พี่อาร์มนักสู้ผู้มากประสบการณ์ (บทสัมภาษณ์ใน Fit 4 Fun)

บทสัมภาษณ์จาก Fit 4 Fun

Arm-1Arm-8

พี่อาร์มนักสู้ผู้มากประสบการณ์ แม้แต่ไวรัสตับอักเสบไม่สามารถขัดขวางชายคนนี้เข้าแข่ง Ironman ที่ลังกาวีได้

ชื่อ : ณัฐพงศ์ นิธิอุทัย (อาร์ม)
อายุ : 42 ปี
น้ำหนัก : 57 Kg.
ส่วนสูง : 171 cm.
สถานะภาพ : แต่งงานแล้วมีลูก 3 คน จริงๆมี 4 ครับ แต่เสียไป 1 คน ตอนนี้ผมก็เลยทำกองทุนในชื่อลูกที่เสียไปด้วยครับ
การศึกษา :
ประถม – วรคามินอนุสรณ์ (ปัตตานี)
มัธยม(ต้น) – อัสสัมชัญ ศรีราชา
มัธยม(ปลาย) – สาธิตสงขลานครินทร์ (ปัตตานี)
ป.ตรี – จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย (วิศวกรรมศาสตร์)
ป.โท – ป.เอก Case Western Reserve University, USA (Polymer Engineering)
อาชีพ :
– เป็นอาจารย์ที่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ภาควิชาเทคโนโลยียางและพอลิเมอร์
– ดูแลกิจการของครอบครัวผลิตและจำหน่ายเครื่องนอนยางพารา
ประวัติกีฬาที่เล่น : ว่ายน้ำก๊อกๆแก๊กๆ ได้มาอยู่ทีมโปโลน้ำจุฬา ในตำแหน่งที่ไม่ต้องว่ายน้ำมาก

Arm-9Arm-10

Fit4fun : รางวัลและสถิติ
คุณอาร์ม : ไม่เคยได้รางวัลอะไรเลย เล่นเพราะรักเพราะชอบ แต่ผมแบกคำว่า DNF (DID NOT FINISH หรือ แข่งไม่จบ) มานานมากแล้ว ไม่เคยไม่จบ ทรมาน เจ็บ ไข้ ลากสังขารจนจบทุกครั้ง เพิ่งได้ลอง DNF ในงานล่าสุดนี่แหละ

Arm-4Arm-2

Fit4fun : เป้าหมายในการออกกำลังกายและการเล่นไตรกีฬา
คุณอาร์ม : เคยคิดว่าแก่ๆน่าจะวางมือได้แล้ว การแข่ง Ironman ที่ลังกาวีที่ผ่านมากับผมก็ต้องใช้ยา อินเตอฟิวรอน (ฉีดยาอินเตอฟิวรอนเข้าไปในร่างกายเหมือนคีโมอ่อนๆทุกสัปดาห์เป็นเวลาหนึ่งปี เพื่อรักษาอาการตับอักเสบบีเรื้อรัง) ช่วงหลังนี่ผมเป็นลมบ่อยขึ้น แต่ก็ยังฝืนเล่น มันมีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่พอ ๆ กัน ทั้งการซ้อมและการแข่งขัน สุดท้ายผมก็ไม่สามารถเป็นไอรอนแมนได้นะ เป็นลมไปเสียก่อน dehydrate น่ะ

Arm-5Arm-7

Fit4fun : การแบ่งเวลาการซ้อม การแข่งและเวลาของครอบครัว
คุณอาร์ม : ผมตั้ง priority ให้ครอบครัว ชีวิตและสุขภาพเป็นที่หนึ่ง ในส่วนการทำงานที่ทำอย่างเป็นทางการคืออาจารย์มหาวิทยาลัย ก็ต้องเสียสละเรื่องความก้าวหน้าไปบ้าง ส่วนธุรกิจของครอบครัวก็วางตัวห่าง ๆ ให้น้องๆไปดูแล และเข้าไปช่วยตามความจำเป็น ผมจะซ้อมตอนเช้าอย่างเดียว ตอนเย็นเป็นเวลาครอบครับ นอกจากต้องเดินทางก็จะอดซ้อมไปบ้าง ผมมีแนวคิดแบบนี้ครับ คือผมซ้อมเพื่อจะไปแข่ง และสมัครแข่งขันเตรียมไว้เพื่อบังคับให้ซ้อมและแข่งเวียนกันไป ไม่ว่างเว้น สุขภาพจะได้ดีๆตลอดครับ ทีนี้เราก็เพิ่มเรื่องของครอบครัวเราเข้าไปด้วย เช่นเลือกรายการที่เราอยากไปเที่ยว อยากพักผ่อนจากการทำงาน เลือกประเทศที่เราอยากพาลูกๆและภรรยาไป พอเลือกแล้วก็วางเป้าหมายในการแข่งขันนั้นๆ เช่น ถ้าเป็นระยะทางใหม่ เราอาจจะตั้งเป้าเวลา อาจจะขอแค่แข่งจนจบ ถ้าเป็นระยะทางเดิม เราอาจจะทำเวลาให้ได้ดีกว่าเดิม แล้วจึงมาวางแผนการซ้อมเพื่อจะทำให้สำเร็จตามเป้าหมาย ผมพาไปหมดนะ แต่งงานใหม่ ๆ ท้องเล็ก ๆ ท้องแก่ ๆ ลูกหนึ่งเดือน ลูกสอง ลูกสาม ไม่เคยไปแข่งโดยไม่มีครอบครัวเลยแม้แต่ครั้งเดียว หลัง ๆ เริ่มลากเพื่อน ๆ ไปด้วย รวมตัวเป็นทีมกีฬาสุขภาพ V40 (Very Forty) เล่นมันทุกกีฬาคนอึด ผมเป็นหัวหน้าเผ่าในปัจจุบัน

Arm-13Arm-16

Fit4fun : ทำไมจึงเลือกเล่นไตรกีฬาและมีเป้าหมายต่อไปอย่างไร
คุณอาร์ม : ผมเล่นไตรกีฬา เพราะมันหลากหลายดี ผมชอบการใช้ชีวิตตรงตามคอนเซปต์ของไตรกีฬา คือ จริง ๆ เป็นเป็ด มันไม่เก่งสักอย่าง แต่ก็เล่นมาเรื่อยๆ บางปีก็เน้นวิ่ง บางปีเน้นปั่นจักรยานสลับกันไป สมัยก่อนมันมีองค์ประกอบหลายอย่างที่ต่างจากกีฬาประเภทอื่น คือหลักๆ เราแข่งร่วมกับโปร (ไม่เหมือนสมัยนี้) ต้องเดินทางไปแข่งไกลๆ เพราะรายการแข่งขันมีน้อยมาก ทุกคนจะเดินทางไปถึงสถานที่แข่งขันล่วงหน้าหนึ่งวัน เพื่อร่วม pasta party เพื่อที่จะกินอาหารร่วมกัน พูดคุยทำความรู้จักกัน ผู้จัดก็จะมาคุยเล็กๆน้อยๆ เกี่ยวกับการแข่งขันในวันรุ่งขึ้น เราก็จะมีโอกาสได้พูดคุยทำความรู้จักกับโปรด้วย จริงๆ pasta party ก็ไม่ได้อร่อยอะไรนะครับ แต่มันเป็นอาหารง่ายๆน่ะครับ แต่ที่สำคัญคือการได้มีโอกาสพูดคุย ทำความรู้จักกันมากกว่าสนามการแข่งขันจะเป็นมิตรกว่าปัจจุบันพอสมควร

Arm-3Arm-6

จริงๆไตรกีฬาในยุคแรกเป็นกีฬาของคนที่ทำอาชีพ หมอ ทนายและเจ้าของกิจการ คือด้วยความที่เป็นกีฬาที่ต้องใช้ระเบียบวินัยและการจัดการในการซ้อมมาก ใช้งบประมาณมากทั้งอุปกรณ์และการเดินทาง ซึ่งกลุ่มคนพวกนี้ไม่ได้มีเวลามากกว่าคนอื่นเลย แต่ดูเหมือนว่าจะจัดการเวลาได้เก่งกว่า สมัยที่ผมเริ่มแข่ง ผมใส่กางเกงใน (speedo) ตัวเดียวแข่งตั้งแต่ว่ายน้ำจนวิ่งเข้าเส้นชัยเลย 555 เดี๋ยวนี้อะไรๆ มันก็เปลี่ยนไป ถอดเสื้อปั่น-วิ่งไม่ได้แล้ว ผิดกฎ

Arm-21
โดยรวมแล้ว เป้าหมายของการเล่นทั้งหมดก็คือทำอย่างไรให้ชีวิตเรา active ได้ทั้งชีวิต ไม่เบื่อไปซะก่อน ผมเริ่มพาลูกๆ แข่งๆโน่นแข่งนี่บ้าง อย่างคน 5 ขวบนี่เริ่มแข่งจักรยาน 25 กม. 30 กม. มาสองสนามแล้ว ว่ายน้ำ 50 – 100 ม. ก็พอว่ายได้ ก็ต้องแล้วแต่ลูกๆจะชอบ

Arm-19Arm-20

Fit4fun : ช่วยอธิบายถึงกองทุนเพื่อซูริ (For Zuri)
คุณอาร์ม : เรา (ผมและภรรยา) มีปัญหามีบุตรยากต้องพึ่งหมอ พอทำมาแล้วมันมี complication ได้ลูกแฝดต้องคลอดก่อนกำหนด ซูริแฝดน้องน้ำหนักน้อยสุขภาพไม่ค่อยดี ต้องอยู่ในห้องฉุกเฉินทารก (NICU) ระหว่างนั้นพบว่าเพราะที่ซูริตัวเล็ก อุปกรณ์ที่มีจะใช้ไม่ค่อยได้ โน่นนี่นั่น เคยมีแต่เสียไปแล้วบ้าง แต่ผมไม่คิดอะไรมาก เพราะเราวุ่นกับการเฝ้าและคอยให้กำลังจะเขาทุกวัน สุดท้ายเขาก็จากไปอยู่กับเราได้ 49 วัน ผ่านมาแล้ว 5 ปี ผมเริ่มคิดว่าความรับผิดชอบของ NICU ที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์นี่ค่อนข้างมาก รับผิดชอบภาคใต้ตอนล่าง และถ้าเป็นไปได้ถ้าผมช่วยระดมทุนให้อาจจะมีสักวันหนึ่ง ทุนที่เราระดมมาอาจจะทำประโยชน์ช่วยให้ “ซูริ” ของใครบางคนได้กลับบ้าน ไม่เหมือนกับซูริของผม

