Yakushima Trail & Beach Run : วิ่งตามฝันมิยาซากิ

ถ้าหากการวิ่งเทรลหมายถึง elevation, view และ ปาร์ตี้ของกินทีจุดให้น้ำ แล้วละก็ รายการนี้คือการวิ่งเทรลที่ผมชอบมากๆ แม้ว่าระยะทางรวมสั้นๆเพียง 38 กม. มีความสูงที่ต้องไต่ 1800 เมตรที่อัดอยู่ในช่วง 9 กม. ชันที่สุดคือ 1000 เมตรในระยะประมาณ 3 กม. กับวิวป่าโบราณที่อยู่ในพื้นที่ข้างเคียงกับมรดกโลกทางธรรมชาติของยูเนสโกแห่งแรกของญี่ปุ่น ความมหัศจรรย์ของป่าที่เปลี่ยนจากป่าสนค่อยๆเปลี่ยนไปเป็นป่าไม้ซีดาร์เมื่อมีความสูงระดับเกิน 800 เมตรซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะแห่งเดียวในโลกที่ทำให้ถูกบันทึกเป็นมรดกโลก อาหารที่จุดพักมีทั้งปลาย่าง ข้าวปั้นแบบต่างๆ พร้อมทั้งขนมหวานขึ้นชื่อของเมือง รวมทั้งดังโงะสุดแสนอร่อย น้ำ เกลือแร่ น้ำชาล้างปากมีให้เพียบพร้อม สำหรับผมเพียงเท่านี้รายการเทรลแห่งนี้ก็ประทับกลางดวงใจกร้านๆของผมได้แล้ว

ผมรู้จักรายการนี้จากการแนะนำของลูกศิษที่กำลังทำ post-doc อยู่ที่ญี่ปุ่น ในระหว่างที่ผมกำลังสนใจจะเข้าร่วมวิ่ง slow marathon ในบริเวณใกล้ๆกับโตเกียว แต่ขั้นตอนการขอวีซ่าเป็นไปด้วยความยากลำบากเพราะเป็นโซนที่ครอบครัวเราไปเที่ยวกันมาเมื่อเกือบสองปีที่ผ่านมา ข้อมูลที่มีไม่ได้ช่วยอะไรผมมากนัก ผมรู้ว่าผู้จัดจากคันไซมาจัดที่นี่เป็นครั้งที่สอง เป็นงานเล็กๆ ที่รับจำกัดเพียง 200-250 คน ไม่มีข้อมูลใดๆที่เป็นภาษาอังกฤษเพราะไม่ได้เจตนาให้มีกระเหรี่ยงอย่างผมไปร่วมด้วย สิ่งเดียวที่ผมรับรู้คือสถานที่จัดเป็นเกาะทางใต้ของคิวชูที่ซึ่งมีป่าโบราณที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับมิยาซากิในการสร้างเรื่องราวคลาสสิคอย่าง Princess Mononoke ทันทีที่ผมค้นหาภาพเกี่ยวกับป่าโบราณที่ว่านี้ ผมก็รู้ตัวทันทีว่าผมพลาดงานนี้ไม่ได้ ป่าและวิ่งเทรลเป็นเหตุผลมากเพียงพอที่ทำให้ผมตัดสินใจตอบตกลงร่วมลงทะเบียนภายในเวลาไม่เกินสองชั่วโมง ผมนำเรื่องราวไปชักชวนเพื่อนๆ หลายครั้งหลายคราว มีไม่กี่คนทำท่าสนใจแต่สุดท้ายไม่มีใครร่วมเดินทางมากับผม อาจจะเป็นเพราะกลุ่มเรายังมีความสนใจในการวิ่งเทรลค่อนข้างน้อย ส่วนใหญ่จะเน้นไปทางปั่นจักรยานออแดกซ์และไตรกีฬา

