Endurance : Why we do what we do?

สัปดาห์ที่ผ่านมาเพื่อน ๆ หลายคนมีกิจกรรม Endurance (ต่อจากนี้ผมจะเรียกมันว่า อดทน) ที่แตกต่าง แต่มีความเข้มข้นไม่แพ้กัน มาเล่าสู่กันฟัง ผมนั่งไล่อ่านกิจกรรมของทุก ๆ คน ที่อธิบายถึงความรู้สึก เล่าถึงสิ่งที่เกิดขึ้น แชร์กันไปมาเต็มไปด้วยความสุข และตื้นตัน ผมอดไม่ได้ที่จะแสดงความเห็นว่าผมรู้สึกมีความสุขที่ได้เห็นหลาย ๆ คนมีความสุข โดยใช้การอธิบายในลักษณะ “ความสุขบนความทรมาน” ซึ่งพบว่ามีหลาย ๆ คน รวมถึงคู่หูเพื่อนซี้ในกิจกรรมอดทนของผมค่อนข้างไม่สบายใจกับทำว่า “ทรมาน” และต้องการที่จะแสดงออกว่านี่ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นและเหตุผลที่เขาเหล่านั้นเลือกทำกิจกรรมอดทน จากการแลกเปลี่ยนในกระทู้นั้น ทำให้ผมมาถามตัวเองอีกครั้ง ทั้ง ๆ ที่ถามตัวเองมาหลายต่อหลายครั้งแล้วตลอดยี่สิบปีที่ผ่านมา ว่าเราทำกิจกรรมอดทนเหล่านี้ไปเพื่ออะไร

TRI NCB

แต่ก่อนอื่นคงต้องท้าวความไปถึงครั้งแรกที่ผมใช้คำว่า “ทรมาน” เพื่อสื่อถึงความรู้สึกบางช่วงในกิจกรรมเหล่านี้ มันเกิดเมื่อเพื่อนของผมชวนให้ไปปั่นบนเขาใหญ่ ผมจึงเลือกช่วงที่ผมต้องไปแข่งขัน TNF100 เป็นวันที่จะปั่นเขาใหญ่ โดยวันแรกวิ่ง TNF50K แล้ววันที่สองปั่นเขาใหญ่ ด่านชนด่าน 100K เพื่อที่จะชักชวนเพื่อน ๆ มาร่วมสนุกกัน ผมจึงคิดที่จะหาชื่อที่เหมาะสมให้กับกิจกรรมนี้ ในช่วงนั้นผมซ้อมเทรนเนอร์กับ DVD Series SufferFest ซึ่งผมรู้สึกว่ามันสื่อตรงกับความรู้สึกของผมจึงคิดที่จะแปลความหมายนี้ออกมา เลือกมาได้ว่า “ทรมานบันเทิง” เพื่อสื่อถึงกิจกรรมนี้ หลังจากนั้นผมใช้คำว่า “ทรมาน” อีกหลายครั้ง เพื่อสื่อถึงกิจกรรมอดทนที่เราชาวเผ่า V40 ทำกัน

IMG_1140

สำหรับผมคำว่า “ทรมาน” มันไม่ได้มีความหมายเป็นลบเลย เพราะที่มาจากความว่า Suffer ที่ผมแปลมานั้น ผมนึกไปถึง “ทุกข์” ในศาสนาตลอดเวลา ผมมองมันคล้าย ๆ กับว่ากิจกรรมอดทนนั้น คือการธุดงค์ ที่นำ “ทุกข์” มาพิจารณา ส่วนกิจกรรมอดทนนั้นนำ “ทรมาน” มาพิจารณา มันเกิดขึ้นกับผมในทุก ๆ ครั้ง และผมใช้มันในทำนองนี้ในทุก ๆ ครั้ง แต่ไม่เคยคิดว่าคำ ๆ นี้จะบาดใจใครหลาย ๆ คน โดยที่ผมไม่ได้ตั้งใจ ดังนั้นผมจึงตั้งใจที่จะเขียนมันออกมาว่าสำหรับผมแล้ว ผมเห็นอะไร และทำไปทำไม โดยไม่แน่ใจว่าเมื่อจบบทความนี้ผมจะได้คำตอบหรือไม่ ความเป็นนักวิทยาศาสตร์ในตัวผมสอนให้ผมบันทึกกระบวนการ และให้ความสำคัญกับมันเท่า ๆ กับผลลัพธ์

IMG_2582

เมื่อพิจารณาถึงสิ่งที่เกิดขึ้นที่ถูกสื่อว่า “ทรมาน” มันมีอะไรเกิดขึ้นบ้างในกิจกรรมอดทน สำหรับผม ความร้อน ความเหนื่อย ความเมื่อยล้า คำที่เรียกง่าย ๆ ว่า “หมด” หรือ exhaustion เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแน่ ๆ ในกิจกรรมอดทนทั้งหลาย ในมุมมองของเปลือกภายนอก แต่ถ้าพิจารณาลึกเข้าไปในจิตใจ ผมจะเห็นความท้อใจ การยอมแพ้ กำลังใจ ความหึกเหิม ในความต่อเนื่องของความรู้สึกทางร่างกายและจิตใจนั้น บางครั้งมันปวดร้าวรุนแรงจนผมเองต้องตั้งคำถามว่า ผมมันทำมันไปทำไม แม้มันจะไม่บ่อย แต่คำตอบของคำถามในเวลานั้นมันจะกำหนดผลลัพธ์ของกิจกรรมไม่ว่าในช่วงเวลาก่อนทำกิจกรรมนั้นเราต้องการผลลัพธ์เช่นใด