Arm-14Arm-15

Fit4fun : ช่วยฝากข้อคิดดีๆให้กับคนที่อยากเริ่มเล่นกีฬาประเภท endurance sport หรือ ยังลังเลกับการออกกำลังกายครับ
คุณอาร์ม : ผมมีความเชื่อแบบ extreme ที่ว่ากีฬาแก้ได้ทุกอย่าง ออกซิเจน ระบบภูมิคุ้มกัน ล้วนแล้วส่งผลดีต่อสุขภาพโดยรวมทั้งนั้น เจ็บเข่า เจ็บหลัง เจ็บขา มันมากับกีฬาบางประเภท ถ้าเราสร้างนิสัยการออกกำลังกายเอาไว้แล้ว มันจะเป็นแบบผม พอคิดว่าจะวิ่งไม่ได้เราก็จะหากีฬาอื่นแทนทันที ไม่งั้นลงแดง กีฬา endurance สามารถช่วยเรื่องความต่อเนื่องแบบนี้ได้มาก เพราะมีการแข่งขันที่มือสมัครเล่นเข้าร่วมได้เยอะ มีกีฬาหลากหลายให้เลือก และอาจจะทำได้ทั้งหมดเลยก็ยังได้ และส่วนใหญ่เริ่มได้ ทำได้ด้วยตัวคนเดียว ไม่ต้องคอยรอคู่หู เรามีชีวิตบนโลกนี้ประมาณ 30,000 วันผมใช้มาแล้วมากกว่าครึ่ง เหลือไม่น่าเกิน 10,000 ในช่วงวันท้าย ๆ เราจะใช้ชีวิตอย่างไรมันขึ้นกับช่วงประมาณนี้แหละครับ เป็นการลงทุนที่สำคัญสำหรับบั้นปลายของชีวิต

     Arm-17 Arm-18

Ironman Langkawi “ForZuri”

ผมเล่นไตรกีฬามา 21 ปี แต่ไม่เคยคิดว่าผมจะเข้าแข่งขันระยะทางระดับไอรอนแมนมาก่อน แน่นอนว่าเหมือนนักไตรกีฬาคนอื่น ๆ ที่ผมจะคอยติดตามรายการชิงแชมป์โลกที่โคนาทุก ๆ ปี และมันสร้างแรงบันดาลใจให้กับผมในทุก ๆ ปี แต่ผมไม่ได้แรงบันดาลใจที่จะเข้าร่วมในระยะนี้ แต่เป็นแรงบันดาลใจที่จะทำการซ้อมอย่างสม่ำเสมอและแข่งขันอย่างสม่ำเสมอมาเป็นเวลาสองทศวรรษ แต่ปี 2014 ปีนี้มันแตกต่างออกไป มีบางอย่างดลบันดาลใจให้ผมตั้งกองทุน “เพื่อซูริ” เพื่อที่จะจัดหาทุนบริจาคให้กับหน่วย NICU โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ ในขณะเดียวกันผมเริ่มเข้ารักษาโรคตับอักเสบบีเรื้อรัง ซึ่งจะต้องใช้ยาอินเตอร์ฟิวรอนทุกสัปดาห์เป็นเวลา 48 สัปดาห์ การที่จะต้องเจาะตับ อาการข้างเคียงที่เกิดขึ้นทำให้หลาย ๆ คนที่เข้ารับการรักษามีกำลังใจไม่สู้จะดีเท่าไร จากที่ผมสัมผัส

1972263_939652886051797_2351151305672493063_n

ผมยอมรับว่าอาการข้างเคียงในช่วงแรกเข้าขั้นที่เรียกได้ว่าทรมาน แต่ไม่กี่เข็มก็หายไป เหลือแต่อาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด หัวใจเต้นเร็ว เหนื่อยง่าย หงุดหงิด เหล่านี้เข้ามาทดแทน ในวันที่ผมตัดสินใจเข้ารับการรักษา ผมก็ตัดสินใจลงทะเบียนรายการไอรอนแมนลังกาวีคู่ ๆ กันไป ในเบื้องต้นผมต้องการเป้าหมาย ความท้าทาย เพื่อที่จะดึงจิตใจผมออกจากความเป็นจริงที่จะต้องฉีดยาตัวเองทุก ๆ สัปดาห์เป็นระยะเวลาเกือบปี สำหรับคนที่เป็นโรคกลัวเข็มอย่างผมมันเป็นเรื่องใหญ่โตมาก และเป็นความเครียดเพียงอย่างเดียวในการเข้ารักษาครั้งนี้ การกำหนดให้ตัวเองซ้อมเพื่อรายการไอรอนแมนดึงความสนใจออกจากเข็มได้เป็นอย่างดี ผมฉีดยาเข็มแรก ลงทะเบียนเพื่อร่วมแข่งขัน และเริ่มต้นซ้อมอย่างเป็นทางการ

หลังจากเราสามารถตั้งกองทุนเพื่อซูริได้สำเร็จ กระบวนการถัดไปคือการรณรงค์เพื่อหาเงินบริจาคต่อเนื่องภายหลังจากการระดมทุนครั้งแรกสำเร็จไปแล้ว ผมจึงตัดสินใจใช้การซ้อมและแข่งขันไอรอนแมนเป็นตัวกำหนด โดยผมจะบริจาคสองบาทต่อกิโลเมตร ผมซื้อแผนการฝึกซ้อมระยะเวลา 16 สัปดาห์ที่จริง ๆ แล้วค่อนข้างที่จะสั้นและโหดเกินไปสำหรับความฟิตระดับผม แต่มันเป็นระยะเวลาที่กำลังพอดี ๆ ผมมีเวลาเตรียมล่วงหน้าก่อนเข้าโปรแกรมประมาณ 3-4 สัปดาห์ ในขณะเดียวกันผมใช้การแข่งขันต่าง ๆ ร่วมกับเพื่อนร่วมทีม Very Forty เพื่อช่วยให้ผมเข้าซ้อมอย่างสม่ำเสมอ หลัก ๆ คือ การวิ่ง O2O และ Audax 200 Audax 300 ที่เตรียมกำลังใจในการปั่นเกินระยะ 180 km ที่ต้องพบในรายการไอรอนแมน ในขณะที่จะต้องคอยวัดความรู้สึกที่เกิดขึ้นในร่างกายหลังจากรับยามาเป็นระยะเวลานาน

มีเพื่อน ๆ หลายคนเข้าร่วมเป็นกำลังใจด้วยการร่วมบริจาคในการซ้อมครั้งนี้ หลายคนร่วมบริจาคจากระยะที่ตัวเองซ้อม หลายคนช่วยรณรงค์เพื่อช่วยบริจาคด้วยกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งหมดทั้งสิ้นเกิดขึ้นในช่วง 16 สัปดาห์ที่ผมซ้อมและรับยา ในช่วงสัปดาห์แรก ๆ ผลข้างเคียงเป็นแบบทรมาน ปวดกระดูก เป็นไข้ ในช่วง 2-3 วันที่รับยา หลังจากนั้นผมก็สามารถซ้อมและร่วมแข่งขันรายการย่อย ๆ ต่าง ๆ ที่จัดเตรียมไว้ได้ ในช่วงแรก ๆ การซ้อมที่ระยะทาง 200+ km ต่อสัปดาห์เป็นเรื่องไม่ยากนัก แต่หลังจากผ่านไปสัก 10 สัปดาห์อาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร หัวใจเต้นเร็วเริ่มเห็นเด่นชัด ความสามารถในการสร้างพลังงานของตับ ทั้งในแง่ของการสร้างไกลโคลเจนทดแทน เปลี่ยนสารอาหารให้เป็นพลังงาน ลดลงอย่างชัดเจน ผมมีปัญหาสร้างไกลโคลเจนสะสม และการซ้อมระยะไกลสัปดาห์ละครั้งเริ่มเป็นปัญหา พลังงานหมดเร็วขึ้น ๆ ในทุก ๆ สัปดาห์ที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่อาการหัวใจเต้นเร็วนั้นก็ทำให้ความเร็วในการปั่น วิ่งของผมตกลงอย่างเห็นได้ชัด เมื่อรวมสองสิ่งนี้เข้าด้วยกันมันเป็นปัญหาที่ใหญ่มาก ๆ ความเร็วที่ลดทำให้ผมต้องใช้เวลานานขึ้นในระยะทางเท่ากัน ในขณะที่ความต้องการพลังงานต่อเวลายังค่อนข้างคงที่ พลังงานสะสม ความสามารถในการเปลี่ยนพลังงานน้อยลง ผมเจอกับปัญหาพลังงานหมดระหว่างแข่ง ซ้อม บ่อยครั้ง เรียกได้ว่าแทบทุกครั้งที่ซ้อมยาวก็ว่าได้ อย่างไรก็ตามการซ้อมก็ยังต้องดำเนินต่อไป แม้ว่าระยะเวลาการซ้อมจะไม่สามารถทำได้เท่ากับแผนที่ซื้อมาก็ตาม

1234106_940849445932141_2930631344901859730_n

เมื่อการแข่งขันใกล้เข้ามา สภาพร่างกายของผมเรียกได้ว่าอยู่ใกล้จุดต่ำสุดที่ผมเคยเป็น ในบ่อยครั้งผมจำเป็นต้องนอนกลางวันเพื่อเพิ่มพลัง ในขณะที่ช่วงกลางคืนดูดพลังงานของผมไปอย่างมาก ช่วงเช้าการตื่นเป็นไปด้วยความยากลำบาก ความอ่อนเพลียเป็นเหมือนนามสกุลของผมที่ติดตัวไปตลอดเวลาเสียแล้ว อย่างไรก็ตามด้วยประสบการณ์ทรมานร่างกายมาอย่างยาวนาน มันไม่ได้ทำให้ผมเครียดได้เลย ผมคำนวณแผนคร่าว ๆ ในการแข่งขันที่จะต้องทำให้สำเร็จในกำหนดเวลา 17 ชม. แล้ว มันมีความเป็นไปได้อยู่มากที่จะจบการแข่งขันครั้งนั้นแบบพอดี ๆ และไม่กดดันร่างกายมากเกินไป ผมกำหนดการว่ายน้ำไว้ 2 ชม. ซึ่งช้ามากสำหรับความเร็วเฉลี่ยปกติที่ผมว่าย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็มีความจำเป็นเนื่องจากสระว่ายน้ำที่ผมใช้ปิดซ่อมแซมตลอดช่วงระยะเวลาซ้อมที่กำหนดไว้ ผมมีโอกาสซ้อมว่ายน้ำรวม ๆ ได้ระยะทางไม่เกิน 2-3 เท่าของระยะแข่ง ในขณะที่ผมเน้นการซ้อมปั่นจักรยานเนื่องจากมีอะไรใหม่ ๆ ที่ผมต้องหัด ได้แก่ระยะทาง 200 km นั้นการใช้พลังงานสะสมเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ต้องมีการฝึกการเติมพลังงานระหว่างทาง และล่วงหน้าให้สามารถย่อยและดึงมาใช้ได้ทันในช่วงครึ่งหลังของการปั่น อีกทั้งต้องมีเหลือไว้ใช้ในช่วงวิ่งอีกด้วย หัวใจที่เต้นเร็วทำให้ผมต้องทำความเร็วที่ประมาณ 24-26 km/hr แทนที่จะเป็น 28-30 km/hr ที่ผมใช้ซ้อมและแข่งโดยปกติ ผมจึงกำหนดเวลาแข่งเอาไว้ที่ 8 hr ซึ่งรวมเวลาในการหยุดเติมอาหารแล้ว ความเร็วเฉลี่ย 22km/hr รวมพัก น่าจะพอทำได้สบาย ๆ