บนเกาะที่ห่างไกลจากศูนย์กลางของญี่ปุ่นค่อนข้างมากลูกศิษย์ของผมก็ไม่สามารถชักชวนใครมาร่วมได้ เนื่องจากการเดินทางที่ยาวไกล ค่าใช้จ่ายสูง ผมเองต้องเดินทางมาพักที่ฟูกูโอกะก่อนที่จะกระโดดขึ้นชินคันเซนเที่ยวแรก 6 โมงเช้ามาลงที่เมืองคากูชิมะตอน 8 โมงแล้วกระโจนขึ้นแทกซี่ไปขึ้นเรือให้ทัน 8 โมงครึ่ง เรือลำใหญ่ใช้เวลาอีก 4 ชั่วโมงเศษกว่าจะพาเรามาถึงตัวเกาะ ทั้งเรือลำมหึมามีผู้โดยสารไม่น่าจะเกิน 20 คน มีชาวต่างชาติเพียงเราครอบครัวเดียวเริ่มรับประกันบรรยากาศอย่างที่ผมต้องการได้ เมื่อมาพบกับตารางรถบัสที่เดินบนถนนหลักเพียงชั่วโมงละคันเราจึงมั่นใจว่าทริปนี้สนุกแน่ ๆ และเป็นสาเหตุที่ผมเข้าร่วมบรีฟไม่ได้ในช่วงเย็นก่อนหน้า ร่วมกับคณะชาวญี่ปุ่นที่ส่วนใหญ่ซื้อรายการเป็นทัวร์มาจากพื้นที่คันไซ

ในคืนก่อนแข่งมีพายุหนัก จนเรือเฟอร์รี่ยกเลิกการเดินทาง ส่งผลให้รถเมล์เที่ยวแรก 6 โมงเช้ายกเลิก ด้วยความโชคดีที่เราออกมาเจอกับแทกซี่ที่คงจะเพิ่งกลับมาจากการส่งผู้โดยสารที่คาดว่าคงผิดหวังกับรถเมล์เที่ยวเช้าเหมือนเรา ไม่เช่นนั้นผมเองก็ไม่รู้ว่าจะเดินทางไปจุดนัดพบเพื่อขึ้นรถบัสที่ผู้จัดจะพาเราไปยังจุดเริ่มต้นได้อย่างไร นี่เป็นการวิ่งเทรลครั้งที่สามของผมจากสองครั้งแรกในรายการ TNF100 ที่ระยะ 25k 50k ตามลำดับ ผมบาดเจ็บค่อนข้างสาหัสมาจาก 50k ทำให้ผมต้องชะลอการวิ่งมาร่วมปีและไม่กล้าร่วมวิ่งเทรลอีกเลย แต่ในปีนี้ผมพยายามฟื้นฟูสภาพร่างกายของผมด้วยการวิ่งเท้าเปล่าและด้วยการซ้อมช้า แต่ว่าโปรแกรมเพิ่งเริ่มมาได้ไม่กี่สัปดาห์ ตารางวิ่งยาวเพิ่งเข้ามาที่ระยะ 16k ผมจึงตัดสินใจ train through ไม่มีการ taper สำหรับรายการนี้ ผมวางแผนที่จะวิ่งช้าๆ ให้มี HR ไม่เกิน 160 สิ่งที่ผมกลัวที่สุดคืออากาศเย็นเพราะผมห่างหายไปนานจากจนไม่รู้ว่าต้องแต่งตัวอย่างไร อีกทั้งผมไม่มีกางเกงวิ่งขายาวและถุงมือแต่ด้วยความขลุกขลักแผนที่จะมาหาซื้อที่ฟูกูโอกะไม่เป็นไปดังหวัง มาเห็นสภาพเกาะและการเดินทางผมจึงขอยืมถุงน่องและถุงมือของภรรยามาใช้ในการแข่งขัน ส่วนท่อนบนผมจัด layering ตามแผนที่จะใช้ในการปั่น PBP1200 ที่ฝรั่งเศสเพื่อทดสอบไปในตัว ผมไม่มีรองเท้าวิ่งเทรล ส่วนรองเท้าวิ่งที่มีคู่เดียวคือนิวตันที่มีพื้นรองเท้าที่ออกไปทางสกีเสียมากกว่าออกแบบมาเพื่อจับยึด แต่สิ่งหนึ่งที่ผมเตรียมมาเพื่องานนี้โดยเฉพาะนั่นคือไม้เท้าคาร์บอนที่อยากได้มาตั้งแต่ตอนที่ต้องหากิ่งไม้ประคองตัวเองมาจาก TNF100 ด้วยข้อจำกัดทั้งหมดนี้ ผมตั้งเป้าไว้ที่ 8 ชม. ตาม cut off time ที่เขากำหนดไว้พอดี