IMG_3711

ผมวิ่ง 10K เพราะต้องการลบความคิดว่านักว่ายน้ำ (จริง ๆ แค่สมาชิกชมรมว่ายน้ำ) จะไม่ถนัดวิ่ง ผมลง 21K เพราะอยากเอาความฟิตที่เหลือจาก 10K มาใช้ให้เป็นประโยชน์ ผมลงทวิกีฬาเพราะอยากปั่นจักรยานที่ผมใช้มามหาลัยแบบเร็ว ๆ สุดชีวิตกะเขามั่ง ผมลงไตรกีฬาเพราะผมเป็นนักว่ายน้ำ กิจกรรมอดทนของผมนั้นถูกขับมาจากความอยากรู้ และความต้องการขยายข้อจำกัด รวมไปถึงใช้ทรัพยากร อุปกรณ์ และทักษะทั้งหมดที่ผมมีอย่างคุ้มค่า ซึ่งมันเป็นนิสัยส่วนตัวที่จะใช้ความคุ้มค่า หรือประสิทธิภาพมากำหนดสิ่งที่ทำ ผมใช้เวลาอยู่กับมันสิบกว่าปี วิ่งไล่ตามสถิติต่าง ๆ ปีหน้ามันต้องเร็วขึ้นดีขึ้น ตำแหน่งสูงขึ้น แม้ว่าจะไม่เคยได้ถ้วยกับเขาเลย แต่ก็สามารถนำตัวเองไปอยู่ในอันดับ Top 5 Top 10 ได้ทั้งในสนามประเทศไทย และต่างประเทศ ในขณะที่สถิติก็ดีขึ้นเรื่อย ๆ จนไปพีคที่อายุประมาณ 30 ก่อนที่จะค่อย ๆ คงตัวและช้าลงในที่สุด

IMG_7410

แน่นอนว่าผมคุ้นเคยกับความเจ็บปวด ตะคริว ไม่ใช่เรื่องแปลก และหลาย ๆ ครั้งไม่สามารถชะลอผมลงได้มากนัก อัดจนอาเจียรข้างทาง หรือจำเป็นต้องกลืนมันกลับเข้าไป เพราะอยู่ในระหว่างการแข่งขัน ไม่ใช่เรื่องแปลกอีกเช่นกัน ถ้าถามว่ามันจะใช้คำว่า “ทรมาน” ได้มั้ยสำหรับผม ผมเองก็เห็นด้วยกับเพื่อน ๆ ที่ไม่ชอบคำ ๆ นี้ว่าผมไม่อยากเรียกมันว่า “ทรมาน” ผมต้องยอมรับว่ามันอาจจะเจ็บปวด ผมไม่ได้ชอบมัน ไม่ได้เสพติด แต่ระหว่างซ้อมจนถึงวันแข่งและระหว่างแข่งนั้นผมทำทุกอย่างเพื่อป้องกันไม่ให้สิ่งเหล่านี้มันเกิดขึ้น แต่แม้ว่าผมรู้อยู่แก่ใจว่ามันจะเกิดขึ้นอีกถ้าผมต้องการสถิติที่ดีขึ้นในทุก ๆ ครั้งที่ผมลงแข่งขัน แต่เมื่อจุดสูงสุดของผมเหมือนจะผ่านพ้นไปแล้ว ความที่ผมเองอาจจะต้องยอมแพ้ให้กับตัวเองในวัยหนุ่ม เปลี่ยนมาแข่งขันกับคนรอบข้าง เปลี่ยนมาตั้งเป้าหมายใหม่ ๆ สถิติใหม่ ๆ ที่เหมาะสมกับกลุ่ม V40 อย่างผม ความกดดันในระดับที่จะต้อง “ทรมาน” มันก็ค่อย ๆ หมดไปจนวันหนึ่งผมเองก็เริ่มหาเป้าหมายใหม่ให้ตนเอง

IMG_7455

วันหนึ่งเพื่อนสนิทสมัยเรียนมัธยมมาชวนให้ตั้งทีมเพื่อวิ่งผลัดข้ามประเทศ ที่เรียกว่า O2O ผมคิดว่ามันฟังดูแล้วตื่นเต้นท้าทายดี จึงพยายามฟอร์มทีมขึ้นมาซึ่งก็ไม่ง่ายนักเพราะไอเดียที่จะวิ่งกันในเวลาเที่ยง วิ่งกันข้ามวันข้ามคืน วิ่งผลัดระยะสั้น ๆ ที่รวมระยะของแต่ละคนแล้วไม่เกิน 30K นั้นมันดูช่างไม่ “ท้าทาย” เอาเสียเลย แต่โชคดีที่ทีมได้ถือกำเนิดขึ้น และผมได้พบกับเหตุผลใหม่ของกิจกรรมอดทด กิจกรรมนี้ทำมาแล้วสองปี ได้ทำให้ผมได้ไปสนิทอีกครั้งกับเพื่อนเก่า ๆ ที่ร้างราจากกันมานาน กิจกรรมนี้ถือเป็นต้นกำเนิดของทีม Very Forty ที่เพื่อนในกลุ่มนี้อยากมีการรวมตัวเพื่อเข้าแข่งขันไตรกีฬาในรายการกรุงเทพไตรกีฬา ผลลัพธ์ของกิจกรรมที่ผมได้ดูเหมือนว่าจะสร้างผลกระทบได้กว้างขวางขึ้น มีเพื่อน ๆ หลาย ๆ คนมารวมตัวกันแสดงจุดยืน สร้างตัวตน แสดงตัวเป็นแบบอย่างของการใช้ชีวิต active ที่ผมต้องรับว่าเป็นอีกความสุขหนึ่งที่ทำให้ผมมุ่งมั่นทำกิจกรรมเหล่านี้มากขึ้นเรื่อย ๆ แม้ว่าการเผยตัวตนในครั้งนี้เริ่มทำให้อีกหลาย ๆ คนมองเห็นผมเป็นคน “บ้า”

L1010355

ผมเริ่มร่วมการแข่งขันจักรยานทางไกล เริ่มขยายระทางทางของไตรกีฬา และเริ่มสนใจระยะมาราธอน เนื่องจากเป็นระยะทางใหม่ ๆ ทุก ๆ ครั้ง ทุก ๆ ก้าวที่ผมทำลงไปมันเป็นสถิติใหม่ไปทั้งสิ้น แม้ว่าผมยังไม่เห็นเหตุผลที่ชัดเจนในการทำมันลงไป ผมยังได้ป้อนอาหาร ego ส่วนตัวของผมด้วยสถิติใหม่ ๆ เช่น Sub5 Marathon, 6:08 Hr Half-Ironman เป็นต้น จนวันหนึ่งเพื่อนแจ๊คแนะนำให้ผมรู้จักกับ Festive500 ที่ต้องปั่น 500K ภายใน 8 วันช่วงปลายปี สำหรับคนปั่นระยะ 80-100K การที่จะทำแบบนี้ต่อเนื่องทุก ๆ วันสร้างความท้าทายใหม่ ๆ ให้กับผม และก็ไม่ผิดหวังเมื่อผมร่วมคำท้าแล้วต้องถามกับตัวเองวันแล้ววันเล่าที่ต้องตื่นมาปั่นระยะ 80-100K โดยไม่สนว่าฝนจะตกหรือแดดจะออก เพื่อนคนเดียวกันนี้ก็แนะนำให้ผมรู้จักกับ Audax กิจกรรมอดทนในรูปแบบใหม่ที่ไม่ต้องแข่งกับใคร ไม่สนใจสถิติ มาด้วยใจกับคิวชีทเป็นพอ ผมกระโดดเข้าหาแล้วก็ติดมันงอมแงม มันเป็นการปั่นระยะที่ไกลมากขึ้น 200 300 400 600 ซึ่งต้องมีเรื่องของการกิน การพัก การนอนเข้ามาเป็นส่วนร่วมของความท้าทายนั้น ๆ ด้วย ดูเหมือนว่าในช่วงนี้ผมเริ่มได้เป้าหมายใหม่ของกิจกรรมอดทน นั่นก็คือ “ท้าทาย”