10511349_906984272651992_5380215080714876951_n

ในขณะที่กำหนดการในการซ้อมวิ่งในตารางซ้อมมีค่อนข้างน้อย ผมเองซึ่งมีปัญหาหลังมาตั้งแต่รายการ TNF100 ตอนต้นปี ทำให้ไม่สามารถวิ่งได้เกิน 30 km อีกเลย ร่วมกับอาการที่หัวใจเต้นเร็วนั้น ทำให้ประสบการณ์วิ่ง ที่ใส่เข้าไปในโปรแกรมนอกจากจะน้อยไปมากแล้ว ยังได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่ไม่ดีกลับมาในทุก ๆ สนามแข่งขันตลอดทั้งปี ไม่ว่าจะเป็นอาการเจ็บหลังที่ระยะ 18km ที่รายการพัทยามาราธอนจนต้องเดินในระยะที่เหลือจบที่เวลา 6:20 ชั่วโมง หรือ ฮาร์ฟมาราธอนสงขลาที่มีอาการเจ็บตั้งแต่ระยะ 15 km จะต้องกึ่งเดินกึ่งวิ่งเกาะ trailer ที่เข็นไปด้วยจนเข้าเส้นที่เวลา 2:40 ชั่วโมง อำนวยลงความเห็นว่าการซ้อมวิ่งของผมน้อยเกินไป ซึ่งผมเองก็เห็นด้วยแต่จำเป็นต้องเลือกไม่ให้มีอาการบาดเจ็บก่อนการแข่งขันมากกว่าที่จะกดซ้อมเพื่อให้สามารถรับระยะทางมาราธอนได้โดยไม่เครียด และถ้าต้องเดินจริง ๆ ผมยังมีเวลาทั้งหมดเหลืออีก 7 ชม. ในการเดินระยะมาราธอนซึ่งไม่น่าจะเป็นเรื่องลำบากเกินไปนัก เพราะเคยเดินมาแล้ว ในสองรายการ

ผมเดินทางไปลังกาวีพร้อมครอบครัวตามปกติ ตามสไตล์ไปยกแกงค์ของผม เราเดินทางล่วงหน้าไปพักที่สตูลก่อนหนึ่งวันก่อนจะจับเรือเที่ยวเช้าไปพร้อม ๆ กับกลุ่มคนไทย O2Max และ Van Gang ที่เดินทางมาจากกรุงเทพทั้งทางรถ หรือทางเครื่องบิน ลังกาวีจริง ๆ แล้วห่างจากบ้านผมที่ปัตตานีเพียง 3-4 ชม การเดินทางไปแข่งต่างประเทศครั้งแรกของผมจึงเป็นเรื่องที่สะดวกกว่าการแข่งขันภายในประเทศอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นที่เขาใหญ่ หรือหัวหิน ที่ค่อนข้างจะลำบากต่อการเดินทางมากกว่ามาก ผมจึงเริ่มสนใจการแข่งขันที่มาเลย์เซียรายการอื่น ๆ เพิ่มขึ้นจากการได้เดินทางไปครั้งนี้ ลังกาวีเป็นเมืองเล็ก ๆ ความเจริญน้อยกว่าหาดใหญ่นิดหน่อย เมื่อไปถึงในวันแรกเราจึงไม่ค่อยได้ทำอะไร นอกจากที่ผมไปลงทะเบียน พักผ่อน และเตรียมอุปกรณ์สำหรับวันหนัก ๆ ในอีกสองวันข้างหน้า เนื่องจากปัญหาของระบบพลังงานของผม ผมจึงไม่เข้าร่วมการซ้อมว่ายน้ำ หรือปั่นรอบเกาะที่ผมมักจะทำก่อนรายการแข่งสำคัญ ๆ งานนี้ขอเก็บพลังงานอย่างเดียว

10665332_931622150188204_8724209783583863805_n

เช้าวันแข่งขันเริ่มต้นแบบง่าย ๆ คนไทยร่วมถ่ายรูปด้วยกันก่อนจะแยกย้ายกันไปตามเวลาว่ายน้ำ เพราะการแข่งขันนี้จะมีการปล่อยตัวแบบ rolling start ซึ่งแม้ว่าการปล่อยตัวแบบ mass start จะสร้างความได้เปรียบสำหรับผมที่ว่ายน้ำได้ดีกว่าเฉลี่ย แต่ rolling start ก็ลดความเครียดของการแข่งขันของผมได้มาก เพราะผมแทบไม่ได้ซ้อมว่ายน้ำมาเลย ปล่อยตัวทีละสี่คนเวลาใครเวลามันเริ่มจับตั้งแต่เกินผ่านจุดกระโดดลงน้ำ ทะเลช่วงที่แข่งขันเป็นดินโคลนและไม่ลึกมากนัก ทำให้น้ำเป็นสีดำสนิทไม่สามารถมองเห็นอะไรได้เลย ผมว่ายไปในกลุ่ม 1:30-1:45 ชม. ซึ่งค่อนข้างผิดไปเล็กน้อย ผมต้องว่ายแซงหลาย ๆ คน ในขณะที่บางคนคิดเอาว่าตัวเองว่ายช้าไปออกตัวเร็ว ๆ จะได้มีเพื่อนปั่นจักรยานเยอะ ๆ ทำให้ในช่วงครึ่งแรกของระยะทาง 3.8 km นั้น ผมใช้เวลาส่วนใหญ่ในการว่ายหลบคนด้านหน้าเพื่อแซงขึ้นไป ผมพยายามว่ายไหล ๆ ช้า ๆ ที่สุดเท่าที่จะทำได้ เมื่อถึงช่วงกลับตัวผมเริ่มแซงหมดแล้ว น่าจะมาเข้ากลุ่มที่ความเร็วใกล้เคียงกัน การว่ายในช่วงครึ่งหลังเป็นไปโดยง่าย กล้ามเนื้อแขนที่ตึง ๆ ในช่วงแรกเริ่มหาย ว่ายสบายขึ้น แต่ข้อเท้าที่เจ็บแปลบ ๆ ตอนเตะขาเริ่มทำให้ผมกังวล

ผมว่ายเข้าเส้นแบบสบาย ๆ แทบไม่มีความเหนื่อยเลย เหลือบดูนาฬิกา 1:24 hr ก็ตกใจนิด ๆ ว่าเราว่ายเร็วไปหรือเปล่า กลัวพลังงานหมด ผมเดินเรื่อย ๆ เพื่อเข้า T1 เจตนาคือประหยัดพลังงาน และมีความสุขกับบรรยากาศการแข่งขัน ผมเปลี่ยนชุดทุกชิ้นใน T1 ใช้กางเกงเอี๊ยม เสื้อแขนยาว พกอาหารเต็มหลัง ก่อนที่จะค่อย ๆ เดินออกไป ผมชอบแหะการมีห้องแต่งตัวแบบนี้ จากที่เคยเห็นว่ามันยุ่งยากเมื่อเทียบกับรายการ Challenge เปลี่ยนชุด ไม่รีบ ไม่ต้องคอยเห็นคนที่คอยวิ่งรีบ ๆ ออกไปพร้อมจักรยาน พอผมเปลี่ยนชุดเรียบร้อยก็เดินเอื่อย ๆ ไปที่จักรยาน ไม่เครียดเลย ในใจคิดว่าผมมีเวลาเผื่อสะสมไว้แล้วครึ่งชั่วโมง เสร็จแล้วก็ค่อย ๆ เข็นจักรยานออกไป

10583866_912192472131172_3641653746482815082_n

การปั่นจักรยานจะเป็นการปั่นสองรอบ รอบละ 90 km ซึ่งจริง ๆ แล้วตอนที่ผมไม่แข่งก็รู้สึกว่ามันน่าเบื่อที่จะปั่นซ้ำสองรอบ แต่ในวันแข่งขันผมว่าแบบนี้มันก็ดีเหมือนกัน การวางแผนการแข่งขันสามารถทำได้ง่ายขึ้น ผมเพิ่งรู้ว่าในการแข่งขันยาว ๆ แบบนี้เขาจะมีถุงพิเศษที่เรียกว่า special needs bag สำหรับทั้งจักรยานและวิ่ง โดยเราสามารถเอาอะไรมาใส่ในถุงก็ได้ แต่มีการเตือนว่าให้ใส่อะไรที่ทิ้งได้เพราะเขาอาจจะไม่ขนกลับมาคืน สำหรับจักรยานนั้นจุดเก็บ special need bag จะตั้งอยู่ใกล้ ๆ จุดเริ่มต้น ซึ่งเราสามารถเข้ารับได้ทั้งสองรอบ เนื่องจากผมไม่ได้เตรียมตัวมาก่อนและไม่เข้าใจว่าการ set up จะเป็นอย่างไรผมจึงใส่พวกสเปรย์แก้ตะคริวไว้เพียงอย่างเดียว ผมปั่นเรื่อย ๆ แบบไม่รีบ ช่วงแรกเป็นเขาชันน้อย ๆ แต่ยาวพอสมควร ความชันแบบใช้ power 120-130 watts ก็เพียงพอผมกดเบา ๆ เก็บแรงไปเรื่อย ๆ แต่เห็นหลาย ๆ คนอัด แบบว่าไม่รู้มาก่อนว่าจะต้องปั่นกันสองรอบ