ระหว่างนั่งรถบัสก็ได้คุยกับผู้เข้าร่วมแข่งขันเล็กน้อย ผมเจอกับสาว ไอรอนแมนสองคนจากโตเกียวที่ทักผมเรื่องรองเท้านิวตันที่มีแต่นักไตรกีฬาเท่านั้นที่รู้จัก เจอกับคนอิสราเอลที่ทำงานในโตเกียว และคู่หูคนหนึ่งเป็นลูกครึ่งคานาดาญี่ปุ่นและอีกคนเป็นคนเกาหลีที่เรียนที่อเมริกา มีแค่เท่านี้ที่พูดภาษาอังกฤษกับเราได้ ไม่รวมผู้จัดอีกหนึ่งคนที่ใช้ภาษาได้ กลุ่มคนเหล่านี้เข้ามาทักผมในทันทีที่เห็นเพราะในช่วงบรีฟมีการประกาศว่ามีคนไทยเข้าร่วม 2 คน จากผู้เข้าแข่งขันทั้งหมดประมาณ 50 กว่าคน เขาเล่าเรื่องบรีฟให้ผมฟังเล็กน้อย บอกว่ามีจุด checkpoint ที่ยอดเขาสองจุด มี food station 4 จุด จุดสุดท้ายจะมีเพียงน้ำไม่มีอาหาร จะไม่จุด cut off หนึ่งจุดที่ระยะ 22 กม. ตอนบ่ายสองโมง เริ่มปล่อยตัว 8 โมงเช้า จากสภาพฝนตกเมื่อคืนผมจึงคาดว่าทางคงเปียกและลื่นมาก เป็นไปดังคาดผู้จัดตรงเข้ามาหาลูกศิษย์ผมด้วยความเป็นห่วงเตือนเรื่องทางที่ลื่นมาก และบอกข่าวร้ายเราว่า cut off จะเลื่อนเป็นบ่ายสองและปล่อยตัวเลื่อนเป็น แปดโปงครึ่ง

