Ironman Langkawi “ForZuri”

ผมเล่นไตรกีฬามา 21 ปี แต่ไม่เคยคิดว่าผมจะเข้าแข่งขันระยะทางระดับไอรอนแมนมาก่อน แน่นอนว่าเหมือนนักไตรกีฬาคนอื่น ๆ ที่ผมจะคอยติดตามรายการชิงแชมป์โลกที่โคนาทุก ๆ ปี และมันสร้างแรงบันดาลใจให้กับผมในทุก ๆ ปี แต่ผมไม่ได้แรงบันดาลใจที่จะเข้าร่วมในระยะนี้ แต่เป็นแรงบันดาลใจที่จะทำการซ้อมอย่างสม่ำเสมอและแข่งขันอย่างสม่ำเสมอมาเป็นเวลาสองทศวรรษ แต่ปี 2014 ปีนี้มันแตกต่างออกไป มีบางอย่างดลบันดาลใจให้ผมตั้งกองทุน “เพื่อซูริ” เพื่อที่จะจัดหาทุนบริจาคให้กับหน่วย NICU โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ ในขณะเดียวกันผมเริ่มเข้ารักษาโรคตับอักเสบบีเรื้อรัง ซึ่งจะต้องใช้ยาอินเตอร์ฟิวรอนทุกสัปดาห์เป็นเวลา 48 สัปดาห์ การที่จะต้องเจาะตับ อาการข้างเคียงที่เกิดขึ้นทำให้หลาย ๆ คนที่เข้ารับการรักษามีกำลังใจไม่สู้จะดีเท่าไร จากที่ผมสัมผัส

1972263_939652886051797_2351151305672493063_n

ผมยอมรับว่าอาการข้างเคียงในช่วงแรกเข้าขั้นที่เรียกได้ว่าทรมาน แต่ไม่กี่เข็มก็หายไป เหลือแต่อาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด หัวใจเต้นเร็ว เหนื่อยง่าย หงุดหงิด เหล่านี้เข้ามาทดแทน ในวันที่ผมตัดสินใจเข้ารับการรักษา ผมก็ตัดสินใจลงทะเบียนรายการไอรอนแมนลังกาวีคู่ ๆ กันไป ในเบื้องต้นผมต้องการเป้าหมาย ความท้าทาย เพื่อที่จะดึงจิตใจผมออกจากความเป็นจริงที่จะต้องฉีดยาตัวเองทุก ๆ สัปดาห์เป็นระยะเวลาเกือบปี สำหรับคนที่เป็นโรคกลัวเข็มอย่างผมมันเป็นเรื่องใหญ่โตมาก และเป็นความเครียดเพียงอย่างเดียวในการเข้ารักษาครั้งนี้ การกำหนดให้ตัวเองซ้อมเพื่อรายการไอรอนแมนดึงความสนใจออกจากเข็มได้เป็นอย่างดี ผมฉีดยาเข็มแรก ลงทะเบียนเพื่อร่วมแข่งขัน และเริ่มต้นซ้อมอย่างเป็นทางการ

หลังจากเราสามารถตั้งกองทุนเพื่อซูริได้สำเร็จ กระบวนการถัดไปคือการรณรงค์เพื่อหาเงินบริจาคต่อเนื่องภายหลังจากการระดมทุนครั้งแรกสำเร็จไปแล้ว ผมจึงตัดสินใจใช้การซ้อมและแข่งขันไอรอนแมนเป็นตัวกำหนด โดยผมจะบริจาคสองบาทต่อกิโลเมตร ผมซื้อแผนการฝึกซ้อมระยะเวลา 16 สัปดาห์ที่จริง ๆ แล้วค่อนข้างที่จะสั้นและโหดเกินไปสำหรับความฟิตระดับผม แต่มันเป็นระยะเวลาที่กำลังพอดี ๆ ผมมีเวลาเตรียมล่วงหน้าก่อนเข้าโปรแกรมประมาณ 3-4 สัปดาห์ ในขณะเดียวกันผมใช้การแข่งขันต่าง ๆ ร่วมกับเพื่อนร่วมทีม Very Forty เพื่อช่วยให้ผมเข้าซ้อมอย่างสม่ำเสมอ หลัก ๆ คือ การวิ่ง O2O และ Audax 200 Audax 300 ที่เตรียมกำลังใจในการปั่นเกินระยะ 180 km ที่ต้องพบในรายการไอรอนแมน ในขณะที่จะต้องคอยวัดความรู้สึกที่เกิดขึ้นในร่างกายหลังจากรับยามาเป็นระยะเวลานาน