เส้นทางปั่นจะมีเขาแบบนี้ ชันน้อย ๆ ยาว ๆ หน่อย กระจายตั้งแต่ต้น ๆ และไปแออัดในช่วงระยะ 30-70 km ซึ่งเราจะต้องเจอแบบนี้สองรอบ แม้ว่าจะไม่หนักมากนัก แต่คาดว่าในรอบที่สองคงได้เห็นปัญหา โดยเฉพาะในส่วนที่เขาเรียกมันว่า Redbull Tough Zone ซึ่งเป็นระยะทางปั่นไปกลับประมาณ 50 km มีเขาที่ว่านี้ประมาณ 5 ลูก ไปกลับก็รวมเป็น 10 ลูก อีกทั้งในช่วงนั้นจะมีบางส่วนที่เป็น Monkey Zone ซึ่งห้ามกินอาหารในช่วงนั้น ผมพบว่าการตั้งป้าย Monkey Zone นั้นค่อนข้างไม่ชัดเจน เพราะป้าย Monkey Zone ahead มีเป็นจำนวนมากจนไม่รู้ว่าจริง ๆ แล้วมันเริ่มและสิ้นสุดในตอนไหน แล้วผมจะกินได้เมื่อไร อย่างไรก็ตามมันก็แค่ทำให้หงุดหงิดใจเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น เพราะตามแผนของผมที่จะหยุดทุกจุดให้น้ำ 20km มันทำให้ผมไม่ต้องกังวลเรื่องการเตือนให้ตัวเองกินระหว่างปั่นเท่าไรนัก ขอแค่จอดกินครบทุกอันก็น่าจะไม่เป็นปัญหา ผมปั่นผ่านรอบแรกไปตามแผน 3:40 ชั่วโมงได้เวลามาเพิ่มอีกยี่สิบนาที ผมจอดที่ special needs แต่ปรากฏว่าถุงผมหาย แต่ไม่เครียดอะไรเพราะเป็นสเปรย์ฉีดที่ในรายการนี้มีให้เยอะแทบจะเหลือเฟือ ผมจึงปั่นไปอีกเบรคบนยอดเขาแรกเพื่อที่จะหยุดกินอาหารมื้อใหญ่หน่อยในช่วงที่เป็นอาหารเที่ยงพอดี ผมเลือกที่จะหยุดรถและนั่งกินเป็นเรื่องเป็นราวเพื่อลดความกังวล ผมกินกล้วยสองลูก energy bar อีกหนึ่งแท่ง เข้าห้องน้ำ ยืดเส้นยืดสายก่อนที่จะออกตัวปั่นออกไปอีกครั้ง

10628150_937139049636514_5287437662244094254_n

ในรอบที่สองบริเวณ Redbull Tough Zone ผมเริ่มเห็นหลาย ๆ คนเกิดปัญหา มีทั้งยางแตก มีทั้งคนที่ต้องเริ่มเข็น มันคงไม่ง่ายมากนักถ้าเกิดสิ่งเหล่านี้ เนื่องจากถ้าดูเวลาแล้ว ผมมีเวลาเผื่อ cut off ไม่มากนัก ปั่นด้วยความเร็วของผมก็จะผ่านแบบสบาย ๆ แต่ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นก็เรียกว่าอาจจะฉิวเฉียดหรือไม่ผ่านเอาซะเลย การที่มีช่วง Tough Zone ตอนช่วง 100-150 km อีกครั้งนั้น รวมกับอากาศร้อนในช่วงบ่ายแก่ ๆ น่าจะเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ไอรอนแมนสนามนี้ถูกจัดให้เป็นสนามที่โหดเป็นอันดับสามของโลก ผมไปเรื่อย ๆ ของผมช้า ๆ ไม่ต้องเข็น แต่หยุดกินทุกเบรค แต่พบว่าแม้ว่าผมจะพยายามหยุดเพื่อกิน แต่ในช่วงหลัง ๆ ผมเริ่มกินไม่ค่อยได้ ผมหยุดกินน้ำมานานมากแล้ว น้ำแทบไม่พร่องกระติก อาหารเริ่มกินไม่ลง กล้วยอย่างมากก็กินได้แค่ครึ่งลูกหรือน้อยกว่า ผมพยายามไม่คิดถึงมันแล้วชวนอาสาสมัครคุยเรื่อยเปื่อยคลายความกังวล

ในช่วง 30 km สุดท้ายผมเริ่มเกิดปัญหา ผมเริ่มรู้สึกว่าพลังงานเริ่มไม่ค่อยเพียงพอ กดขาไม่ค่อยลงแต่ผมก็ยังไม่กังวลมากเพราะรู้ว่าส่วนใหญ่ช่วงนี้เป็นทางลาดลงไปสู่ทะเล แต่ปัญหาใหม่ที่เกิดขึ้นคือการซ้อมส่วนใหญ่ที่ผมจะใช้ road bike เมื่อมาแข่งด้วย TT ช่วงหลัง ๆ ผมไม่สามารถเงยหน้าขึ้นได้ เริ่มปั่นเข้าเมืองเริ่มมีความเสี่ยง ผมก้มมองได้ไม่เกินล้อหน้ามากนัก กล้ามเนื้อคอล้ามากจนไม่สามารถเงยหน้าขึ้นได้ จนต้องจับแฮนด์และยืดตัวตรงปั่นเข้ามาในระยะ 15 กม. สุดท้ายแบบหมดแรง เมื่อถึงจุดใกล้ T2 ผมพยายามหันมองหาครอบครัวของผมแต่ก็มองไม่เห็น ผมไม่ค่อยแปลกใจมากนักเพราะตอนนี้ผมเข้าล่วงหน้าเวลาที่กำหนดไว้อยู่ 1 ชั่วโมง ผมคิดเอาว่าในการวิ่งสี่รอบที่จะถึงนี้ผมน่าจะได้เห็นหน้าภรรยาและลูก ๆ เป็นกำลังใจสักรอบ

10615631_916611365022616_7350911132831104665_n

เมื่อเข้าจุด T2 ผมทดสอบความล้าของขาก็พบว่าแทบไม่มีความเมื่อยล้าเลย ผมลงจักรยานและเดินสบาย ๆ เข้าไปเปลี่ยนชุด เพื่อน ๆ ตามผมมาทันหมดแล้วที่ T2 นี่เอง ต่างคนต่างรีบเปลี่ยนชุดแล้วออกวิ่งไป ส่วนผมเปลี่ยนชุดใหม่ทั้งชุด สดชื่นกว่า โกยเจลอีกหลายซองเข้ากระเป๋าแล้วออกเดินไปเรื่อย ๆ ตอนนี้ผมเริ่มสับสนว่าจริง ๆ แล้วผมเหลือเวลาอีกเท่าไร เนื่องจากเวลาที่เห็นนั้นเป็นเวลาของมาเลเซีย ซึ่งผมไม่ได้ทำการเปลี่ยนในนาฬิกาของผม แต่โดยหลักการเนื่องจากการใช้ GPS นาฬิกามันควรจะปรับโดยอัตโนมัติ ผมดูเวลารวมแล้ว ดูนาฬิกาแล้ว ถามคนรอบข้างก็แล้วดูเหมือนว่าข้อมูลจะสับสนไม่ตรงกัน ในใจผมคิดว่าผมได้เวลาเหลือมาประมาณหนึ่งชั่วโมง ทำให้ผมเหลือเวลาวิ่งอีก 8 ชั่วโมง แต่นักกีฬาที่ผมถามแต่ละคนยืนยันว่าผมเหลือเวลาอีกเพียง 7 ชม. ซึ่งแม้ว่าจะเป็นไปตามแผนที่วางไว้ ผมก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมในเมื่อเราทำความเร็วได้ดีขนาดนี้มันหายไปไหนหมด 1 ชั่วโมงที่สะสมมา เมื่อผ่านจุด T2 ออกมาผมก็เริ่มวิ่งช้า ๆ ตามกำหนดการที่ตั้งไว้คือ วิ่ง 3 นาที เดิน 1 นาที

ในช่วงสองกิโลเมตรแรกก่อนที่จะเข้าจุดให้น้ำ ผมเริ่มรู้สึกว่าแม้จะไม่มีอาการล้า แต่ขารู้สึกหนักผิดปกติ และหายใจหอบมากผิดปกติ และบางครั้งเกิดอาการมึนงง ผมเข้าใจว่าอาหารผมเริ่มไม่เพียงพอแล้ว เมื่อเข้าจุดให้น้ำผมจึงตัดสินใจนั่งลงเพื่อกินแตงโมไปได้สองชิ้น พยายามกินกล้วยแต่กินไม่ลง ผมจึงแกะ energy bar อีกห่อที่เตรียมมาสำหรับกินช่วงนี้ที่จะพอดี ๆ กับอาหารเย็น ผมกินไปได้ประมาณ 1/4 ก็ไม่สามารถกินได้ น้ำแทบกินไม่ลงอีกเลย ได้แต่จิบแล้วบ้วนทิ้ง ผมคิดว่าอาจจะต้องรอสักหน่อยให้ร่างกายปรับตัว จึงค่อย ๆ เดินออกไปเรื่อย ๆ กะว่าพอรู้สึกดีขึ้นแล้วจะค่อยเริ่มวิ่งใหม่ แต่ดูเหมือนว่าผมไม่รู้สึกดีขึ้นอีกเลย จนกระทั่งผ่านระยะทางไป 6 กม. ครอบครัวของผมรอให้กำลังใจกันอยู่ ลูก ๆ วิ่งเข้ามาหา ผมถ่ายรูปกับลูก ๆ คุยโน่นนี่นั่น พยายามตอบคำถามเรื่องเดินตั้งแต่รอบแรก ก่อนที่จะขอตัวออกเดินต่อไป แต่จริง ๆ เดินไปไม่กี่เมตรผมก็เข้านั่งเพื่อพยายามกินที่จุดให้น้ำอีกครั้ง ครั้งนี้ผมอาจจะนั่งนานจะเจ้าหน้าที่เข้ามาถามอาการของผม ผมน่าจะกินกล้วยได้ประมาณอีกครึ่งลูก แล้วจึงตัดสินใจยกตัวขึ้น คราวนี้อาการมึนงงเพิ่มมากขึ้นจนเดินเซ แต่ก็กัดฟันเดินหน้าไปเรื่อย