IMG_1966

ในการเปิดงานมีหลานคนน่าจะเป็นตัวแทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมากล่าวสั้นๆ เหมือนเป็นการต้อนรับและอวยพร มีนักวิ่งเทรลอาชีพที่เป็นคนจัดเส้นทางมานำยืดเหยียด แล้วก็ถึงเวลาปล่อยตัว ผู้จัดมีเจ้าหน้าที่วิ่งไปกับเราสองกลุ่มคือนักวิ่งอาชีพที่วิ่งไปพร้อมๆกับกลุ่มใหญ่ ส่วนอีกกลุ่มจะวิ่งปิดท้าย ผมเข้าไปแนะนำตัวเล็กน้อยเพราะคาดว่าคงต้องเจอกันเรื่อยๆ จุดสตาร์ทเป็นโรงเรียนที่ตั้งอยู่บนเชิงเขาเมื่อเลี้ยวออกมาจากโรงเรียนก็มีแต่ทางลาดขึ้นนวดขาเราไปเรื่อย ๆ ผ่านหมู่บ้านเล็กๆแต่มีความเป็นญี่ปุ่นที่ใครๆร่ำลือ ปู่ย่าตายายลูกเด็กเล็กแดงออกมายืนหน้าบ้านคอบปรบมือให้กับนักกีฬาที่วิ่งผ่าน วิ่งไปคำนับไปไม่หยุด ไม่ทันจะสองกิโลดีเราก็หลงเป็นจุดที่ทำให้ผมหลุดจากกลุ่มนำกลายเป็นรั้งท้ายในทันที แม้ว่าจะหลงไปไม่ไกลนักแต่ทางเลี้ยวที่เราพลาดมันเป็นทางเลี้ยวเข้าป่าปีนเขาสี่ขาที่ต้องเดินแถวเรียงเดี่ยวขึ้นไปเท่านั้น ผมไม่แน่ใจว่าความชันมันโหดหรือไม่อย่างไรแต่ฝนทำให้ลื่น รองเท้าไม่ช่วยเกาะ สี่ขาเป็นเรื่องจำเป็น ไต่ขึ้นมาได้สักพักน่องผมก็เริ่มปูดตามภาษานักปีนเขาเรียกว่า pumping ผมจึงพยายามชะลอเล็กน้อยกลัวตะคริวถามหา ผมคิดกับตัวเองเล็ก ๆ ผู้จัดบอกไว้ว่าเริ่มปล่อยตัวไปจะมีเนินเล็กๆมาต้อนรับเรา และนี่คือเนินเล็กของเขาผมเดาไม่ถูกว่าเนินใหญ่จะเป็นอย่างไร ตลอดเส้นทางปีนขึ้นไปไม่มีใครแซงใครให้เห็นแต่อาจจะเป็นเพราะผมรั้งท้ายมีนักวิ่งปิดท้ายให้เห็นอยู่ไม่ไกล แต่ทันทีที่ถึงจุด check point ก็เข้าใจว่าทำไมเขาถึงพามาที่นี่ ทุกคนที่ผ่านจุด check point แล้วต่อคิวกันขึ้นไปยังแท่นชมวิวขนาดประมาณ 2×2 เมตร วิว 380 องศา มองเห็นหาดหินกับคลื่นทะเลเกรี้ยวกราด เสียงตะโกนสุโค่ยได้ยินไม่ขาดระยะ ผมยืนมองวิวหนาวสั่นระริกจนนักวิ่งคนสุดท้ายเข้ามาแล้วจึงถือโอกาสไปต่อไป

IMG_1973

ช่วงที่ลงจากจุดชมวิวเป็นเทรลในป่าที่น่าจะพอแซงกันได้บ้างแต่ด้วยที่ระยะทางไกลถึง 38 กม. และผู้แข่งขันเพียง 50 คนเราจึงไม่ได้แซงใครและก็ไม่มีใครแซงผมเท่าไรนัก เส้นทางเป็นกึ่งโคลนลื่นๆ ผมไม่กล้าทำความเร็วเท่าไร เมื่อออกจากป่าก็เป็นถนนราดยางอย่างดีลัดเลี้ยวไปตามเชิงเขาเป็นถนนเลนเดียวรถสวนทางไม่ได้ วิวข้างสวยงามทิวสนสูงชะลูด สลับกับสวนส้ม ผลไม้ประจำถิ่น ผู้จัดนำเราลัดเลาะลงเขาแล้วเข้าไปวิ่งบนชายหาดที่เป็นแหล่งวางไข่ของเต่าทะเล ในฤดูที่ไม่มีใครมาเยี่ยมเยือน ขยะทะเลมีให้เห็นเกลื่อนหาด ผมจึงหายสงสัยว่าทำไมเขาจึงบอกให้นักวิ่งแต่ละคนช่วยกันเก็บขยะคนละชิ้นสองชิ้นมาให้ที่จุดให้น้ำแรกของการแข่งขันที่ปลายชายหาดนั่นเอง หลังจากชายหาดก็เป็นจุดให้น้ำจุดแรกที่เพียบพร้อม น้ำเปล่า เกลือแร่ และน้ำชา อาหารก็มีปลาย่าง ข้าวปั้นสองรูปแบบ ขนมหวานสามชนิด ผมทดลองทุกอย่าง อัดข้าวปั้นไปสองก้อน ดังโงะยอดอร่อยไปสองชิ้น เกลือแร่สามแก้ว แล้วก็คว้าเค้กก้อนเล็ก ๆ ในห่อพร้อมกับ bar ใส่กระเป๋าเก็บไว้ หลังจากนั้นเก็บภาพกันเล็กน้อยก็วิ่งออกไป จากจุดพักแรกก็เป็นเส้นทางขึ้นเขาตลอดทาง เนิบ ๆ เนียน ๆ ไม่ชันมากนัก แต่ก็ชัน ที่แย่ที่สุดคือ มันไม่เหมือนจะมีการสิ้นสุด มีแต่ความชันที่ค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ พร้อมกับอากาศที่เย็นลงเรื่อย ๆ