IMG_6245

อย่างไรก็ตามยังมีคำถามจากบุคคลภายนอกอีกในเรื่องของค่าใช้จ่าย นอกเหนือจากความเหน็ดเหนื่อยแล้ว ยังไม่ค่าใช้จ่ายในกิจกรรมเข้ามาเกี่ยวข้องอีกเยอะมาก ทำให้ผมเริ่มมองในมุมมองของทางด้านการเงินบ้าง แต่ไม่ทราบว่ามันมีอะไรที่ดลใจให้ผมจัดการกับปัญหาด้วยการตั้งกองทุนในชื่อลูกสาวที่เสียไปของผม ชื่อว่า กองทุนเพื่อซูริ ในการที่จะระดมเงินไปบริจาคให้กับหน่วย NICU โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ สถานที่ที่ลูกสาวคนนี้ของผมถือกำเนิดและเสียชีวิต ด้วยความหวังไกล ๆ ว่าเงินเหล่านี้อาจจะช่วยให้ลูกตัวน้อยของคนอื่นมีโอกาสกลับบ้านไม่เป็นเช่นลูกสาวของผม ผมจึงพยายามสร้างความสัมพันธ์ุระหว่างกิจกรรมอดทนและเงินบริจาคเพื่อกองทุนขึ้นในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อที่จะเป็นคำตอบหนึ่งในด้านการเงิน ซึ่งหลาย ๆ กลุ่มที่มีความเห็นตรงกันก็ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ ยกตัวอย่างเช่น กลุ่ม Run4ManyReasons ของพี่ย้ง เป็นต้น

IronmanLangkawiForZuri

ความ “ท้าทาย” ใหม่เข้ามาอีกครั้งเมื่อผมต้องเข้ารักษาตับอักเสบด้วยการฉีดยาอินเตอฟูรอน 48 เข็ม ผมจึงสมัครแข่งขันไอรอนแมนทันที แม้ว่าผมจะไม่คิดว่าจะลงรายการระยะนี้ในสภาพที่ผมไม่แน่ใจว่าผมสามารถวิ่งได้ไกลเพียงใด ผมดีใจที่การตัดสินใจพุ่งเข้าชนกับโรคร้ายและการรักษาอันหฤโหดนั้นได้สร้างแบบอย่างและกำลังใจให้กับผู้ป่วย หรือผู้พักฟื้นอีกหลายคน แม้ว่าในด้านของการวิ่งนั้น หลังจากผมแตะระยะมาราธอนแรกแล้ว ผมก็ขยายเป็นระยะอัลตราที่ TNF 50K แต่ทำให้อาการบาดเจ็บที่กระดูกสันหลังกำเริบ การวิ่งระยะ 10K 15K 21K กลายเป็นความท้าทายอีกครั้ง ขอแค่เพียงได้วิ่งครบระยะ ผมเก็บความท้าทายแบบผู้ป่วยกายภาพของผมอย่างเงียบ ๆ เพราะความผิดหวังในการ DNF ครั้งแรกในชีวิตที่สนามไอรอนแมนลังกาวี ก่อนที่จะประกาศชนกับมันอีกครั้งด้วยการวิ่งจอมบึงมาราธอน เพียงแต่บอกคนรอบข้างว่าผมต้องการวิ่งช้า ๆ ในใจเพียงคิดว่าต้องการวิ่งให้ถึงเป็นเท่านั้น ซึ่งในเวลานี้ผมต้องยอมรับว่า มันยังคงเป็นความ “ท้าทาย” สำหรับผมอยู่ดี

Week2

ในขณะเดียวกันที่ผมไม่สามารถเร่งความเร็วได้ดั่งใจ ผมจึงเริ่มหาความแปลกใหม่เพื่อมาเติมเต็มให้จิตใจผมอีกครั้งในกิจกรรมอดทนที่แทบไม่มีความหวังจะสร้างสถิติ เมื่อความท้าทายลดคุณค่าเหลือเพียงที่จะ “วิ่ง” ได้จนครบระยะ ผมเริ่มอาสาวิ่งเก็บขยะ ในงานภูเก็ตมาราธอน ในระยะฮาร์ฟ ที่ทำให้ผมได้รู้จักกับพี่ย้ง กล้วยหอม ผมเข็นรถ trailer ขนลูก ๆ สัมผัสบรรยากาศสงลามาราธอนในระยะฮาร์ฟ และสุดท้ายวิ่งแจกตุ๊กตาในงานจอมบึงมาราธอน ที่ระยะฟูลมาราธอน แม้ว่า ณ เวลานี้ ผมยังไม่สามารถ “วิ่ง” ได้จนครบระยะ แต่ผมก้าวข้ามความ “ท้าทาย” ในแต่ละขั้นมาเรื่อย ๆ ช้า ๆ อย่างมั่นคง

L1040269

ผมร่ายยาวมาจนถึงย่อหน้าสุดท้าย ผมเองยังไม่แน่ใจว่าผมได้คำตอบหรือยัง ว่าผมทำกิจกรรมอดทนเหล่านี้ไปทำไม มีความเป็นไปได้ว่าผมอาจจะต้องค้นหามันไปตลอดชีวิต เฉกเช่นคำถามที่ว่า มนุษย์เราเกิดมาเพื่ออะไร แม้ว่าผมจะเล่าให้หลาย ๆ คนด้วยเหตุผลต่าง ๆ กัน ไม่ว่าอาการเจ็บหลังที่กำเริบจนไม่สามารถอุ้มลูกชายคนแรกอาบน้ำได้ สุขภาพที่ย่ำแย่จากการโหมทำงานหนักจนแม้กระทั่งเดินขึ้นบันไดหอบ หรือการที่จะสร้างแบบอย่างให้กับลูก ๆ ในการใช้ชีวิตแบบมีสุขภาพ ไปจนกระทั่งเหตุผลเนื่องจากเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่พัฒนาจนอายุเฉลี่ยเรายาวนานขึ้นและผมไม่ต้องการที่จะใช้ช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตบนเตียง เหตุผลเหล่านี้อาจจะเติมเต็มให้กับผู้สงสัย ผู้ตั้งคำถาม แต่ผมรู้ดีว่าสำหรับผมนี่มันเป็นเพียงผลพลอยได้  Why we do what we do? The answer my friend is blowing in the wind.           