ผมเดินไปตามทางเรื่อย ๆ และวิ่งบ้างในบางครั้ง แต่น้อยมากเพราะอาการดูแล้วไม่สู้จะดีเท่าไรนัก ผมใช้เวลาที่จุดให้น้ำค่อนข้างเยอะ ทานอะไรไม่ได้ แต่พยายามพักเพื่อหวังว่าอาหารที่ทานเพิ่มเข้าไปอาจจะสามารถย่อยแล้วออกมาเป็นพลังงานให้กับผม ในที่สุดผมก็วนกลับมาที่จุดเดิมได้แต่ไม่พบกับครอบครัวของผมแล้ว ผมไม่รู้ว่าเขาจะกลับเข้าโรงแรม ไปทานข้าวเย็นหรือ ล่วงหน้าไปรอผมในบริเวณสวนสาธารณะที่ดูแล้วจะเป็นพื้นที่ที่นั่งรอเชียร์ได้ง่ายที่สุด เราไม่มีการคุยกันเรื่องนี้เพราะผมมีลูกอ่อนวัยไม่ถึงขวบ และลูกเล็ก ๆ อีกสองคนที่ภรรยาผมต้องดูแลเพียงคนเดียว ผมจึงไม่อยากคาดคั้นแผนการอะไรจากครอบครัวมากนัก ปล่อยให้เด็ก ๆ และบรรยากาศเป็นตัวกำหนด เมื่อผมเดินผ่านบริเวณที่คาดว่าครอบครัวผมจะนั่งอยู่ก็ได้แต่มองหา แต่ก็ไม่เจอ ในตอนนั้นจริง ๆ แล้วผมต้องการที่จะนั่งลงข้าง ๆ ภรรยาของผมเพื่อจะบ่นว่าเหนื่อยมาก ๆ แล้วเอาความห่วงใยของภรรยามาเป็นข้ออ้างที่จะหยุดความทรมานที่ขณะนี้ไม่ค่อยจะบรรเทิงเท่าไรแล้วอันนี้ลง แต่เมื่อมองไม่เห็นครอบครัวผมจึงผิดหวัง ในตอนนั้นผมแยกไม่ออกว่าผมผิดหวังที่หาข้ออ้างในการเลิกไม่ได้หรือผิดหวังที่ไม่ได้เจอกองเชียร์ของผมอีกครั้ง

10384459_946104222073330_6550812990853246579_n

ผมเดินผ่านรอบแรกไประยะทางเป็น 12 กม. ใช้เวลาไปทั้งสิ้น 2 ชม. ผมเหลือเวลาอีกประมาณ 5:30 ชม. กับระยะทางอีก 30 กม. ในช่วงเวลานั้นสมองผมทำงานไม่ค่อยเป็นระบบ ร่างกายของผมเหมือนจะไม่สามารถควบคุมอุณหภูมิได้ดีเท่าไร รู้สึกหนาวและขนลุกชัน ผมเริ่มรู้สึกว่าถ้าเดินไปอย่างนี้น่าจะไม่ทันแล้ว จะวิ่งก็วิ่งไม่ออกเลย จะกินก็กินไม่ลง จะทำอย่างไรดี ผ่านมาสองชั่วโมงแล้วก็ยังไม่มีอะไรดีขึ้น ผมเดินผ่านจุดที่ผมพบกับครอบครัวในรอบแรกอีกครั้งแต่คราวนี้ไม่มีพวกเขารออยู่ ผมเดินเลยไปยังจุดให้น้ำแล้วหยิบน้ำมาหนึ่งแก้วนั่งลง แต่คราวนี้ผมเลือกที่จะนั่งลงบนเตียงสนาม และอดใจไม่ไหวที่จะล้มตัวลงนอน สักพักมีเจ้าหน้าที่เข้ามาคุยกับผมแล้วค่อย ๆ เอาน้ำแข็งมาราดบนตัวของผม เอามาให้หนีบที่รักแร้ ยกเท้าของผมขึ้น ผมจำอะไรไม่ได้มากนัก แต่จำได้ว่าผมนอนอยู่อย่างนั้นเป็นเวลานาน เมื่อตัดสินใจลุกนั่งก็พบกับรถพยาบาลรออยู่แล้วเพื่อจะนำตัวไปที่เต้นท์พยาบาลที่เส้นชัย รอบ ๆ ตัวผมมีทั้งคนที่เข้ามาในสภาพของผม และคนที่ผ่านเส้นชัยมาแล้ว เสียงประกาศที่ทุกคนต้องการได้ยินแว่ว ๆ มาตลอดเวลา “You are an Ironman” ผมคงมีโอกาสได้ยินจากไกล ๆ เพียงเท่านี้ในวันนี้ ก่อนที่จะหลับตาลง ใต้ผ้าห่มบรรเทาอาหารหนาวสั่นของผม

ผมตื่นมาลุกเดินดูบรรยากาศเล็กน้อย แต่ไม่มีแรงเหลือมากพอที่จะเดินไปหาบรรยากาศที่เส้นชัย เพราะผมรู้ว่าผมยังต้องเดินกลับเป็นระยะทางเกือบสี่กิโลเมตรเพื่อไปยังโรงแรมของผม ถ้าเพื่อน ๆ ติดตามกันอยู่น่าจะเริ่มเป็นห่วงบ้างแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น ผมเดินช้า ๆ ไปตามทางเดียวกับนักกีฬาที่ยังทำการแข่งขันกันอยู่ บางคนก็วิ่งรอบที่สอง บางคนก็วิ่งรอบสุดท้าย แต่ทุก ๆ คนก็วิ่ง ๆ เดิน ๆ กันไป แม้ว่าผมจะไม่ได้วางแผนที่จะจบไอรอนแมนแรกของผมเช่นวันนี้ ผมก็ยังรู้สึกยินดีที่ได้เรียนรู้ว่าความรู้สึกเมื่อมีการ DNF มันเป็นเช่นไร จริง ๆ แล้วมันเกิดที่ใจ หรือร่างกาย หรือทั้งสองอย่างมารวมกัน ผมมา DNF ครั้งแรกในการแข่งขันปีที่ 21 ของผม ทำให้ผมรู้สึกแข็งแรงขึ้น แกร่งขึ้น จริงอย่างที่เขาว่าคุณจะเป็นผู้ชนะในวันแรกที่คุณตัดสินใจสมัคร คำว่า “You are an Ironman” มันเป็นของแถม ผมรู้สึกเช่นนั้นจริง ๆ

ผมกลับไปอาบน้ำนอนและตื่นมาทานอาหารเช้าก่อนพาลูก ๆ เที่ยวลังกาวี แบบสดชื่น แทบไม่มีความเมื่อยล้า เป็นการยืนยันว่าผมจบการแข่งขันนี้ลงด้วยอาการ dehydrate และ bonk ขาดน้ำและน้ำตาล ปัญหาหลัก ๆ จากการกินและการสร้งพลังงานของร่างกาย กิจกรรมนี้ผมทำการซ้อมและแข่งขันรวมกันโดยประมาณ 2300 km ต่ำกว่าเป้าที่ประมาณไว้ในวันแรกเกือบ 700 km รวม ๆ แล้วได้เงินร่วมบริจาคประมาณ 30000 บาท แต่ระหว่างที่ผมทำการซ้อมนั้น ผมเชื่อว่าผมได้สร้างแรงกระตุ้นให้มีการช่วยบริจาคเพิ่มเติมผ่านกิจกรรมที่หลาย ๆ คนเลือกที่จะทำกันเอง ไม่ว่าจะเป็นทริปล้อเล็ก วิ่งพัทยามาราธอน Icebucket challenge รวม ๆ กันแล้วได้มาเพิ่มอีกกว่าหนึ่งแสนบาท และยังจะมีการซ้อมต่อเนื่องเพื่อบริจาคอีกจากรายการกรุงเทพมาราธอน ภูเก็ตไตรกีฬา เกียวโตมาราธอน ที่คาดว่าในท้ายที่สุดในปีนี้เราน่าจะรวบรวมเงินบริจาคได้ใกล้ ๆ สามแสนบาทเลยทีเดียว ไม่เลวสำหรับกองทุนที่เพิ่งเกิดได้เพียงครึ่งปี

1970517_946709305346155_1684248765274827972_n

มีอยู่ช่วงหนึ่งระหว่างปั่นจักรยานในขณะที่สมองผมยังคงทำงานได้ดีปกติ ผมนึกภาพการเข้าเส้นชัยของหลาย ๆ คนที่ผมได้เห็นจากการนั่งชมการแข่งขันทางทีวีทุก ๆ ปี หลาย ๆ คนน้ำตาไหล ตื้นตันด้วยเหตุผลต่าง ๆ กัน แม้ว่าในตอนนี้ผมไม่รู้สึกว่าไอรอนแมนมันจะหลักหนาสาหัสอย่างที่คิด ไม่คิดว่าความเหน็ดเหนื่อยนั้นจะทำให้ผมเองน้ำตาไหลได้ แต่ ณ เวลาที่ผมปั่นจักรยานอยู่นั้น ผมคิดแต่เพียงว่าผมแข่งขันครั้งนี้ ผมและหลาย ๆ คนรู้จักมันในชื่อว่า Ironman Langkawi ForZuri ตลอดเวลาที่ผมออกไปซ้อม ตลอด 5-6 ชั่วโมงที่ปั่นออกไป จนในวันที่แข่งขันอยู่นี้ที่เวลาผ่านเลยไปมากกว่า 6 ชั่วโมง และจะต่อเนื่องไปตลอดทั้งวัน ผมรู้สึกว่าผมได้อยู่ใกล้ชิดซูริ เหมือนได้มองหน้าของลูกสาวผมเหมือนที่ผมได้มองเขาในวันสุดท้าย เหมือนได้โอบอุ้มเขาอย่างที่ผมไม่ได้เคยอุ้ม กิจกรรมต่าง ๆ เหล่านี้ เหตุผลต่าง ๆ เหล่านี้เองที่น่าจะเป็นสาเหตุให้หลาย ๆ คนกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่เมื่อผ่านเส้นชัย เพราะแค่ผมได้คิดเช่นนี้น้ำตาแห่งความปลื้มปิดิของผมก็หลั่งไหลออกมาแทบหยุดไม่ได้ ขณะที่กดขาปั่นขึ้นเนินแรกของเส้นทางลังกาวีในรอบที่สองนั้นเอง จนวันนี้ผมก็ยังคงไม่รู้ว่าผมจะเป็นอย่างไรเมื่อผ่านเส้นชัยเส้นนั้น แต่ผมมั่นใจว่าสักวันหนึ่งผมจะเข้าใจ

