Slow life in Bangkok

กรุงเทพมหานครเป็นเมืองฟ้าอมรเมืองแรก ที่ผมให้สัญญากับตัวเองว่าผมจะไม่มีวันมาใช้ชีวิต(ส่วนใหญ่)ของผมเป็นอันขาด จากสภาพเด็กบ้านนอกเคยใส่แต่กางเกงขาสั้นในวันที่ยังมีกางเกงยีนส์ขายาวเพียงตัวเดียวในชีวิต การเข้ามาเรียนที่มหาวิทยาลัยแถวสามย่านและต้องเดินทางจากรามคำแหงทุกวันเช้าเย็น ระยะเวลาในการเกินทางเฉลี่ยสองชั่วโมง มันเกินความเข้าใจของผมจริง ๆ นั่นคือ first impression ของกรุงเทพฯ ที่ผมได้สัมผัส เมื่อ 23 ปีที่แล้ว แม้ว่าในปีถัดมาผมย้ายที่พักมาอยู่เชิงสะพานสาธรและเลือกที่จะปั่นจักรยานไปมหาวิทยาลัยด้วยระยะทาง 7 กิโลเมตร ด้วยเวลาไม่เกิน 20 นาที ผมควบคุมชีวิตของผมบนความบ้าดีเดือดของสภาพรถติดบนสะพานสาธรได้แล้ว แต่ความประทับใจแรกนั้นก็ไม่สามารถทำให้ผมเปลี่ยนความคิดนั้นได้

เวลาผ่านไปประมาณ 13 ปีจากวันนั้น ผมได้เริ่มต้นชีวิตการทำงานของผม แน่นอนว่าไม่ใช่ที่กรุงเทพฯ แต่มันเป็นจังหวัดปัตตานี ในที่ที่ใครมาเยือนก็ล้วนแต่ถูกตราหน้าถึงความเป็นเดนตาย แม้ว่าผมจะต้องเดินทางนับ 1000 กิโลเมตรเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ โดยเฉลี่ยเดือนละมากกว่าหนึ่งครั้ง แต่ยังห่างไกลกับความรู้สึกเมื่อได้ประสบเมื่อแรกเริ่ม ผมไปทำงานเป็นระยะเวลาสั้น ๆ กรุงเทพฯ เหมือนเป็นสถานที่ในการหาสินค้า เป็นสถานที่ในการทำงาน ประชุม เพียงผ่าน ๆ หรือบางครั้ง งานคอนเสิร์ต ผมเดินทางกลับไปมาด้วยความรวดเร็วเหมือนกับ transit ในเมืองใหญ่ ๆ ของโลกที่ผมจำเป็นต้องไปในบางครั้ง

เมื่อเดือนที่แล้ว ผมมีโอกาสที่จะมาใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ อีกครั้งเหมือนทุก ๆ เดือนที่ผ่านมา เป็นระยะเวลาสั้น ๆ แต่ไม่สั้นอย่างที่เคยเป็น ประมาณหนึ่งสัปดาห์ เช่นเคยที่ผมต้องมาทำงาน ประชุม เช้าบ้าง เย็นบ้าง แต่คราวนี้แตกต่างกว่าหลาย ๆ ครั้งที่ผ่านมา งานของผมถูก cancalled หลายงาน ผมมีวันว่างเป็นช่วง ๆ ในสัปดาห์นั้น ผมมีลูกตัวเล็ก ๆ สองคน และภรรยาที่ผม ตุเลงไปด้วยกันทุกที่ทุกการเดินทางของผม ลูก ๆ ที่อยู่ในวัยกำลังซน ผมจึงนึกสนุกทดลองใช้ชีวิตประดุจดั่งคนกรุงเทพฯ เพียงแต่ว่าลดความเร็วของชีวิตลงเล็กน้อย เพื่อทำความเข้าใจกับตัวเองว่าความสัมพันธ์ของผมกับกรุงเทพฯ ในวันนี้เป็นอย่างไร