For Zuri : กองทุนเพื่อซูริ

(ยอดบริจาครวม 977,722 บาท)

วันนี้ (24 เม.ย.)เป็นวันเกิดของลูกสองคนแรกของเรา เซน และ ซูริ ฝาแฝดต่างเพศ เช่นเดียวกับลูกคนอื่น ๆ เราไม่ได้กำหนดฤกษ์ยาม แต่ปล่อยให้ธรรมชาติเป็นผู้กำหนด (ธรรมชาติของแพทย์ผู้ทำคลอด) แต่ต่างจากลูกคนอื่น ๆ ที่ความผิดธรรมชาติต่างหากที่กำหนดให้วันวันนี้เป็นวันเกิดของเด็กน้อยทั้งสอง และต่างจากครอบครัวอื่น ๆ ในวันเกิดพ่อไม่มีโอกาสได้อยู่เป็นพยานรู้เห็น แม่ไม่มีโอกาสได้ยินเสียงร้องแรก หรือได้เห็นเด็ก ๆ เมื่อคลอด เซนและซูริ มีกำหนดคลอดโดยประมาณในเดือนกรกฎาคม ซึ่งหมายความว่าฝาแผดเป็นกลุ่มเด็กที่มีชื่อเล่นในโรงพยาบาลว่า premie เพราะเขาทั้งสองนั้นมีเวลาอยู่ในครรภ์เพียง 31 สัปดาห์ ด้วยน้ำหนักคลอดเพียง 1400 กรัม และ 900 กรัม สำหรับเซนและซูริ ตามลำดับ ทำให้แฝดทั้งสองต้องเดินทางเข้าหน่วย NICU ในทันที แม้ว่าจะมีการฉีดยากระตุ้นล่วงหน้าไว้แล้ว แฝดทั้งสองยังไม่สามารถหายใจได้ด้วยตัวเองในวินาทีแรกที่ออกมาสู่โลกภายนอก เซนผู้เป็นพี่ชายใส่หน้ากากออกซิเจนประมาณหนึ่งวันก็สามารถหายใจเองได้ และใช้เวลาไม่นานนักในตู้ควบคุมอุณหภูมิก่อนที่จะสามารถควบคุมอุณหภูมิของร่างกายได้ และออกมาใช้ชีวิตนอกสภาวะควบคุม แต่หากยังต้องอยู่ในหน่วย NICU เช่นเดิม แต่น้องสาวซูริ ผู้มีน้ำหนักเพียง 900 กรัมนั้น ยังต้องต่อสู้กับความโหดร้ายของโลกภายนอกรกของแม่ กับอีกหลายระบบที่ยังต้องรอการพัฒนาการให้เหมาะสมกับการใช้ชีวิตบนโลกใบนี้ a5 จะว่าไปแล้วการต่อสู้ของทั้งสองเริ่มตั้งแต่วันแรกที่มีการปฏิสนธิเลยทีเดียว ทั้งสองเกิดจากกระบวนการนอกเหนือธรรมชาติที่เรียกว่า IUI ซึ่งเชื้ออสุจิที่สมบูญถูกฉีดส่งเข้าไปในมดลูกโดยตรง ในสภาวะที่รังไข่ถูกกระตุ้นเตรียมพร้อมให้ไข่ตกลงมารอไว้แล้ว ไม่กี่วันหลังจากการฉีดเชื้อก็พบการตั้งครรภ์พร้อม ๆ กับการตกเลือดเล็ก ๆ แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้หมอตัดสินใจฉีดฮอโมนกันแท้ง เรากลายเป็นผู้ปวยที่ถูกเรียกรวม ๆ กันว่า ภาวะแท้งคุกคาม ตั้งแต่วันแรก ๆ ที่แฝดทั้งสองเกิดขึ้นมา แต่เราไม่ได้กังวลอะไรมากนักเพราะสภาวะไข่ที่ถูกกระตุ้นมากเกินไปนั้น ความซับซ้อนที่เกิดจากแฝดที่มากกว่าสองคน เช่นแฝดสาม แฝดสี่นั้นน่ากลัวกว่ามาก เราเพียงคิดว่าถ้าเขาทั้งสองคนไม่พร้อมเขาก็จะไม่อยู่กับเราโดยธรรมชาติ ผ่านไปสองเดือนก็แล้วสามเดือนก็แล้ว การตกเลือดไม่มีท่าทีว่าจะหยุด เราถูก admit เข้าโรงพยาบาลหลายต่อหลายครั้ง เกิดภาวะเสียเลือดจนแม่แทบจะเอาตัวไม่รอดอยู่หลายครั้ง จนในที่สุดก็ผ่านวันเวลานั้นมาได้ด้วยคำนิยามใหม่ที่เรียกว่า Ovary rupture แฝดทั้งสองเดิบโตมาในสภาวะที่แม่กำลังดิ้นรนเพื่อจะเอาชีวิตรอด เสียเลือดจนเข้าสู่สภาวะช็อค ธรรมชาติพยายามอย่างดีที่สุดที่จะรักษาชีวิตแฝดเอาไว้ แต่ไม่วายผ่านไป 31 สัปดาห์ น้องสาวซูริ ที่เริ่มโตไม่ทันพี่ชาย ก็มีอาการไม่มีเลือดเข้าไปเลี้ยง ธรรมชาติกำลังตัดสิน แฝดที่พยายามช่วยกันอย่างสุดชีวิตที่จะยื้ออยู่ให้นานที่สุด เพราะถ้าใครคนใดคนหนึ่งยอมแพ้นั่นก็หมายถึงชีวิตของอีกคนเช่นกัน Picture 038 ชีวิตบนโลกใบนี้ของซูริค่อนข้างจะทรหดไม่แพ้กับในครรภ์ ด้วยน้ำหนักตัวที่ยังน้อย ปอดยังไม่พร้อมที่จะทำงาน ทำให้ต้องใช้ท่อช่วยหายใจ ระบบการกลืนยังไม่ทำงานจึงต้องใช้ท่อส่งอาหารลงกระเพาะ ภาพของการใส่ท่อทั้งสองในทารกขนาดประมาณฝ่ามือนั้นมันบาดตา ขนาดว่าคณะพยาบาลไม่เคยอนุญาติให้เราได้เห็นเลยแม้แต่ครั้งเดียว แน่นอนว่าดูน่ากลัวยิ่งกว่าภาพแรกที่เราได้โอกาสเข้ามาพบฝาแฝดทั้งสองในตู้อบที่เต็มไปด้วยสายระโยงระยาง เมื่อเรารู้ว่าลูกของเราทั้งสองจะไม่ได้กลับบ้านพร้อมกันกับเรา เราจึงหาที่พักใกล้โรงพยาบาลเพื่อที่จะได้อยู่กับพวกเชาทุก ๆ วัน เหมือนอย่างพ่อแม่มือใหม่คาดฝันไว้ก่อนคลอด a3 เราเฝ้ามองพัฒนาการของระบบต่าง ๆ ที่สำคัญ ของลูกทั้งสอง ขณะที่ทั้งสองดูมีพัฒนาการรวดเร็ว เซนสามารถออกจากตู้ได้แต่ซูริยังมีเรื่องของระบบการหายใจที่ดูเหมือนไม่พร้อมเสียที ซึ่งไม่ใช่ข่าวที่ดีมากนัก การใช้ท่อช่วยหายใจทำให้เกิดอาการข้างเคียงหลายอย่างตั้งแต่ระยะสั้น คือ ภาวะปอดติดเชื้อ ซึ่งทำให้มีไข้ ต้องให้ยาฆ่าเชื้อ และมีเสลดตามมา ซึ่งจะมีการไหลไปผิดที่ผิดทางจนต้องมีการดูดออก หรือผลข้างเคียงระยะยาวที่อาจจะทำให้ประสาทตาใช้งานไม่ได้ ทางแพทย์จึงมีความพยายามที่จะหยุดใช้ท่อหายใจให้เร็วที่สุดเท่าที่ทำได้ เพราะแม้ผลข้างเคียงระยะสั้นนั้นอาจจะลุกลามใหญ่โต การติดเชื้ออาจจะเข้าสู่กระแสเลือดทำให้เกิดอันตรายขึ้นได้ แต่ทุกครั้งที่มีความพยายามที่จะถอดท่อช่วยหายใจออก ซูริก็ยังไม่สามารถหายใจได้ด้วยตัวเอง เนื่องด้วยขนาดที่ค่อนข้างเล็กของซูริ อุปกรณ์ช่วยหายใจแบบที่เป็นหน้ากากครอบจมูกที่มีนั้นมีขนาดที่ใหญ่เกินไปไม่สามารถใช้กับซูริได้ต่างจากพี่เซนที่ใช้หน้ากากตัวนี้ช่วยในการฝึกหายใจวันช่วงวันสองวันแรก ซูริจึงจำเป็นต้องหายใจเองโดยไม่มีอุปกรณ์ช่วยเหลือ ซึ่งจะเกิดอาการตามมาคือ sleep apnea ที่ซูริจะลืมหายใจแล้วหลับไปเอง ต้องคอยมาสะกิดให้ตื่น อุปกรณ์เตียงแบบพิเศษที่คอยเคลื่อนไหวกระตุ้นไม่ให้เกิดอาการนี้ก็ได้พังไปหมดแล้ว อาการ sleep apnea จึงเป็นความเสี่ยงที่อันตรายมากกว่าความเสี่ยงจากการใส่ท่อช่วยหายใจ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ที่มีจำกัด และความเสี่ยงของการปลุกไม่ตื่น นำไปสู่ภาวะฉุกเฉินที่ไม่มีเจ้าหน้าที่คนไหนต้องการให้เกิดขึ้นในกะของตน ซูริจึงต้องหายใจด้วยท่อช่วยหายใจเป็นส่วนมาก ต้องผ่านประสบการการใส่ท่อหลายต่อหลายครั้ง