For Zuri : กองทุนเพื่อซูริ

(ยอดบริจาครวม 977,722 บาท)

วันนี้ (24 เม.ย.)เป็นวันเกิดของลูกสองคนแรกของเรา เซน และ ซูริ ฝาแฝดต่างเพศ เช่นเดียวกับลูกคนอื่น ๆ เราไม่ได้กำหนดฤกษ์ยาม แต่ปล่อยให้ธรรมชาติเป็นผู้กำหนด (ธรรมชาติของแพทย์ผู้ทำคลอด) แต่ต่างจากลูกคนอื่น ๆ ที่ความผิดธรรมชาติต่างหากที่กำหนดให้วันวันนี้เป็นวันเกิดของเด็กน้อยทั้งสอง และต่างจากครอบครัวอื่น ๆ ในวันเกิดพ่อไม่มีโอกาสได้อยู่เป็นพยานรู้เห็น แม่ไม่มีโอกาสได้ยินเสียงร้องแรก หรือได้เห็นเด็ก ๆ เมื่อคลอด เซนและซูริ มีกำหนดคลอดโดยประมาณในเดือนกรกฎาคม ซึ่งหมายความว่าฝาแผดเป็นกลุ่มเด็กที่มีชื่อเล่นในโรงพยาบาลว่า premie เพราะเขาทั้งสองนั้นมีเวลาอยู่ในครรภ์เพียง 31 สัปดาห์ ด้วยน้ำหนักคลอดเพียง 1400 กรัม และ 900 กรัม สำหรับเซนและซูริ ตามลำดับ ทำให้แฝดทั้งสองต้องเดินทางเข้าหน่วย NICU ในทันที แม้ว่าจะมีการฉีดยากระตุ้นล่วงหน้าไว้แล้ว แฝดทั้งสองยังไม่สามารถหายใจได้ด้วยตัวเองในวินาทีแรกที่ออกมาสู่โลกภายนอก เซนผู้เป็นพี่ชายใส่หน้ากากออกซิเจนประมาณหนึ่งวันก็สามารถหายใจเองได้ และใช้เวลาไม่นานนักในตู้ควบคุมอุณหภูมิก่อนที่จะสามารถควบคุมอุณหภูมิของร่างกายได้ และออกมาใช้ชีวิตนอกสภาวะควบคุม แต่หากยังต้องอยู่ในหน่วย NICU เช่นเดิม แต่น้องสาวซูริ ผู้มีน้ำหนักเพียง 900 กรัมนั้น ยังต้องต่อสู้กับความโหดร้ายของโลกภายนอกรกของแม่ กับอีกหลายระบบที่ยังต้องรอการพัฒนาการให้เหมาะสมกับการใช้ชีวิตบนโลกใบนี้ a5 จะว่าไปแล้วการต่อสู้ของทั้งสองเริ่มตั้งแต่วันแรกที่มีการปฏิสนธิเลยทีเดียว ทั้งสองเกิดจากกระบวนการนอกเหนือธรรมชาติที่เรียกว่า IUI ซึ่งเชื้ออสุจิที่สมบูญถูกฉีดส่งเข้าไปในมดลูกโดยตรง ในสภาวะที่รังไข่ถูกกระตุ้นเตรียมพร้อมให้ไข่ตกลงมารอไว้แล้ว ไม่กี่วันหลังจากการฉีดเชื้อก็พบการตั้งครรภ์พร้อม ๆ กับการตกเลือดเล็ก ๆ แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้หมอตัดสินใจฉีดฮอโมนกันแท้ง เรากลายเป็นผู้ปวยที่ถูกเรียกรวม ๆ กันว่า ภาวะแท้งคุกคาม ตั้งแต่วันแรก ๆ ที่แฝดทั้งสองเกิดขึ้นมา แต่เราไม่ได้กังวลอะไรมากนักเพราะสภาวะไข่ที่ถูกกระตุ้นมากเกินไปนั้น ความซับซ้อนที่เกิดจากแฝดที่มากกว่าสองคน เช่นแฝดสาม แฝดสี่นั้นน่ากลัวกว่ามาก เราเพียงคิดว่าถ้าเขาทั้งสองคนไม่พร้อมเขาก็จะไม่อยู่กับเราโดยธรรมชาติ ผ่านไปสองเดือนก็แล้วสามเดือนก็แล้ว การตกเลือดไม่มีท่าทีว่าจะหยุด เราถูก admit เข้าโรงพยาบาลหลายต่อหลายครั้ง เกิดภาวะเสียเลือดจนแม่แทบจะเอาตัวไม่รอดอยู่หลายครั้ง จนในที่สุดก็ผ่านวันเวลานั้นมาได้ด้วยคำนิยามใหม่ที่เรียกว่า Ovary rupture แฝดทั้งสองเดิบโตมาในสภาวะที่แม่กำลังดิ้นรนเพื่อจะเอาชีวิตรอด เสียเลือดจนเข้าสู่สภาวะช็อค ธรรมชาติพยายามอย่างดีที่สุดที่จะรักษาชีวิตแฝดเอาไว้ แต่ไม่วายผ่านไป 31 สัปดาห์ น้องสาวซูริ ที่เริ่มโตไม่ทันพี่ชาย ก็มีอาการไม่มีเลือดเข้าไปเลี้ยง ธรรมชาติกำลังตัดสิน แฝดที่พยายามช่วยกันอย่างสุดชีวิตที่จะยื้ออยู่ให้นานที่สุด เพราะถ้าใครคนใดคนหนึ่งยอมแพ้นั่นก็หมายถึงชีวิตของอีกคนเช่นกัน Picture 038 ชีวิตบนโลกใบนี้ของซูริค่อนข้างจะทรหดไม่แพ้กับในครรภ์ ด้วยน้ำหนักตัวที่ยังน้อย ปอดยังไม่พร้อมที่จะทำงาน ทำให้ต้องใช้ท่อช่วยหายใจ ระบบการกลืนยังไม่ทำงานจึงต้องใช้ท่อส่งอาหารลงกระเพาะ ภาพของการใส่ท่อทั้งสองในทารกขนาดประมาณฝ่ามือนั้นมันบาดตา ขนาดว่าคณะพยาบาลไม่เคยอนุญาติให้เราได้เห็นเลยแม้แต่ครั้งเดียว แน่นอนว่าดูน่ากลัวยิ่งกว่าภาพแรกที่เราได้โอกาสเข้ามาพบฝาแฝดทั้งสองในตู้อบที่เต็มไปด้วยสายระโยงระยาง เมื่อเรารู้ว่าลูกของเราทั้งสองจะไม่ได้กลับบ้านพร้อมกันกับเรา เราจึงหาที่พักใกล้โรงพยาบาลเพื่อที่จะได้อยู่กับพวกเชาทุก ๆ วัน เหมือนอย่างพ่อแม่มือใหม่คาดฝันไว้ก่อนคลอด a3 เราเฝ้ามองพัฒนาการของระบบต่าง ๆ ที่สำคัญ ของลูกทั้งสอง ขณะที่ทั้งสองดูมีพัฒนาการรวดเร็ว เซนสามารถออกจากตู้ได้แต่ซูริยังมีเรื่องของระบบการหายใจที่ดูเหมือนไม่พร้อมเสียที ซึ่งไม่ใช่ข่าวที่ดีมากนัก การใช้ท่อช่วยหายใจทำให้เกิดอาการข้างเคียงหลายอย่างตั้งแต่ระยะสั้น คือ ภาวะปอดติดเชื้อ ซึ่งทำให้มีไข้ ต้องให้ยาฆ่าเชื้อ และมีเสลดตามมา ซึ่งจะมีการไหลไปผิดที่ผิดทางจนต้องมีการดูดออก หรือผลข้างเคียงระยะยาวที่อาจจะทำให้ประสาทตาใช้งานไม่ได้ ทางแพทย์จึงมีความพยายามที่จะหยุดใช้ท่อหายใจให้เร็วที่สุดเท่าที่ทำได้ เพราะแม้ผลข้างเคียงระยะสั้นนั้นอาจจะลุกลามใหญ่โต การติดเชื้ออาจจะเข้าสู่กระแสเลือดทำให้เกิดอันตรายขึ้นได้ แต่ทุกครั้งที่มีความพยายามที่จะถอดท่อช่วยหายใจออก ซูริก็ยังไม่สามารถหายใจได้ด้วยตัวเอง เนื่องด้วยขนาดที่ค่อนข้างเล็กของซูริ อุปกรณ์ช่วยหายใจแบบที่เป็นหน้ากากครอบจมูกที่มีนั้นมีขนาดที่ใหญ่เกินไปไม่สามารถใช้กับซูริได้ต่างจากพี่เซนที่ใช้หน้ากากตัวนี้ช่วยในการฝึกหายใจวันช่วงวันสองวันแรก ซูริจึงจำเป็นต้องหายใจเองโดยไม่มีอุปกรณ์ช่วยเหลือ ซึ่งจะเกิดอาการตามมาคือ sleep apnea ที่ซูริจะลืมหายใจแล้วหลับไปเอง ต้องคอยมาสะกิดให้ตื่น อุปกรณ์เตียงแบบพิเศษที่คอยเคลื่อนไหวกระตุ้นไม่ให้เกิดอาการนี้ก็ได้พังไปหมดแล้ว อาการ sleep apnea จึงเป็นความเสี่ยงที่อันตรายมากกว่าความเสี่ยงจากการใส่ท่อช่วยหายใจ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ที่มีจำกัด และความเสี่ยงของการปลุกไม่ตื่น นำไปสู่ภาวะฉุกเฉินที่ไม่มีเจ้าหน้าที่คนไหนต้องการให้เกิดขึ้นในกะของตน ซูริจึงต้องหายใจด้วยท่อช่วยหายใจเป็นส่วนมาก ต้องผ่านประสบการการใส่ท่อหลายต่อหลายครั้ง พบกับการติดเชื้อหลายครั้ง มีความจำเป็นต้องดูดเสลดเป็นประจำ และผ่านประสบการ sleep apnea เป็นครั้งคราว สภาวะนี้กับทารกที่มีอายุไม่กี่วัน น้ำหนักตัวเพียง 900 กรัม มันหนักหนาสาหัส มากพอควร มากกว่าความกังวลแรก ๆ ที่เราเคยกังวลกับ ปากแหว่งเพดานโหว่เล็ก ๆ นิ้วมือที่พัฒนาไม่ค่อยสมบูรณ์ หรือแม้กระทั่งความผิดปกติของโครโมโซมที่เรียกกันว่า triple X Picture 040 เราอยู่กับเซนและซูริทุกวัน ตลอดเวลาที่เราตื่น จนในที่สุดเซนมีน้ำหนัก 1.8 กก. เมื่อเวลาผ่านไประมาณ 30 วัน และแพทย์ให้ออกจาก NICU เพื่อกลับบ้านได้ เซนก็จะอยู่กับเราตลอด 24 ชม. และก็มาใช้ชีวิตส่วนใหญ่ที่หน้าห้อง NICU ระหว่างที่เราเข้าไปเยี่ยมซูริ ซูริมีกำลังใจที่ดี ลืมตาขึ้นมาทักทายเราทุก ๆ ครั้ง แม้ว่าจะต้องสู้กับอาการไข้ ภาวะปอดติดเชื้อ หรือ ผ่านการดูเสมหะมาหมาด ๆ การรับอาหารก็ไม่มีปัญหาน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนเป็น 1.4 กก. จนในท้ายที่สุดคณะแพทย์มีความเห็นว่า ซูริควรที่จะหายใจเองได้แล้ว และเริ่มตั้งคำถามถึงสาเหตุว่าทำไม แล้วในเช้าวันหนึ่งคณะแพทย์จึงได้บอกกับเราว่า เขาต้องการส่องกล้องทางเดินหายใจเพื่อจะดูว่ามีอะไรผิดปกติหรือไม่ ผมเห็นดีด้วยเพราะผมเห็นความพยายามที่ไม่เป็นผลสำเร็จหลายต่อหลายครั้งในการที่จะถอดท่อช่วยหายใจ ซึ่งทำให้ต้องมีการใส่ท่อใหม่ที่สุดแสนจะทรมาน ผมเห็นความเจ็บป่วยที่เกิดจากการติดเชื้อ และการเจาะเส้นเลือดทั่วทั้งตัวรวมไปถึงบนศีรษะเพื่อที่จะให้ยาฆ่าเชื้อ ผมเองก็อยากรู้เช่นกันว่าทำไม ในวันถัดไปเราจึงนัดทำการส่องกล้อง แต่สิ่งหนึ่งที่ผมไม่เคยรู้มาก่อนเลยนั่นก็คือ ขั้นตอนนี้ต้องมีการให้ยาสลบ และการให้ยาสลบนั้นมีความเสี่ยงในตัวของมันเองอยู่ ในเช้าวันส่องกล้องแพทย์นำเอกสารที่ระบุถึงการรับรู้ถึงความเสี่ยงและแสดงความยินยอมให้ผมเซนต์ หลังจากนั้นผมจึงอุ้มซูริขึ้นมาจากตู้ ซูริหันมามองหน้าผมเช่นทุก ๆ ครั้งด้วยตากลมโต ยิ้มให้ผมที่มุมปากเล็ก ๆ ตามประสาการรับรู้ของพ่อที่มีต่อลูกน้อยที่มีอายุเพียง 49 วัน ก่อนที่ผมจะส่งให้กับคณะแพทย์ไป ส่วนผมเดินเข้าในนั่งรอในห้องพักแพทย์ภายในห้องผ่าตัด การผ่าตัดดำเนินไปได้ไม่นาน ก่อนที่ผมได้รับโทรศัพย์จากวิสัญญีแพทย์ที่เป็นรุ่นน้อง เรียกให้ผมเข้าไปด้านในห้องผ่าตัด เพื่อไปเห็นภาพซูริกำลังถูกปั้มหัวใจ แพทย์อธิบายว่าการส่องกล้องเป็นไปด้วยดี ซูริไม่มีอะไรผิดปกติที่ระบบทางเดินหายใจ แต่ซูริไม่ยอมตื่นจากยาสลบ b1 ผมไม่แน่ใจว่านี่เป็นแนวปฏิบัติหรือไม่ ที่ผมจะเป็นผู้ตัดสินใจที่จะให้แพทย์ยุติการยื้อชีวิตของลูกน้อย แต่ภาพที่เห็นแพทย์ได้อธิบายว่าในขณะนี้ การ resuscitate life สำคัญกว่าอย่างอื่น ถ้าได้ชีวิตกลับมาแล้ว อวัยวะอื่น ๆ เราค่อยซ่อมกันทีหลัง ด้วยขนาดที่เล็กของซูริ ในขณะนี้อวัยวะบริเวณทรวงอกคงจะบอบช้ำไปหมดแล้ว ผมไม่รู้ว่าแพทย์พยายามปลุกชีวิตซูริกลับมาเป็นเวลานานเท่าใด แต่เลือดที่ซึมออกมาทางปากและจมูกทุกครั้งที่มีการปั้มหัวใจน่าจะบ่งบอกว่ามันคงเป็นเวลาพอสมควรแล้ว สุดท้ายแพทย์จึงพยายามอธิบายว่ามันคงถึงเวลา เพื่อที่ในที่สุดผมจะต้องตัดสินใจว่าหยุด พยาบาลพาภรรยาที่กำลังอุ้มเซนเพื่อมารับรู้ถึงข่าวร้ายอันนี้ ภาพของภรรยาอุ้มลูกชายคนแรก เดินเข้ามายืนมองร่างไร้วิญญาณของลูกสาวคนแรก ยังติดตาผมอยู่ในทุกวันนี้ หลังจากนั้นพยาบาลย้ายร่างของซูริไปพักใน NICU ผมใช้เวลาอยู่กับซูริตลอดเวลาที่เหลืออยู่ ระห่างที่ภรรยาต้องคอยให้นมเซนเป็นพัก ๆ หลังจากนั้นทางพยาบาลก็นำร่างซูริไปเพื่อเตรียมให้ผมพากลับไปทำพิธีทางศาสนา ผมแจ้งข่าวร้ายให้กับทางบ้าน และเตรียมพิธีเผาแบบง่าย ๆ ทันทีที่ผมไปรับร่างชองซูริกลับไปวันรุ่งขึ้น อารมณ์ของพ่อที่อุ้มร่างของลูกคนแรก ออกจากโรงพยาบาล มันต่างจากอารมณ์เมื่อวานที่ยืนมองร่างอย่างสงบ และยากนักที่จะสรรหาคำอธิบาย ผมรู้ว่าเราต้องเข้มแข็ง และก้าวผ่านวันนี้ในทันที เพราะเรายังมีเซนที่ต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดอีกหนึ่งคน พ่อแม่มือใหม่กับลูก premie น้ำหนักตัวเพียง 1.8 กก. ที่เราเพิ่งเสียน้องสาวของเขาไป ผมคิดว่าภรรยาของผมทำได้ดีมาก ในช่วงนั้น พ่อของผมมาเล่าให้ฟังว่าซูริมาบอกลากับคุณปู่ของเขาก่อนวันผ่าตัด แต่พ่อไม่กล้าที่จะมาบอกผม แต่ถ้าพ่อบอกผมแล้วผมไม่เชื่อพ่อ ผมคงทำใจลำบากกว่านี้ ทุกวันนี้ผมยังคิดถึงซูริอยู่เสมอ แม้ไม่ได้พูดอะไร แต่จริง ๆ แล้วผมพูดถึงเรื่องนี้ไม่ค่อยได้ นอกจากจะถ่ายทอดออกมาเป็นตัวหนังสือเช่นนี้ สิ่งที่ผมเสียดายที่สุดคือ ผมไม่มีภาพเหตุการณ์ 49 วันเหล่านั้นของเราเลย และรู้สึกเสียใจที่สุดที่ NICU ไม่อนุญาติ ให้มีการถ่ายรูป premie ก่อนที่จะมีการสวด ผมถือโอกาสถ่ายภาพซูริไว้หนึ่งภาพ ในเวลานั้นผมมองเห็นซูรินอนยิ้มอย่างมีความสุข ผมจึงคิดว่าซูริอาจจะทำหน้าที่ช่วยเหลือเซนให้มีชีวิตรอดออกมาเพียงเท่านั้น และหน้าที่นั้นได้สิ้นสุดลงอย่างสมบูรณ์แล้ว เขาจึงลาจากไป เราเผาสิ่งของเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เราเตรียมไว้ให้ซูริ ผมเป็นคนอุ้มร่างของซูริขึ้นบันไดเมรุ และเห็นร่างซูริเป็นคนสุดท้าย ปัจจุบันรูปที่ผมถ่ายไว้ไม่ได้ดูยิ้มอย่างที่ผมเห็นในเวลานั้น แต่กลับดูซีดเซียวไร้ชีวิต ในขณะที่รูปที่แอบถ่ายใน NICU ก็ไม่เต็มตัว สิ่งที่เหลือของซูริก็มีเพียงเถ้ากระดูก ที่ในบางครั้งผมจะแบ่งออกมาเพื่อพาซูริไปเที่ยวที่ต่าง ๆ ที่เราไปกัน เราไม่มีป้ายหลุมศพอย่างที่ฝรั่งเขามี ซูริจึงเป็นเหมือนความทรงจำของผมที่คอยแบ่งให้คนอื่นรับรู้บ้างบางครั้งที่มีการถามว่าผมมีลูกกี่คน และเมื่อสี่คนคือคำตอบ