ผมใช้ชีวิตที่บ้านหลังเดิมที่เชิงสะพานสาธร แต่วันนี้สถานีรถไฟฟ้า แทบจะเกยบันไดบ้านของผม หลังจากเสร็จภาระกิจส่วนใหญ่สำหรับทริปแล้ว ผมต้องรออีกประมาณสามวัน เพื่อภาระกิจสุดท้าย เริ่มวันแรกของวันเบา ๆ ผมตื่นเช้าเพื่อแต่งตัวไปออกกำลังกายในสวนสาธารณะยอดนิยมที่สุดแห่งหนึ่ง คือ สวนลุมพินี แม้ว่าจะเป็นเวลาค่อนข้างจะเช้าสำหรับผม (ประมาณเจ็ดโมง) ผมก็แทบจะไม่เห็นใครอยู่ในชุดลำลอง หรือชุดกีฬาอีกแล้ว คนกรุงเทพฯส่วนใหญ่เริ่มออกไปทำงานกันบ้างแล้ว ครอบครัวเล็ก ๆ ของผมพะรุงพะรังกันไปบนรถไฟฟ้า อย่างช้า ๆ มองเห็นคนรอบข้างกำลังอยู่ในวงจรของความเร่งรีบ ผมนึกถึงภาพยนต์เรื่อง Chungking Express ขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ ทุก ๆ คนเหมือนบินผ่านครอบครัวผมไป และเราก็ใช้เวลาสั้น ๆ ของการเดินทางบนรถไฟฟ้า BTS หยอกล้อกันไปเป็นระยะทางประมาณสี่สถานี

ชีวิตของคนกรุงเทพฯ ช้าลงในทันทีที่ผมเหยียบเท้าเข้าไปในสวนลุมพินี ผมเห็นชายเชื้อชาติอินเดียสองคนเดินผ่านไปพร้อมกับฝึกฝน “ห้วเราะบำบัด” สร้างรอยยิ้มให้กับแม่ค้าขายน้ำ ผมเดินนำครอบครัวเพื่อไปหาเก้าอี้นั่งเล่น ก่อนที่ผมจะวิ่งออกไปตามเส้นทางวิ่งรอบ ๆ สวนแห่งนี้ สัมผัสกับหลากหลายชีวิตที่เลือกเข้ามาทำกิจกรรมยามเช้ากันที่นี่ แม้ว่าจะไม่ใช่เวลาที่หลากหลายชีวิตเหล่านั้นจะสามารถเข้าทำงานตามมาตรฐาน 8-5 ได้อีกแล้ว กลุ่มคนเหล่านี้เป็นกลุ่มที่สามารถใช้ชีวิต slow life ในเมืองกรุงที่ busy ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก มีหลายคนเหมือนกันที่ไม่จำเป็นต้องเร่งรีบเหมือนกับกลุ่มคนกลุ่มแรกที่ผมพบปะใน BTS เมื่อสักครู่ ในใจผมรู้สึกอิจฉาเล็ก ๆ เมื่อวิ่งผ่านร่มเงาต้นไม้ใหญ่ ๆ ในสวนแห่งนี้ ขณะที่คิดว่าเงานี้สามารถปกคลุมให้ทางวิ่งนี้ร่มเย็นได้ตลอดทั้งวันเลยทีเดียว

ผมวิ่งสั้น ๆ ประมาณครึ่งชั่วโมงแล้วกลับมารวมกับครอบครัวของผมอีกครั้ง เพื่อที่จะพาลูก ๆ ไปเล่นสนามเด็กเล่นสีสันสดใส ภายในสวนแห่งนั้น ผมบอกภรรยาผมว่าผมเห็นตั้งอยู่หลายสนามเลย รอบ ๆ สวนแห่งนี้ ว่าแล้วก็ค่อย ๆ เดินพาลูก ๆ ไป ระยะทางดูเหมือนว่าไกลกว่าตอนที่ผมวิ่งผ่านสักนิด แต่ในใจก็คิดว่าเมื่อถึงสนามเด็กเล่นลูก ๆ คงจะมีความสุขขึ้นจากการเดินตุเลงอยู่ ณ เวลานี้ จริง ๆ อย่างที่คิด ลูก ๆ สนุกกันมาก ๆ เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว กว่าที่ผมจะสามารถต่อรองให้ทั้งสองคนยอมโบกมือลาเครื่องเล่นต่าง ๆ เพื่อที่จะให้พ่อแม่ได้ไปหาอาหารเช้าทานกันในตอนสาย ๆ สิบโมงกว่า ๆ แล้ว เราเดินข้ามถนนไปหาของกินกันบริเวณซอยคอนแวนต์ ห่านพะโล้เจ้าประจำของผม ไม่ได้ลิ้มรสมาเกือบสามปีแล้ว เราจัดการอาหารทุกอย่างอย่างอิ่มอร่อยแม้ว่าจะต้องแบกลูกที่หลับอยู่บนบ่ากันคนละคนก็ตาม