มีเพื่อน ๆ หลายคนเข้าร่วมเป็นกำลังใจด้วยการร่วมบริจาคในการซ้อมครั้งนี้ หลายคนร่วมบริจาคจากระยะที่ตัวเองซ้อม หลายคนช่วยรณรงค์เพื่อช่วยบริจาคด้วยกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งหมดทั้งสิ้นเกิดขึ้นในช่วง 16 สัปดาห์ที่ผมซ้อมและรับยา ในช่วงสัปดาห์แรก ๆ ผลข้างเคียงเป็นแบบทรมาน ปวดกระดูก เป็นไข้ ในช่วง 2-3 วันที่รับยา หลังจากนั้นผมก็สามารถซ้อมและร่วมแข่งขันรายการย่อย ๆ ต่าง ๆ ที่จัดเตรียมไว้ได้ ในช่วงแรก ๆ การซ้อมที่ระยะทาง 200+ km ต่อสัปดาห์เป็นเรื่องไม่ยากนัก แต่หลังจากผ่านไปสัก 10 สัปดาห์อาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร หัวใจเต้นเร็วเริ่มเห็นเด่นชัด ความสามารถในการสร้างพลังงานของตับ ทั้งในแง่ของการสร้างไกลโคลเจนทดแทน เปลี่ยนสารอาหารให้เป็นพลังงาน ลดลงอย่างชัดเจน ผมมีปัญหาสร้างไกลโคลเจนสะสม และการซ้อมระยะไกลสัปดาห์ละครั้งเริ่มเป็นปัญหา พลังงานหมดเร็วขึ้น ๆ ในทุก ๆ สัปดาห์ที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่อาการหัวใจเต้นเร็วนั้นก็ทำให้ความเร็วในการปั่น วิ่งของผมตกลงอย่างเห็นได้ชัด เมื่อรวมสองสิ่งนี้เข้าด้วยกันมันเป็นปัญหาที่ใหญ่มาก ๆ ความเร็วที่ลดทำให้ผมต้องใช้เวลานานขึ้นในระยะทางเท่ากัน ในขณะที่ความต้องการพลังงานต่อเวลายังค่อนข้างคงที่ พลังงานสะสม ความสามารถในการเปลี่ยนพลังงานน้อยลง ผมเจอกับปัญหาพลังงานหมดระหว่างแข่ง ซ้อม บ่อยครั้ง เรียกได้ว่าแทบทุกครั้งที่ซ้อมยาวก็ว่าได้ อย่างไรก็ตามการซ้อมก็ยังต้องดำเนินต่อไป แม้ว่าระยะเวลาการซ้อมจะไม่สามารถทำได้เท่ากับแผนที่ซื้อมาก็ตาม

1234106_940849445932141_2930631344901859730_n

เมื่อการแข่งขันใกล้เข้ามา สภาพร่างกายของผมเรียกได้ว่าอยู่ใกล้จุดต่ำสุดที่ผมเคยเป็น ในบ่อยครั้งผมจำเป็นต้องนอนกลางวันเพื่อเพิ่มพลัง ในขณะที่ช่วงกลางคืนดูดพลังงานของผมไปอย่างมาก ช่วงเช้าการตื่นเป็นไปด้วยความยากลำบาก ความอ่อนเพลียเป็นเหมือนนามสกุลของผมที่ติดตัวไปตลอดเวลาเสียแล้ว อย่างไรก็ตามด้วยประสบการณ์ทรมานร่างกายมาอย่างยาวนาน มันไม่ได้ทำให้ผมเครียดได้เลย ผมคำนวณแผนคร่าว ๆ ในการแข่งขันที่จะต้องทำให้สำเร็จในกำหนดเวลา 17 ชม. แล้ว มันมีความเป็นไปได้อยู่มากที่จะจบการแข่งขันครั้งนั้นแบบพอดี ๆ และไม่กดดันร่างกายมากเกินไป ผมกำหนดการว่ายน้ำไว้ 2 ชม. ซึ่งช้ามากสำหรับความเร็วเฉลี่ยปกติที่ผมว่าย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็มีความจำเป็นเนื่องจากสระว่ายน้ำที่ผมใช้ปิดซ่อมแซมตลอดช่วงระยะเวลาซ้อมที่กำหนดไว้ ผมมีโอกาสซ้อมว่ายน้ำรวม ๆ ได้ระยะทางไม่เกิน 2-3 เท่าของระยะแข่ง ในขณะที่ผมเน้นการซ้อมปั่นจักรยานเนื่องจากมีอะไรใหม่ ๆ ที่ผมต้องหัด ได้แก่ระยะทาง 200 km นั้นการใช้พลังงานสะสมเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ต้องมีการฝึกการเติมพลังงานระหว่างทาง และล่วงหน้าให้สามารถย่อยและดึงมาใช้ได้ทันในช่วงครึ่งหลังของการปั่น อีกทั้งต้องมีเหลือไว้ใช้ในช่วงวิ่งอีกด้วย หัวใจที่เต้นเร็วทำให้ผมต้องทำความเร็วที่ประมาณ 24-26 km/hr แทนที่จะเป็น 28-30 km/hr ที่ผมใช้ซ้อมและแข่งโดยปกติ ผมจึงกำหนดเวลาแข่งเอาไว้ที่ 8 hr ซึ่งรวมเวลาในการหยุดเติมอาหารแล้ว ความเร็วเฉลี่ย 22km/hr รวมพัก น่าจะพอทำได้สบาย ๆ