พบกับการติดเชื้อหลายครั้ง มีความจำเป็นต้องดูดเสลดเป็นประจำ และผ่านประสบการ sleep apnea เป็นครั้งคราว สภาวะนี้กับทารกที่มีอายุไม่กี่วัน น้ำหนักตัวเพียง 900 กรัม มันหนักหนาสาหัส มากพอควร มากกว่าความกังวลแรก ๆ ที่เราเคยกังวลกับ ปากแหว่งเพดานโหว่เล็ก ๆ นิ้วมือที่พัฒนาไม่ค่อยสมบูรณ์ หรือแม้กระทั่งความผิดปกติของโครโมโซมที่เรียกกันว่า triple X Picture 040 เราอยู่กับเซนและซูริทุกวัน ตลอดเวลาที่เราตื่น จนในที่สุดเซนมีน้ำหนัก 1.8 กก. เมื่อเวลาผ่านไประมาณ 30 วัน และแพทย์ให้ออกจาก NICU เพื่อกลับบ้านได้ เซนก็จะอยู่กับเราตลอด 24 ชม. และก็มาใช้ชีวิตส่วนใหญ่ที่หน้าห้อง NICU ระหว่างที่เราเข้าไปเยี่ยมซูริ ซูริมีกำลังใจที่ดี ลืมตาขึ้นมาทักทายเราทุก ๆ ครั้ง แม้ว่าจะต้องสู้กับอาการไข้ ภาวะปอดติดเชื้อ หรือ ผ่านการดูเสมหะมาหมาด ๆ การรับอาหารก็ไม่มีปัญหาน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนเป็น 1.4 กก. จนในท้ายที่สุดคณะแพทย์มีความเห็นว่า ซูริควรที่จะหายใจเองได้แล้ว และเริ่มตั้งคำถามถึงสาเหตุว่าทำไม แล้วในเช้าวันหนึ่งคณะแพทย์จึงได้บอกกับเราว่า เขาต้องการส่องกล้องทางเดินหายใจเพื่อจะดูว่ามีอะไรผิดปกติหรือไม่ ผมเห็นดีด้วยเพราะผมเห็นความพยายามที่ไม่เป็นผลสำเร็จหลายต่อหลายครั้งในการที่จะถอดท่อช่วยหายใจ ซึ่งทำให้ต้องมีการใส่ท่อใหม่ที่สุดแสนจะทรมาน ผมเห็นความเจ็บป่วยที่เกิดจากการติดเชื้อ และการเจาะเส้นเลือดทั่วทั้งตัวรวมไปถึงบนศีรษะเพื่อที่จะให้ยาฆ่าเชื้อ ผมเองก็อยากรู้เช่นกันว่าทำไม ในวันถัดไปเราจึงนัดทำการส่องกล้อง แต่สิ่งหนึ่งที่ผมไม่เคยรู้มาก่อนเลยนั่นก็คือ ขั้นตอนนี้ต้องมีการให้ยาสลบ และการให้ยาสลบนั้นมีความเสี่ยงในตัวของมันเองอยู่ ในเช้าวันส่องกล้องแพทย์นำเอกสารที่ระบุถึงการรับรู้ถึงความเสี่ยงและแสดงความยินยอมให้ผมเซนต์ หลังจากนั้นผมจึงอุ้มซูริขึ้นมาจากตู้ ซูริหันมามองหน้าผมเช่นทุก ๆ ครั้งด้วยตากลมโต ยิ้มให้ผมที่มุมปากเล็ก ๆ ตามประสาการรับรู้ของพ่อที่มีต่อลูกน้อยที่มีอายุเพียง 49 วัน ก่อนที่ผมจะส่งให้กับคณะแพทย์ไป ส่วนผมเดินเข้าในนั่งรอในห้องพักแพทย์ภายในห้องผ่าตัด การผ่าตัดดำเนินไปได้ไม่นาน ก่อนที่ผมได้รับโทรศัพย์จากวิสัญญีแพทย์ที่เป็นรุ่นน้อง เรียกให้ผมเข้าไปด้านในห้องผ่าตัด เพื่อไปเห็นภาพซูริกำลังถูกปั้มหัวใจ แพทย์อธิบายว่าการส่องกล้องเป็นไปด้วยดี ซูริไม่มีอะไรผิดปกติที่ระบบทางเดินหายใจ แต่ซูริไม่ยอมตื่นจากยาสลบ b1 ผมไม่แน่ใจว่านี่เป็นแนวปฏิบัติหรือไม่ ที่ผมจะเป็นผู้ตัดสินใจที่จะให้แพทย์ยุติการยื้อชีวิตของลูกน้อย แต่ภาพที่เห็นแพทย์ได้อธิบายว่าในขณะนี้ การ resuscitate life สำคัญกว่าอย่างอื่น ถ้าได้ชีวิตกลับมาแล้ว อวัยวะอื่น ๆ เราค่อยซ่อมกันทีหลัง ด้วยขนาดที่เล็กของซูริ ในขณะนี้อวัยวะบริเวณทรวงอกคงจะบอบช้ำไปหมดแล้ว ผมไม่รู้ว่าแพทย์พยายามปลุกชีวิตซูริกลับมาเป็นเวลานานเท่าใด แต่เลือดที่ซึมออกมาทางปากและจมูกทุกครั้งที่มีการปั้มหัวใจน่าจะบ่งบอกว่ามันคงเป็นเวลาพอสมควรแล้ว สุดท้ายแพทย์จึงพยายามอธิบายว่ามันคงถึงเวลา เพื่อที่ในที่สุดผมจะต้องตัดสินใจว่าหยุด พยาบาลพาภรรยาที่กำลังอุ้มเซนเพื่อมารับรู้ถึงข่าวร้ายอันนี้ ภาพของภรรยาอุ้มลูกชายคนแรก เดินเข้ามายืนมองร่างไร้วิญญาณของลูกสาวคนแรก ยังติดตาผมอยู่ในทุกวันนี้ หลังจากนั้นพยาบาลย้ายร่างของซูริไปพักใน NICU ผมใช้เวลาอยู่กับซูริตลอดเวลาที่เหลืออยู่ ระห่างที่ภรรยาต้องคอยให้นมเซนเป็นพัก ๆ หลังจากนั้นทางพยาบาลก็นำร่างซูริไปเพื่อเตรียมให้ผมพากลับไปทำพิธีทางศาสนา ผมแจ้งข่าวร้ายให้กับทางบ้าน และเตรียมพิธีเผาแบบง่าย ๆ ทันทีที่ผมไปรับร่างชองซูริกลับไปวันรุ่งขึ้น อารมณ์ของพ่อที่อุ้มร่างของลูกคนแรก ออกจากโรงพยาบาล มันต่างจากอารมณ์เมื่อวานที่ยืนมองร่างอย่างสงบ และยากนักที่จะสรรหาคำอธิบาย ผมรู้ว่าเราต้องเข้มแข็ง และก้าวผ่านวันนี้ในทันที เพราะเรายังมีเซนที่ต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดอีกหนึ่งคน พ่อแม่มือใหม่กับลูก premie น้ำหนักตัวเพียง 1.8 กก. ที่เราเพิ่งเสียน้องสาวของเขาไป ผมคิดว่าภรรยาของผมทำได้ดีมาก ในช่วงนั้น พ่อของผมมาเล่าให้ฟังว่าซูริมาบอกลากับคุณปู่ของเขาก่อนวันผ่าตัด แต่พ่อไม่กล้าที่จะมาบอกผม แต่ถ้าพ่อบอกผมแล้วผมไม่เชื่อพ่อ ผมคงทำใจลำบากกว่านี้ ทุกวันนี้ผมยังคิดถึงซูริอยู่เสมอ แม้ไม่ได้พูดอะไร แต่จริง ๆ แล้วผมพูดถึงเรื่องนี้ไม่ค่อยได้ นอกจากจะถ่ายทอดออกมาเป็นตัวหนังสือเช่นนี้ สิ่งที่ผมเสียดายที่สุดคือ ผมไม่มีภาพเหตุการณ์ 49 วันเหล่านั้นของเราเลย และรู้สึกเสียใจที่สุดที่ NICU ไม่อนุญาติ ให้มีการถ่ายรูป premie ก่อนที่จะมีการสวด ผมถือโอกาสถ่ายภาพซูริไว้หนึ่งภาพ ในเวลานั้นผมมองเห็นซูรินอนยิ้มอย่างมีความสุข ผมจึงคิดว่าซูริอาจจะทำหน้าที่ช่วยเหลือเซนให้มีชีวิตรอดออกมาเพียงเท่านั้น และหน้าที่นั้นได้สิ้นสุดลงอย่างสมบูรณ์แล้ว เขาจึงลาจากไป เราเผาสิ่งของเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เราเตรียมไว้ให้ซูริ ผมเป็นคนอุ้มร่างของซูริขึ้นบันไดเมรุ และเห็นร่างซูริเป็นคนสุดท้าย ปัจจุบันรูปที่ผมถ่ายไว้ไม่ได้ดูยิ้มอย่างที่ผมเห็นในเวลานั้น แต่กลับดูซีดเซียวไร้ชีวิต ในขณะที่รูปที่แอบถ่ายใน NICU ก็ไม่เต็มตัว สิ่งที่เหลือของซูริก็มีเพียงเถ้ากระดูก ที่ในบางครั้งผมจะแบ่งออกมาเพื่อพาซูริไปเที่ยวที่ต่าง ๆ ที่เราไปกัน เราไม่มีป้ายหลุมศพอย่างที่ฝรั่งเขามี ซูริจึงเป็นเหมือนความทรงจำของผมที่คอยแบ่งให้คนอื่นรับรู้บ้างบางครั้งที่มีการถามว่าผมมีลูกกี่คน และเมื่อสี่คนคือคำตอบ