เมื่อวิ่งมาได้สักระยะผมจึงตัดสินใจเดิน เส้นทางค่อนข้างชันเพียงพอที่จะเรียกร้องให้หัวใจเต้นสูงเกินเป้าหมายและยาวนานเหมือนไม่มีวันสิ้นสุด ผมเปลี่ยนจากวิ่งเป็นเดินจ้ำขึ้นเขาไปยาวนานมากวิวค่อยๆเปลี่ยนไปจากทิวสน ไปเป็นยอดสน เราเริ่มเห็นต้นไม้เปลี่ยนไปเป็นซีดาร์ อุณหภูมิเปลี่ยนจาก 15 ลดลงเหลือต่ำกว่า 10 เพราะเราอยู่บนพื้นที่สูง 1000 เมตรจากระดับน้ำทะเล หมอกหนาขึ้นเรื่อยๆจนในที่สุดวิสัยทัศน์ลดเหลือประมาณ 5 เมตร จนผมเริ่มรู้สึกว่าผมกำลังอยู่ชายขอบของสวรรค์ 500 เมตรใน 6 กม. ผมแทบไม่ได้วิ่งเลย หลอกตัวเองว่าเดินชมวิวบ้าง อ้างว่ารักษา HR บ้าง แต่เมื่อสุดขอบสวรรค์เราก็มาเจอนรกรออยู่เบื้องหน้า