วันต่อมาผมก็ออกไปวิ่งที่สวนลุมพินีอีกครั้ง คราวนี้ได้สัมผัสกับบรรยากาศของการออกกำลังกายยามเช้าที่เข้มข้นขึ้นเล็กน้อย แต่ครั้งนี้ลูก ๆ ไม่ได้ตามไปด้วยเพราะยังไม่ตื่น ผมออกมาเช้ากว่าเมื่อวานเล็กน้อย เมื่อเสร็จจากการออกกำลังกายผมก็เดินหาอาหารเช้าในบริเวณถนนสีลม เพื่อไปฝากครอบครัวที่บ้านพัก วันนี้ผมวางแผนจะพาลูก ๆ ไปข้างนอกอีกครั้ง ในช่วงเที่ยง ๆ ผมก็พาพวกเขาไปวิ่งเล่นกันที่ TK Park แม้ว่าเขาทั้งสองยังคงไม่ชื่นชมกับความเป็น Knowledge Park ของมันมากไปกว่าความเป็นสถานที่ที่มีหนังสือการ์ตูน Thomas มากเป็นพิเศษ แต่ดูเหมือนว่าพวกเด็ก ๆ ก็มีความสุขกับการปีนป่ายอยู่ไม่น้อย เราเล่นกันอยู่สักพักก่อนที่คุณยายของพวกเขาจะมาพาไปหาซื้อของเล่นที่ย่านสำเพ็ง ซึ่งดูเหมือนว่าแต่ละคนก็ได้ของเล่นถูกใจกันไปคนละอย่าง

ผมปิดท้าย slow life ที่กรุงเทพฯ ของผม ด้วยรายการกรุงเทพมาราธอน การออกจากบ้านตั้งแต่ตีสาม ให้ความรู้สึกสงบกว่าเวลาเร่งด่วนของกรุงเทพฯ หลายเท่านัก ผมลแข่งระยะทางฮาร์ฟมาราธอน หลังจากวิ่งจบก็รอเพื่อน ๆ ที่มาวิ่งด้วยกันเล็กน้อยก่อนจะหารถแทกซี่กลับที่พัก เมื่อกลับมาบ้านทุกคนก็ตื่นเตรียมพร้อมกันเรียบร้อยแล้ว ผมสัญญาว่าจะพาครอบครัวไปทาน Brunch ที่ เครปแอนด์โค รายการที่ผมคาดว่าจะเป็นไฮไลท์ของการใช้ชีวิตช้า ๆ ที่กรุงเทพฯ ครั้งนี้ การได้ตื่นสาย ๆ ออกมาทานอาหารเช้าปนเที่ยงในสวน ปล่อยให้เวลาผ่านไปอย่างช้า ๆ มันเป็นแผนที่ดูเหมือนว่าจะสมบูรณ์แบบเป็นอย่างมาก แม้ว่าเช้านี้ผมตื่นตีสามและวิ่งระยะทาง 21.1 กิโลเมตรมาแล้วก็ตาม แม้ว่าการไปคราวนี้ดูเหมือนว่าจะถูกใจพ่อแม่เสียมากกว่าลูก ๆ เพราะรอโอกาสนี้มานานมากแล้ว ผมใช้เวลาที่ร้านนานเท่าที่จะนานได้ เพื่อพักขาและซึบซับบรรยากาศสงบ ๆ ใจกลางกรุงเทพฯแห่งนี้ ส่วนลูก ๆ เมื่อจัดการกับของหวานเรียบร้อยก็ผลอยหลับกันทั้งคู่เพราะเวลาได้ล่วงเลยไปบ่ายนิด ๆ เสียแล้ว