ไม่นานมานี้มีการแชร์คลิปของเด็ก premie ที่ผ่านหลาย ๆ อย่างแบบที่ซูริเคยเจอแต่ได้มีโอกาสกลับบ้านเหมือนที่เซนได้กลับ แม้ว่าในใจผมเอง ผมเข้าใจดีว่าการจากไปของซูรินั้นมีความซับซ้อน ประกอบร่วมกันหลายอย่างตั้งแต่ความผิดปกติของโครโมโซม ความผิดปกติที่มองเห็นได้ที่นิ้วมือ นิ้วเท้า รวมไปถึงการปากแหว่งเพดานโหว่ และการหายใจที่ท้ายที่สุดแล้ว ด้วยเครื่องมือที่ดีที่สุดในโลก กอรปกับบุคลากรมือหนึ่งของทางโรงพยายาบาลเข้ามาดูแล แล้ว การจากไปของซูรินั้นก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่แล้วผมก็ยังอดที่จะถามตัวเองด้วยคำถาม What if? ไม่ได้ ถ้า NICU แห่งเดียวในภาคใต้ตอนล่างมีความพร้อมของเครื่องไม้เครื่องมือมากกว่านี้ หน้ากากออกซิเจนที่เล็กพอ เตียงป้องกัน sleep apnea ถ้า ถ้า ถ้า เมื่อตั้งสติได้ นั่นเป็นการแสดงให้เห็นถึงความอ่อนแอภายในจิตใจของผม แสดงให้เห็นแผลในจิตใจที่ยังไม่ได้ถูกเยียวยา เป็นตัวอย่างคลาสสิคของผู้สูญเสียที่แสดงในขั้นตอนต่าง ๆ ของการสูญเสียนั้น ส่วนผมนั้นอยู่ในขั้นตอนที่สามของการเยียวยา หรือ Bargaining การตั้งคำถาม What If นั่นเอง  (5 stages of grief and lost : Denial & Isolation, Anger, Bargaining, Depression, Acceptance) ในที่สุดผมจึงคิดได้ว่าคำถาม what if? นั้นไม่สามารถทำให้อะไรดีขึ้นได้ การเยียวยาจิตใจผมยังไม่ได้เกิดขึ้น ผมจำเป็นต้องทำอะไรบางอย่างที่จะยอมรับในการจากไป ยอมรับความจริงในสิ่งที่เกิดขึ้น (Acceptance) ในวันนี้ผมจึงถือโอกาสจัดตั้งกองทุนเพื่อซูริ เพื่อบริจาคเงิน และจัดหาเงิน มอบให้กับหน่วย NICU นำไปจัดหาอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็น ที่จะเพิ่มโอกาสที่จะช่วยให้ซูริได้กลับบ้าน เพื่อที่จะลดเหตุการณ์ดังเช่นที่ผมเล่ามาข้างต้น ป้องกันการตั้งคำถาม what if? ที่จะเกิดขึ้นกับครอบครัวอื่น ๆ ดังเช่นกับตัวผม ในขณะที่จะช่วยทำให้ผมมีช่องทางที่จะเยียวยาแผลในหัวใจของผมและครอบครัว ในทางที่สร้างสรรค์และเป็นประโยชน์ โดยวางแผนเป็นขั้นตอนเป็นดังนี้