10511349_906984272651992_5380215080714876951_n

ในขณะที่กำหนดการในการซ้อมวิ่งในตารางซ้อมมีค่อนข้างน้อย ผมเองซึ่งมีปัญหาหลังมาตั้งแต่รายการ TNF100 ตอนต้นปี ทำให้ไม่สามารถวิ่งได้เกิน 30 km อีกเลย ร่วมกับอาการที่หัวใจเต้นเร็วนั้น ทำให้ประสบการณ์วิ่ง ที่ใส่เข้าไปในโปรแกรมนอกจากจะน้อยไปมากแล้ว ยังได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่ไม่ดีกลับมาในทุก ๆ สนามแข่งขันตลอดทั้งปี ไม่ว่าจะเป็นอาการเจ็บหลังที่ระยะ 18km ที่รายการพัทยามาราธอนจนต้องเดินในระยะที่เหลือจบที่เวลา 6:20 ชั่วโมง หรือ ฮาร์ฟมาราธอนสงขลาที่มีอาการเจ็บตั้งแต่ระยะ 15 km จะต้องกึ่งเดินกึ่งวิ่งเกาะ trailer ที่เข็นไปด้วยจนเข้าเส้นที่เวลา 2:40 ชั่วโมง อำนวยลงความเห็นว่าการซ้อมวิ่งของผมน้อยเกินไป ซึ่งผมเองก็เห็นด้วยแต่จำเป็นต้องเลือกไม่ให้มีอาการบาดเจ็บก่อนการแข่งขันมากกว่าที่จะกดซ้อมเพื่อให้สามารถรับระยะทางมาราธอนได้โดยไม่เครียด และถ้าต้องเดินจริง ๆ ผมยังมีเวลาทั้งหมดเหลืออีก 7 ชม. ในการเดินระยะมาราธอนซึ่งไม่น่าจะเป็นเรื่องลำบากเกินไปนัก เพราะเคยเดินมาแล้ว ในสองรายการ

ผมเดินทางไปลังกาวีพร้อมครอบครัวตามปกติ ตามสไตล์ไปยกแกงค์ของผม เราเดินทางล่วงหน้าไปพักที่สตูลก่อนหนึ่งวันก่อนจะจับเรือเที่ยวเช้าไปพร้อม ๆ กับกลุ่มคนไทย O2Max และ Van Gang ที่เดินทางมาจากกรุงเทพทั้งทางรถ หรือทางเครื่องบิน ลังกาวีจริง ๆ แล้วห่างจากบ้านผมที่ปัตตานีเพียง 3-4 ชม การเดินทางไปแข่งต่างประเทศครั้งแรกของผมจึงเป็นเรื่องที่สะดวกกว่าการแข่งขันภายในประเทศอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นที่เขาใหญ่ หรือหัวหิน ที่ค่อนข้างจะลำบากต่อการเดินทางมากกว่ามาก ผมจึงเริ่มสนใจการแข่งขันที่มาเลย์เซียรายการอื่น ๆ เพิ่มขึ้นจากการได้เดินทางไปครั้งนี้ ลังกาวีเป็นเมืองเล็ก ๆ ความเจริญน้อยกว่าหาดใหญ่นิดหน่อย เมื่อไปถึงในวันแรกเราจึงไม่ค่อยได้ทำอะไร นอกจากที่ผมไปลงทะเบียน พักผ่อน และเตรียมอุปกรณ์สำหรับวันหนัก ๆ ในอีกสองวันข้างหน้า เนื่องจากปัญหาของระบบพลังงานของผม ผมจึงไม่เข้าร่วมการซ้อมว่ายน้ำ หรือปั่นรอบเกาะที่ผมมักจะทำก่อนรายการแข่งสำคัญ ๆ งานนี้ขอเก็บพลังงานอย่างเดียว