IMG_1952

ระยะ 22 กม. เป็นจุกแยกระหว่าง 32 กับ 38 กม. โดย 38 กม. จะถูกส่งไปปีนเขาลูกนึงสูงประมาณ 600 เมตรที่ระยะ 3 กม. เมื่อผมมาถึงที่จุด cut off นี้ก็พบกับผู้จัด เขาบอกกับผมว่าสภาพอากาศด้านบนเลวร้ายมาก เขาตัดสินใจเปลี่ยน cut off time จากบ่ายสองไปเป็นเที่ยงครึ่งและผมเข้าถึงก่อนเวลานิดหน่อย เขาจะให้ผมขึ้นไปเป็นคนสุดท้าย ด้วยความงงงวยกับการสื่อสาร ผมจึงใช้เวลานั่งกินอาหารที่จุดรอเผื่อจะมีใครเข้ามาหลังผมแล้วทางผู้จัดคงให้ออกไปได้พร้อมกัน ซึ่งเป็นไปเช่นนั้นจริงๆ ผมนั่งพักใหญ่ แอ่นเข้าพงหญ้าเล็กน้อยแล้วเริ่มปีนขึ้นไปก็มีกลุ่มสุดท้ายตามขึ้นมา ตลอดสามกิโลที่ขึ้นไปนั้นเรียกได้ว่าไม่สามารถวิ่งหรือเดินได้เลย ต้องปีนอย่างเดียวเท่านั้น มีหลายช่วงมากๆ ที่ต้องพึ่งไม้เท้าทั้งสองจิ้มเป็นจุดยึด มีหลายครั้งที่ต้องใช้มือโหนต้นไม้ตะเกียกตะกายดึงตัวเองขึ้นไปไม่ต่างจากการปีนหน้าผา ในใจผมนึกคำเดียวของภรรยาคือห้ามเจ็บ เพราะเราต้องอยู่เที่ยวกันต่ออีกหลายวัน ผมเริ่มเห็นประโยชน์หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าข้ออ้างดีๆที่จะซื้อรองเท้าสำหรับเทรลโดยเฉพาะ ถุงน่องของภรรยาทำหน้าที่ได้ดี ผมไม่หนาวเกินไปในขณะที่ระบายอากาศและแห้งเร็วไม่ต่างจากกางเกงวิ่งชั้นนำ แถมคือไซส์ภรรยายังทำหน้าที่เป็น compression ไปในตัว แต่ถุงมือเริ่มส่งสัณญาณไม่ดี ถุงมือไหมพรมแบบสตรีกัน wind shield ได้พอควรแต่เมื่อต้องใช้มือตลอดเวลาก็เริ่มเปียก นิ้วมือผมเริ่มเย็นแล้วเปลี่ยนเป็นชา ระหว่างที่เราปีนขึ้นไปก็มีคนสวนลงกลับมาเรื่อยๆ ผมปีนเร็วกว่าหลายๆคน ในกลุ่มท้ายๆ ผมจึงเริ่มทิ้งห่างลูกศิษย์ที่มาด้วยกันตลอดทางจนในที่สุดผมตามชาวเกาหลีที่พบในรถบัสได้ทัน ชาวเกาหลีตะโกนถามคนที่สวนลงมาเป็นระยะ แต่มีสาวคนหนึ่งให้คำตอบที่ผมกังวลเป็นอย่างมาก เธอบอกกับเราว่านี่ยังไม่ถึงครึ่งทาง เธอขึ้นไปแล้วแต่ไปได้ไม่ถึงจุดเชคพอยท์เพราะอากาศมันหนาวเกินไปจึงเปลี่ยนใจลงกลับมา ผมเริ่มกังวลนิ้วผมชาจนไม่มีความรู้สึก ร่างกายหนาวเหน็บเพราะเราได้แต่ปีนไม่สามารถทำความเร็วเพื่ออบอุ่นร่างกายได้เลย ผมเริ่มก่นด่าตัวเองเรื่องความไม่พร้อม เครื่องแต่งกายท่อนบ่นเริ่มเอาไม่อยู่เมื่อไต่ระดับสูงขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากมีฝนปรอยและลมกรรโชกแรงเป็นระยะๆ ผมเริ่มแซงหลายคนเพราะใจต้องการเคลื่อนตัวเร็วๆ จนท้ายที่สุดก็ขึ้นถึงจุดสูงสุดที่หนาวยะเยือก ลมแรงมากจนเข้าใจว่าทำไมจึงต้องเปลี่ยน cut off time เพราะเจ้าหน้าที่ด้านบนคงไม่สามารถทนได้นานกว่านี้อีกนานนัก ผมพยายามมองหาวิวแต่ด้วยความหนาวเหน็บจึงไม่สามารถชื่นชมอะไรมากนัก แต่ก็นานพอที่ลูกศิษย์ผมจะตามขึ้นมาทัน หลังจากนั้นเราจึงลงไปพร้อมกัน