  1. จัดตั้งกองทุนเพื่อซูริ ด้วยเงินทุนจัดตั้งขั้นต่ำ 100,000 บาท ด้วยทรัพย์ส่วนตัวและผู้ร่วมจัดตั้งบริจาค (*สำเร็จในวันที่ 24 เมย. และเปิดบัญชีวันที่ 27 พค. 54)
  2. สร้างระบบเพื่อนำส่วนแบ่งรายได้จากการขายสินค้าในกลุ่มเด็ก ของผลิตภัณฑ์ยางพาราออริจินัล เข้ากองทุนเป็นรายปี หรือรายครึ่งปี
  3. Fund raise เพื่อหาเงินเข้ากองทุน : กำเนิด Ironman Langawi For Zuri และ Run4ManyReason

เป้าหมายที่ผมต้องการคือ ความทรงจำที่มีค่ายิ่งกว่าป้ายหลุมศพใด ๆ และถ้ากองทุนนี้ได้มีโอกาสได้ช่วยให้ซูริของครอบครัวไหนได้กลับบ้าน เพียงหนึ่งครอบครัว ผมคงนอนตายหลับตาพริ้มอย่างที่ผมเห็นบนใบหน้าของซูริในวันนั้น วันที่กล้องถ่ายภาพไม่สามารถที่จะเก็บภาพนั้นที่ผมเห็นเอาไว้ได้ โครงการนี้ถือว่าเป็นโปรเจคของชีวิตของผมได้เลยทีเดียว คงจะไม่เบื่อกันนะครับ ถ้าผมจะต้องพูดถึงโปรเจคนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า

บันทึกความเคลื่อนไหวกองทุน (ยอดบริจาครวม 807,700 บาท)