10665332_931622150188204_8724209783583863805_n

เช้าวันแข่งขันเริ่มต้นแบบง่าย ๆ คนไทยร่วมถ่ายรูปด้วยกันก่อนจะแยกย้ายกันไปตามเวลาว่ายน้ำ เพราะการแข่งขันนี้จะมีการปล่อยตัวแบบ rolling start ซึ่งแม้ว่าการปล่อยตัวแบบ mass start จะสร้างความได้เปรียบสำหรับผมที่ว่ายน้ำได้ดีกว่าเฉลี่ย แต่ rolling start ก็ลดความเครียดของการแข่งขันของผมได้มาก เพราะผมแทบไม่ได้ซ้อมว่ายน้ำมาเลย ปล่อยตัวทีละสี่คนเวลาใครเวลามันเริ่มจับตั้งแต่เกินผ่านจุดกระโดดลงน้ำ ทะเลช่วงที่แข่งขันเป็นดินโคลนและไม่ลึกมากนัก ทำให้น้ำเป็นสีดำสนิทไม่สามารถมองเห็นอะไรได้เลย ผมว่ายไปในกลุ่ม 1:30-1:45 ชม. ซึ่งค่อนข้างผิดไปเล็กน้อย ผมต้องว่ายแซงหลาย ๆ คน ในขณะที่บางคนคิดเอาว่าตัวเองว่ายช้าไปออกตัวเร็ว ๆ จะได้มีเพื่อนปั่นจักรยานเยอะ ๆ ทำให้ในช่วงครึ่งแรกของระยะทาง 3.8 km นั้น ผมใช้เวลาส่วนใหญ่ในการว่ายหลบคนด้านหน้าเพื่อแซงขึ้นไป ผมพยายามว่ายไหล ๆ ช้า ๆ ที่สุดเท่าที่จะทำได้ เมื่อถึงช่วงกลับตัวผมเริ่มแซงหมดแล้ว น่าจะมาเข้ากลุ่มที่ความเร็วใกล้เคียงกัน การว่ายในช่วงครึ่งหลังเป็นไปโดยง่าย กล้ามเนื้อแขนที่ตึง ๆ ในช่วงแรกเริ่มหาย ว่ายสบายขึ้น แต่ข้อเท้าที่เจ็บแปลบ ๆ ตอนเตะขาเริ่มทำให้ผมกังวล

ผมว่ายเข้าเส้นแบบสบาย ๆ แทบไม่มีความเหนื่อยเลย เหลือบดูนาฬิกา 1:24 hr ก็ตกใจนิด ๆ ว่าเราว่ายเร็วไปหรือเปล่า กลัวพลังงานหมด ผมเดินเรื่อย ๆ เพื่อเข้า T1 เจตนาคือประหยัดพลังงาน และมีความสุขกับบรรยากาศการแข่งขัน ผมเปลี่ยนชุดทุกชิ้นใน T1 ใช้กางเกงเอี๊ยม เสื้อแขนยาว พกอาหารเต็มหลัง ก่อนที่จะค่อย ๆ เดินออกไป ผมชอบแหะการมีห้องแต่งตัวแบบนี้ จากที่เคยเห็นว่ามันยุ่งยากเมื่อเทียบกับรายการ Challenge เปลี่ยนชุด ไม่รีบ ไม่ต้องคอยเห็นคนที่คอยวิ่งรีบ ๆ ออกไปพร้อมจักรยาน พอผมเปลี่ยนชุดเรียบร้อยก็เดินเอื่อย ๆ ไปที่จักรยาน ไม่เครียดเลย ในใจคิดว่าผมมีเวลาเผื่อสะสมไว้แล้วครึ่งชั่วโมง เสร็จแล้วก็ค่อย ๆ เข็นจักรยานออกไป