สุดท้ายเพื่อปิดรายการ เราตัดสินใจพาเด็กไปสนามเด็กเล่นคนเมือง Funnarium แหม มันแพงได้ใจจริง ๆ แม้ว่าพ่อแม่จะมีความรู้สึกว่ามันคงน่าจะสนุกสำหรับเด็ก ๆ ทั้งเพื่อน ๆ มากมาย สีสันสดใส แอร์เย็นสบาย แต่ทว่า ลูก ๆ ทั้งสองคนไม่ได้มีท่าทางมีความสุขมากเท่ากับเงินที่ได้จ่ายไปพันกว่าบาทเพื่อสามชั่วโมง แม้ว่าหลาย ๆ เครื่องเล่นจะดูแปลกตา และมีสีสันน่าดึงดูดใจสำหรับเด็ก แต่ความแออัด หนวกหู ยุ่งเหยิง และบรรยากาศของความไม่เป็นธรรมชาติของสนามเด็กเล่นที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัย พวกเขาไม่ได้ดูสนุกเท่ากับวันที่ได้ไปปีนป่ายเสี่ยงภัยกันที่สวนลุมพินีเลยแม้แต่น้อย ดูเหมือนว่าธรรมชาติได้สร้างมนุษย์เพื่อมาอยู่บนโลกอย่างที่เราเห็น ๆ ไม่ใช่โลกนุ่ม ๆ ที่เราพยายามปรุงแต่งขึ้นด้วยความหวังดี ลูก ๆ ของผมใช้เวลาอยู่กับมันได้ไม่ถึงสามชั่วโมงก็เลิก เราก็ไม่ได้แปลกใจมากนักเมื่อเห็นเขาออกมาวิ่งเล่นด้านนอกอย่างสนุกสนานยิ่งกว่าข้างในหลายเท่า สงสัยว่าข้างนอกที่ว่านี้ อาจจะทำให้เขาหัวแตกหรือแขนหักได้ถ้าผิดพลั้งล้มลงไป นี่คงเป็นชีวิตจริง ๆ มากกว่ากระมัง

ด้วยเวลาสองสามวันในกรุงเทพฯ ครอบครัวเราได้ไปใช้ชีวิตอย่างเชื่องช้า ขัดกับความเร่งรีบของบุคคลรอบข้างและบรรยากาศโดยรวมของเมือง ผมเริ่มได้ข้อคิดว่าจริง ๆ แล้วเมืองไม่ได้เร่งรีบเลย แต่มนุษย์เราต่างหากที่เร่งรีบ ภูมิคุ้มกันต่อสิ่งรอบข้างที่ผมสร้างขึ้นจากการปั่นจักรยานฝ่าลมฝนและแดดร้อนในกรุงเทพฯ ปั่นฝ่าพายุลูกเห็บและหิมะหนาที่คลีฟแลนด์ โอไฮโอ สหรัฐอเมริกา ผมเติบใหญ่ขึ้นมาก ชีวิตช้า ๆ ของคนบ้านนอกของผมเป็นส่วนหนึ่งของผมไปเสียแล้ว ไม่มีใครหรือเมืองเร่งรีบใด ๆ จะมาขโมยจากผมไปได้ และแล้วผมก็บินกลับบ้านของผมที่ตำบลรูสะมิแล จังหวัดปัตตานี กลับมาใช้ชีวิตช้า ๆ ในบรรยากาศช้า ๆ ที่บ้านเกิดของผมตามเดิม กรุงเทพฯ แม้ว่าจะเป็นเพียงปัจจัยภายนอกที่ไม่อาจจะเปลี่ยนความเป็นผมได้อีกต่อไป แต่ผมก็ยังไม่เปลี่ยนใจ ผมจะไม่มีวันมาใช้ชีวิตที่นั่นเป็นอันขาด

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s