลับไปที่รถ ผมเริ่มทบทวนอาการ และเหตุการณ์ทั้งหมด งานนี้อาจจะเกิดจากการซ้อมน้อย การบาดเจ็บฝ่าเท่้าเข้าร่วม หรืออาจจะเกิดจากรองเท้ามินิมัลลิสที่ผมเริ่มหัดใช้มันได้ไม่นานนัก อาการของผมใกล้เคียงกับอาการที่เรียกว่า Iliotibial “band” friction syndrome  (ITBS) ซึ่งเคยเกิดกับผมมาครั้งหนึ่งแล้วในวัยหนุ่ม ซึ่งแก้ไขด้วยการเปลี่ยนรองเท้าวิ่งก็หายไป แต่คราวนี้ด้วยพื้นรองเท้าที่ไม่มีระยะให้สึกหรอ ผมไม่แน่ใจว่าผมจะต้องแก้ปัญหามันอย่างไร

วันนี้ผมพักผ่อนมาเป็นระยะเวลากว่าหนึ่งสัปดาห์ แล้วลองกลับมาวิ่งเบา ๆ ใหม่ก็พบว่า อาการเดิมกลับมาอีกที่ระยะประมาณ 4 กิโลเมตร อืม น่าสนใจเสียแล้ว ต้องมาติดตามกันดูว่าผมจะจัดการกับมันอย่างไร ในเมื่ออีกเพียงสามสัปดาห์จะมีรายการวิ่งสมุยมาราธอนอีกรายการที่ผมอยากเข้าร่วม