IMG_1970

ขาลงย่ำแย่กว่าขาขึ้นหลายเท่านัก เส้นทางลื่นมาก กิ่งไม้ก้อนหินให้ยึดเหนี่ยวมีน้อย ชีวิตผมฝากไว้กับไม้เท้าคาร์บอน ผมเริ่มทิ้งห่างคนอื่นๆ อีกครั้ง. เริ่มแซงคนอื่นอีกครั้งอย่างสะบักสะบอม สิ่งหนึ่งที่ผมได้เรียนรู้จากเทรลนี้คือ don’t fight the fall ผมพยายามคิดอย่างเดียวว่าจะลื่นอย่างไรจะล้มอย่างไร แล้วปล่อยให้ตัวเองลื่นและล้มตามที่มันจะเกิด และดูเหมือนจะเกิดขึ้นทุกๆ 4-5 เมตร ผมเริ่มสนุกกับมัน ไม้เท้าคาร์บอน รองเท้านิวตัน ผมกำลังเล่นสกีบกอย่างเมามันส์ ขาลงสามกิโลผ่านไปอย่างรวดเร็ว อุณหภูมิก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นกัน เมื่อถึงจุดเชคพอยท์ด้านล่างผมจึงนั่งรอลูกศิษย์ผมอีกครั้งซึ่งไม่นานนักก็ตามลงมาสมทบด้วยหน้าตายิ้มแย้ม คิดว่าคงสนุกไม่แพ้กัน หลังจากนั้นเราก็วิ่งออกไปพร้อมกัน

IMG_1975

เส้นทางลงเขาประมาณ 5 กม. เป็นทางหินก้อนใหญ่ที่วิ่งยากมาก ปวดระบมฝ่าเท้า ไม่อยากจะคิดถ้าหาดใช้ VFF จะเป็นเช่นไร ผมได้รู้ว่าวิ่งลงยาวๆ หลายๆ กิโลโดยไม่มีทางราบเข้ามาแทรกเลยสักนิดก็ไม่ใช่หมูๆ ต้องเกร็งกล้ามเนื้อในบางจุดที่ไม่ค่อยได้ใช้งานเป็นเวลานานๆ ช่วงนั้น GPS ผมเริ่มมีปัญหาจับความเร็วได้ช้าผิดปกติ ระยะขึ้นน้อยผมเริ่มไม่มั่นใจความเร็วที่เราใช้เพราะบอกเพซ 8 ตลอดเวลาขณะที่ผมรู้สึกว่าเร็วกว่านั้นมาก วิวเริ่มเปลี่ยนจากซีดาร์ไปเป็นทิวสนแบ้วเราก็พบกับจุดให้น้ำจุดสุดท้าย 33 กม. นาฬิกาผมทำระยะทางหายไป 3 กม. ผมขนลูกอมใส่เสื้อกะเอาไปฝากลูกๆ ยืนกินน้ำอีกสักพักดูอาการลูกศิษย์รอจนได้ที่ก่อนที่จะวิ่งออกไป 5 กม. สุดท้าย

IMG_1944

เป้าหมายผมในช่วงสุดท้ายคือ HR 150 และไม่หยุดเดิน ซึ่งแปลงมาเป็นเพซได้ประมาณ 6:30 ผมคอยเงี่ยหูฟังเสียงลมหายใจลูกศิษย์นิดๆ ถ้าหอบมากไปก็ผ่อนลงหน่อย เราเริ่มได้ยินเสียงคลื่นซึ่งบ่งบอกถึงเส้นชัยที่ใกล้เข้ามา ผมเริ่มนับถอยหลังดังๆ ทีละกิโลที่เราทำได้ จากที่สามารถวิ่งคุยกันไปได้เริ่มเป็นผมพูดฝ่ายเดียว ดูท่าจะยืดออกไปได้อีกไม่นาน เข้าโค้งสุดท้ายผ่านเข้าหมู่บ้านเล็กๆ เริ่มมีเสียงปรบมือประปราย ผู้จัดให้เราวิ่งวนไปมาเล็กน้อยในช่วงกิโลเมตรสุดท้าย ลูกศิษย์ผมเริ่มออกอาการมาตั้งแต่สองกิโลก่อนหน้า ผมเลือกที่จะไม่ถาม ไม่ทิ้ง เร่งความเร็วแบบดึงๆ เพื่อดึงหยดสุดท้ายออกมาจากคู่หูวิ่งประจำวัน เมื่อเส้นชัยวนมาอยู่ตรงหน้า แม้ว่าลูกศิษย์จะให้ผมเข้าไปก่อนแต่ผมก็บอกให้เราเข้าพร้อมกัน สุดท้ายผู้จัดก็ให้ประกาศนียบัตรลงเวลาเดียวกันที่ 7 ชม. 35 นาที 14 วินาที