ไม่นานมานี้มีการแชร์คลิปของเด็ก premie ที่ผ่านหลาย ๆ อย่างแบบที่ซูริเคยเจอแต่ได้มีโอกาสกลับบ้านเหมือนที่เซนได้กลับ แม้ว่าในใจผมเอง ผมเข้าใจดีว่าการจากไปของซูรินั้นมีความซับซ้อน ประกอบร่วมกันหลายอย่างตั้งแต่ความผิดปกติของโครโมโซม ความผิดปกติที่มองเห็นได้ที่นิ้วมือ นิ้วเท้า รวมไปถึงการปากแหว่งเพดานโหว่ และการหายใจที่ท้ายที่สุดแล้ว ด้วยเครื่องมือที่ดีที่สุดในโลก กอรปกับบุคลากรมือหนึ่งของทางโรงพยายาบาลเข้ามาดูแล แล้ว การจากไปของซูรินั้นก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่แล้วผมก็ยังอดที่จะถามตัวเองด้วยคำถาม What if? ไม่ได้ ถ้า NICU แห่งเดียวในภาคใต้ตอนล่างมีความพร้อมของเครื่องไม้เครื่องมือมากกว่านี้ หน้ากากออกซิเจนที่เล็กพอ เตียงป้องกัน sleep apnea ถ้า ถ้า ถ้า เมื่อตั้งสติได้ นั่นเป็นการแสดงให้เห็นถึงความอ่อนแอภายในจิตใจของผม แสดงให้เห็นแผลในจิตใจที่ยังไม่ได้ถูกเยียวยา เป็นตัวอย่างคลาสสิคของผู้สูญเสียที่แสดงในขั้นตอนต่าง ๆ ของการสูญเสียนั้น ส่วนผมนั้นอยู่ในขั้นตอนที่สามของการเยียวยา หรือ Bargaining การตั้งคำถาม What If นั่นเอง  (5 stages of grief and lost : Denial & Isolation, Anger, Bargaining, Depression, Acceptance) ในที่สุดผมจึงคิดได้ว่าคำถาม what if? นั้นไม่สามารถทำให้อะไรดีขึ้นได้ การเยียวยาจิตใจผมยังไม่ได้เกิดขึ้น ผมจำเป็นต้องทำอะไรบางอย่างที่จะยอมรับในการจากไป ยอมรับความจริงในสิ่งที่เกิดขึ้น (Acceptance) ในวันนี้ผมจึงถือโอกาสจัดตั้งกองทุนเพื่อซูริ เพื่อบริจาคเงิน และจัดหาเงิน มอบให้กับหน่วย NICU นำไปจัดหาอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็น ที่จะเพิ่มโอกาสที่จะช่วยให้ซูริได้กลับบ้าน เพื่อที่จะลดเหตุการณ์ดังเช่นที่ผมเล่ามาข้างต้น ป้องกันการตั้งคำถาม what if? ที่จะเกิดขึ้นกับครอบครัวอื่น ๆ ดังเช่นกับตัวผม ในขณะที่จะช่วยทำให้ผมมีช่องทางที่จะเยียวยาแผลในหัวใจของผมและครอบครัว ในทางที่สร้างสรรค์และเป็นประโยชน์ โดยวางแผนเป็นขั้นตอนเป็นดังนี้