1. ณ วันที่ 29 เมย. 2557 เราได้จัดตั้งกองทุนกับ รพ.สงขลานครินทร์ แล้วด้วยยอดบริจาคเริ่มต้น 100,000 บาทครับ 10261655_847589365258150_246523444_n 2. ณ วันนี้ 27 พค. 2557 ผมได้เปิดบัญชีเพื่อใช้ในการร่วมสมทบทุนกับเราไว้แล้วครับ โดยมีเงินเปิดบัญชี 19,500 บาท ที่เหลือมาจากยอดบริจาคของกลุ่มผู้ก่อตั้งกองทุนรวม 119,500 บาท สำหรับท่านใดที่ต้องการร่วมกับโครงการ เป็นบัญชี ธ.กรุงเทพ สาขามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 641-0-15829-6 ท่านใดที่มีจิตศรัทธาบริจาคเข้ามากรุณาแจ้งผมที่ email : nattapong@patexfoam.com หรือ ผ่านทาง www.facebook.com/arm1972 หรือจะแจ้งไว้ที่ตรงนี้ก็ได้ครับ บัญชีชื่อ ณัฐพงศ์ นิธิอุทัย ครับ Screen Shot 2014-05-28 at 9.47.52 PM 3. วันที่ 24 มิย. ถอนเงินจากบัญชีมาบริจาคเพิ่มเติม 20,000 บาทครับ มีผู้สมทบทุนมาเพิ่ม 1000 บาท IMG_1478 4. วันที่ 2 กย. บริจาคเพิ่มเติม 70,000 บาทครับ เงินบริจาคส่วนใหญ่มาจากกิจกรรมของผู้ใจดีครับ ไม่ว่าจะเป็น Icebucket Challenge กลุ่มล้อเล็ก Run 4 Any Reason 10622110_930189586998127_1082791963_n 5. วันที่ 14 ตค. กิจกรรม Ironman Langkawi #ForZuri สร้างยอดบริจาค ร่วมกับ กลุ่มหน้าขาวใจบุญ รวม 50,000 บาท 10721453_955648841118868_158896773_n 6. วันที่ 11 พย. ศิษย์เก่าคณะพยาบาลศาสตร์ มอ. รุ่นที่ 25 ได้จัดโครงการ White Face for Zuri by Nurse PSU และนำเงินไปบริจาคสมทบกองทุนเพื่อซูริเข้าไปอีก 16,000 บาท 10411835_974646775882429_3307617521517547914_n 7. วันที่ 18 พย. นำเงินบริจาค 30,000 บาท เงินส่วนใหญ่ได้มาจากการจัดกิจกรรมของกลุ่ม Run4ManyReasons ที่จุดประกายโดยพี่ กล้วยหอมเรื่องวิ่งเรื่องกล้วย

544936_977142178969534_3920492154396124681_n

8. 18 มีนาคม 2558 วันนี้นำเงินเข้าไปบริจาคเพิ่ม 164,000 บาท ส่วนหนึ่งมาจากกิจกรรม 4 สัปดาห์มหาโหดของผม และการแข่งขันไตรกีฬาครั้งแรกของเซน และการร่วมบริจาคผ้าบัฟ และเงินของคุณติก๋วยเตี๋ยวเป็ด การประมูลของพี่ป๊อกครับ

11073052_1066611950022556_2280941016297540054_n

9. วันที่ 28 เมษายน 2558 ครบรอบหนึ่งปีของการก่อตั้งกองทุน “เพื่อซูริ” บริจาคเงินเข้าอีก 35,500 บาท ส่วนใหญ่มาจากการปั่น กรุงเทพฯ-หาดใหญ่ของผม และผู้ใจบุญที่เริ่มทยอยบริจาคเข้ามาแบบไม่แจ้ง

IMG_0471

10. 28 สิงหาคม 2558 ระหว่างที่น้องฮารุรักษาแผลน้ำร้อนลวกที่โรงพยาบาล เราก็พาน้อง ๆ มาผ่อนคลายด้วยการบริจาคเพิ่มอีก 80,000 บาทครับ มีกลุ่มนักวิ่งจากงานวิ่ง 12 สิงหา ส่วนแบ่งรายได้จากการขายสินค้า Original For Zuri และอื่น ๆ

11889640_1643384165931943_4721556322390368218_n

11. 8 ธันวาคม 2558 นำเงินบริจาคจากกลุ่มน้องเตย จากการวิ่ง TNF100 ปี 2015 จำนวน 122,200 บาท เข้ามอบแก่มูลนิธิครับ ต้องขอบคุณน้องเตยและเพื่อน ๆ ครับ

12366410_10156519217990314_5111343570593042137_n

12. 15 ตุลาคม 2559 นำเงินบริจาค 120,000 บาท เป็นเงินจากการจำหน่ายสินค้าเด็กแบรนด์ออริจินัล สินค้า JonJon เงินจากการขายเสื้อเชียร์ V40 เงินจากกล่องบริจาค เงินจากการทำกิจกรรมของ Banana Run และพี่ป๊อก เทพอัลตรา เงินจากการจัดปั่นออแดกซ์ปัตตานี 200, 300 กม. รวมไปถึงการจัดกิจกรรมของ โคชตั๊ว Elite Multisport Training

84006659_213452009839906_5974780171410997248_n

13. 28 ธันวาคม 2560 นำเงินบริจาค 100,000 บาท เป็นเงินส่วนใหญ่จากการจัดออแดกซ์ 3 ครั้ง และมีหมอแอมที่บังเอิญเจอกันที่ธนาคารตอนนำเงินออกมาบริจาค ก็ร่วมสมทบทุนมาด้วย 1000 บาท ยอดรวมในบัญชี มีเศษ 22 บาทเพิ่มขึ้นมาไม่แน่ใจว่ามีใครช่วยบริจาค หรือ เป็นการปรับดอกเบี้ยให้กองทุนผมไม่แน่ใจครับ

86435906_206324170492927_2254785034999300096_n

14. 14 ธันวาคม 2561 นำเงินบริจาค 70,000 บาท เงินบางส่วนมาจากการจัดออแดกซ์ 30,000 บาท อีก 30,000 บาท เป็นการบริจาคการยอดขายออริจินัล และที่เหลือเป็นเงินจากเพื่อน ๆ ที่บริจาคเข้ากันมาหลาย ๆ ปีรวม ๆ กัน ยกยอดออกมาบริจาคในรอบนี้ครับ

84625687_200979361089122_4296165480206434304_n

15. ในปี 2562 ไม่ได้มีเงินไปบริจาคนะครับ เนื่องจากยอดเงินในบัญชีมีไม่มากนัก งานออแดกซ์มีคนน้อย รวม ๆ ทั้งปี ไม่กี่หมื่นบาท ค่อยยกยอดรวมไปในปี 2563 ต่อไป ปัจจุบันมียอดเงินในกองทุน 977,722 บาทแล้วครับ