IMG_1976

อาหารที่รอเราที่เส้นชัยอุดมสมบูรณ์ ป้าๆกุลีกุจอมาเสริฟให้ถึงจุดพัก อาหารหลักทอดมันปลา ซุปมิโซ ขนมต่างๆ โดยเฉพาะดังโงะที่กลายเป็นของชอบของผมไปแล้ว ผมกินเท่าที่จะพอกินได้ ไม่ทันไรผู้จัดก็เก็บป้ายระยะทางลงมาจนหมด คนสุดท้ายวิ่งเข้าเส้นชัย นักวิ่งกลุ่มใหญ่เดินทางไปกับรถบัสก่อนหน้าสักครู่ใหญ่ ผู้จัดหารถตู้มาขนผู้รั้งท้ายสิบกว่าคนแนกย้ายสู่โรงแรมที่พัก การแข่งขันนี้ผมไม่เจ็บหลัง แต่กล้ามเนื้อหลังเริ่มตึงตัวเคลื่อนไหวลำบากบ้าง กำลังขาที่ดีขึ้นช่วยชะลอเวลาออกไปได้มาก ผมรู้ว่าการฝึก core strength น่าจะช่วยยืดเวลาออกไปได้อีก ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าผมพร้อมสำหรับวิ่งเทรล แต่อัลตราเทรลต้องคอยดูกันต่อไป

IMG_1974

ผมไม่มั่นใจว่านักวิ่งเทรลสรรหาอะไรในรายการวิ่ง ผมเลิกค้นหาความท้าทาย เปลี่ยนไปหาประสบการณ์หาสิ่งใหม่ๆภายในใจของตัวเอง ผมไม่ต้องการที่จะแสดงถึงพลังใจ ความแข็งแกร่ง หรือมูลค่าความสำเร็จใดๆจากการแข่งขันมาได้สักระยะหนึ่งแล้ว สำหรับเทรลนี้มันเหน็บหนาว มันยากลำบากมากเพียงพอที่จะเรียกให้ผมถามตนเองว่าทำไปทำไม มันสดใสสดสวยเพียงพอที่จะทำให้ผมพึงพอใจกับการเดินทางข้ามประเทศเพื่อการนี้โดยเฉพาะ มันหนักหนายาวนานเพียงพอที่จะดึงอะไรจากเทรล โดดเดี่ยวตัวเองจากโลกอันวุ่นวายให้อยู่บนใจแน่วแน่ที่คิดเพียงว่าก้าวไปข้างหน้าทีละก้าวละก้าว คุณจะไม่ได้เหรียญ ไม่ได้แต้ม ไม่ได้สิทธิในการตีโวโอ้อวดใดๆ แต่มันอาจจะทำให้คุณเข้าใจว่าคุณเทรลเพื่ออะไร คุ้มหรือไม่เป็นการตัดสินใจของคุณเอง สุดท้ายต้องขอบคุณลูกศิษย์ของผม ทิยาที่วิ่งรายการนี้เพื่อสมทบทุนกองทุนเพื่อซูริ พี่มิกกี้ที่สมทบให้อีกกิโลละ 100 บาท รายการหน้าจะเป็นอะไรรอคอยครับ