  1. จัดตั้งกองทุนเพื่อซูริ ด้วยเงินทุนจัดตั้งขั้นต่ำ 100,000 บาท ด้วยทรัพย์ส่วนตัวและผู้ร่วมจัดตั้งบริจาค (*สำเร็จในวันที่ 24 เมย. และเปิดบัญชีวันที่ 27 พค. 54)
  2. สร้างระบบเพื่อนำส่วนแบ่งรายได้จากการขายสินค้าในกลุ่มเด็ก ของผลิตภัณฑ์ยางพาราออริจินัล เข้ากองทุนเป็นรายปี หรือรายครึ่งปี
  3. Fund raise เพื่อหาเงินเข้ากองทุน : กำเนิด Ironman Langawi For Zuri และ Run4ManyReason

เป้าหมายที่ผมต้องการคือ ความทรงจำที่มีค่ายิ่งกว่าป้ายหลุมศพใด ๆ และถ้ากองทุนนี้ได้มีโอกาสได้ช่วยให้ซูริของครอบครัวไหนได้กลับบ้าน เพียงหนึ่งครอบครัว ผมคงนอนตายหลับตาพริ้มอย่างที่ผมเห็นบนใบหน้าของซูริในวันนั้น วันที่กล้องถ่ายภาพไม่สามารถที่จะเก็บภาพนั้นที่ผมเห็นเอาไว้ได้ โครงการนี้ถือว่าเป็นโปรเจคของชีวิตของผมได้เลยทีเดียว คงจะไม่เบื่อกันนะครับ ถ้าผมจะต้องพูดถึงโปรเจคนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า

บันทึกความเคลื่อนไหวกองทุน (ยอดบริจาครวม 807,700 บาท)

1. ณ วันที่ 29 เมย. 2557 เราได้จัดตั้งกองทุนกับ รพ.สงขลานครินทร์ แล้วด้วยยอดบริจาคเริ่มต้น 100,000 บาทครับ 10261655_847589365258150_246523444_n 2. ณ วันนี้ 27 พค. 2557 ผมได้เปิดบัญชีเพื่อใช้ในการร่วมสมทบทุนกับเราไว้แล้วครับ โดยมีเงินเปิดบัญชี 19,500 บาท ที่เหลือมาจากยอดบริจาคของกลุ่มผู้ก่อตั้งกองทุนรวม 119,500 บาท สำหรับท่านใดที่ต้องการร่วมกับโครงการ เป็นบัญชี ธ.กรุงเทพ สาขามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 641-0-15829-6 ท่านใดที่มีจิตศรัทธาบริจาคเข้ามากรุณาแจ้งผมที่ email : nattapong@patexfoam.com หรือ ผ่านทาง www.facebook.com/arm1972 หรือจะแจ้งไว้ที่ตรงนี้ก็ได้ครับ บัญชีชื่อ ณัฐพงศ์ นิธิอุทัย ครับ Screen Shot 2014-05-28 at 9.47.52 PM 3. วันที่ 24 มิย. ถอนเงินจากบัญชีมาบริจาคเพิ่มเติม 20,000 บาทครับ มีผู้สมทบทุนมาเพิ่ม 1000 บาท IMG_1478 4. วันที่ 2 กย. บริจาคเพิ่มเติม 70,000 บาทครับ เงินบริจาคส่วนใหญ่มาจากกิจกรรมของผู้ใจดีครับ ไม่ว่าจะเป็น Icebucket Challenge กลุ่มล้อเล็ก Run 4 Any Reason 10622110_930189586998127_1082791963_n 5. วันที่ 14 ตค. กิจกรรม Ironman Langkawi #ForZuri สร้างยอดบริจาค ร่วมกับ กลุ่มหน้าขาวใจบุญ รวม 50,000 บาท 10721453_955648841118868_158896773_n 6. วันที่ 11 พย. ศิษย์เก่าคณะพยาบาลศาสตร์ มอ. รุ่นที่ 25 ได้จัดโครงการ White Face for Zuri by Nurse PSU และนำเงินไปบริจาคสมทบกองทุนเพื่อซูริเข้าไปอีก 16,000 บาท 10411835_974646775882429_3307617521517547914_n 7. วันที่ 18 พย. นำเงินบริจาค 30,000 บาท เงินส่วนใหญ่ได้มาจากการจัดกิจกรรมของกลุ่ม Run4ManyReasons ที่จุดประกายโดยพี่ กล้วยหอมเรื่องวิ่งเรื่องกล้วย

544936_977142178969534_3920492154396124681_n

8. 18 มีนาคม 2558 วันนี้นำเงินเข้าไปบริจาคเพิ่ม 164,000 บาท ส่วนหนึ่งมาจากกิจกรรม 4 สัปดาห์มหาโหดของผม และการแข่งขันไตรกีฬาครั้งแรกของเซน และการร่วมบริจาคผ้าบัฟ และเงินของคุณติก๋วยเตี๋ยวเป็ด การประมูลของพี่ป๊อกครับ

11073052_1066611950022556_2280941016297540054_n

9. วันที่ 28 เมษายน 2558 ครบรอบหนึ่งปีของการก่อตั้งกองทุน “เพื่อซูริ” บริจาคเงินเข้าอีก 35,500 บาท ส่วนใหญ่มาจากการปั่น กรุงเทพฯ-หาดใหญ่ของผม และผู้ใจบุญที่เริ่มทยอยบริจาคเข้ามาแบบไม่แจ้ง

IMG_0471

10. 28 สิงหาคม 2558 ระหว่างที่น้องฮารุรักษาแผลน้ำร้อนลวกที่โรงพยาบาล เราก็พาน้อง ๆ มาผ่อนคลายด้วยการบริจาคเพิ่มอีก 80,000 บาทครับ มีกลุ่มนักวิ่งจากงานวิ่ง 12 สิงหา ส่วนแบ่งรายได้จากการขายสินค้า Original For Zuri และอื่น ๆ

11889640_1643384165931943_4721556322390368218_n

11. 8 ธันวาคม 2558 นำเงินบริจาคจากกลุ่มน้องเตย จากการวิ่ง TNF100 ปี 2015 จำนวน 122,200 บาท เข้ามอบแก่มูลนิธิครับ ต้องขอบคุณน้องเตยและเพื่อน ๆ ครับ

12366410_10156519217990314_5111343570593042137_n

12. 15 ตุลาคม 2559 นำเงินบริจาค 120,000 บาท เป็นเงินจากการจำหน่ายสินค้าเด็กแบรนด์ออริจินัล สินค้า JonJon เงินจากการขายเสื้อเชียร์ V40 เงินจากกล่องบริจาค เงินจากการทำกิจกรรมของ Banana Run และพี่ป๊อก เทพอัลตรา เงินจากการจัดปั่นออแดกซ์ปัตตานี 200, 300 กม. รวมไปถึงการจัดกิจกรรมของ โคชตั๊ว Elite Multisport Training

84006659_213452009839906_5974780171410997248_n

13. 28 ธันวาคม 2560 นำเงินบริจาค 100,000 บาท เป็นเงินส่วนใหญ่จากการจัดออแดกซ์ 3 ครั้ง และมีหมอแอมที่บังเอิญเจอกันที่ธนาคารตอนนำเงินออกมาบริจาค ก็ร่วมสมทบทุนมาด้วย 1000 บาท ยอดรวมในบัญชี มีเศษ 22 บาทเพิ่มขึ้นมาไม่แน่ใจว่ามีใครช่วยบริจาค หรือ เป็นการปรับดอกเบี้ยให้กองทุนผมไม่แน่ใจครับ

86435906_206324170492927_2254785034999300096_n

14. 14 ธันวาคม 2561 นำเงินบริจาค 70,000 บาท เงินบางส่วนมาจากการจัดออแดกซ์ 30,000 บาท อีก 30,000 บาท เป็นการบริจาคการยอดขายออริจินัล และที่เหลือเป็นเงินจากเพื่อน ๆ ที่บริจาคเข้ากันมาหลาย ๆ ปีรวม ๆ กัน ยกยอดออกมาบริจาคในรอบนี้ครับ

84625687_200979361089122_4296165480206434304_n

15. ในปี 2562 ไม่ได้มีเงินไปบริจาคนะครับ เนื่องจากยอดเงินในบัญชีมีไม่มากนัก งานออแดกซ์มีคนน้อย รวม ๆ ทั้งปี ไม่กี่หมื่นบาท ค่อยยกยอดรวมไปในปี 2563 ต่อไป ปัจจุบันมียอดเงินในกองทุน 977,722 บาทแล้วครับ