10583866_912192472131172_3641653746482815082_n

การปั่นจักรยานจะเป็นการปั่นสองรอบ รอบละ 90 km ซึ่งจริง ๆ แล้วตอนที่ผมไม่แข่งก็รู้สึกว่ามันน่าเบื่อที่จะปั่นซ้ำสองรอบ แต่ในวันแข่งขันผมว่าแบบนี้มันก็ดีเหมือนกัน การวางแผนการแข่งขันสามารถทำได้ง่ายขึ้น ผมเพิ่งรู้ว่าในการแข่งขันยาว ๆ แบบนี้เขาจะมีถุงพิเศษที่เรียกว่า special needs bag สำหรับทั้งจักรยานและวิ่ง โดยเราสามารถเอาอะไรมาใส่ในถุงก็ได้ แต่มีการเตือนว่าให้ใส่อะไรที่ทิ้งได้เพราะเขาอาจจะไม่ขนกลับมาคืน สำหรับจักรยานนั้นจุดเก็บ special need bag จะตั้งอยู่ใกล้ ๆ จุดเริ่มต้น ซึ่งเราสามารถเข้ารับได้ทั้งสองรอบ เนื่องจากผมไม่ได้เตรียมตัวมาก่อนและไม่เข้าใจว่าการ set up จะเป็นอย่างไรผมจึงใส่พวกสเปรย์แก้ตะคริวไว้เพียงอย่างเดียว ผมปั่นเรื่อย ๆ แบบไม่รีบ ช่วงแรกเป็นเขาชันน้อย ๆ แต่ยาวพอสมควร ความชันแบบใช้ power 120-130 watts ก็เพียงพอผมกดเบา ๆ เก็บแรงไปเรื่อย ๆ แต่เห็นหลาย ๆ คนอัด แบบว่าไม่รู้มาก่อนว่าจะต้องปั่นกันสองรอบ

เส้นทางปั่นจะมีเขาแบบนี้ ชันน้อย ๆ ยาว ๆ หน่อย กระจายตั้งแต่ต้น ๆ และไปแออัดในช่วงระยะ 30-70 km ซึ่งเราจะต้องเจอแบบนี้สองรอบ แม้ว่าจะไม่หนักมากนัก แต่คาดว่าในรอบที่สองคงได้เห็นปัญหา โดยเฉพาะในส่วนที่เขาเรียกมันว่า Redbull Tough Zone ซึ่งเป็นระยะทางปั่นไปกลับประมาณ 50 km มีเขาที่ว่านี้ประมาณ 5 ลูก ไปกลับก็รวมเป็น 10 ลูก อีกทั้งในช่วงนั้นจะมีบางส่วนที่เป็น Monkey Zone ซึ่งห้ามกินอาหารในช่วงนั้น ผมพบว่าการตั้งป้าย Monkey Zone นั้นค่อนข้างไม่ชัดเจน เพราะป้าย Monkey Zone ahead มีเป็นจำนวนมากจนไม่รู้ว่าจริง ๆ แล้วมันเริ่มและสิ้นสุดในตอนไหน แล้วผมจะกินได้เมื่อไร อย่างไรก็ตามมันก็แค่ทำให้หงุดหงิดใจเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น เพราะตามแผนของผมที่จะหยุดทุกจุดให้น้ำ 20km มันทำให้ผมไม่ต้องกังวลเรื่องการเตือนให้ตัวเองกินระหว่างปั่นเท่าไรนัก ขอแค่จอดกินครบทุกอันก็น่าจะไม่เป็นปัญหา ผมปั่นผ่านรอบแรกไปตามแผน 3:40 ชั่วโมงได้เวลามาเพิ่มอีกยี่สิบนาที ผมจอดที่ special needs แต่ปรากฏว่าถุงผมหาย แต่ไม่เครียดอะไรเพราะเป็นสเปรย์ฉีดที่ในรายการนี้มีให้เยอะแทบจะเหลือเฟือ ผมจึงปั่นไปอีกเบรคบนยอดเขาแรกเพื่อที่จะหยุดกินอาหารมื้อใหญ่หน่อยในช่วงที่เป็นอาหารเที่ยงพอดี ผมเลือกที่จะหยุดรถและนั่งกินเป็นเรื่องเป็นราวเพื่อลดความกังวล ผมกินกล้วยสองลูก energy bar อีกหนึ่งแท่ง เข้าห้องน้ำ ยืดเส้นยืดสายก่อนที่จะออกตัวปั่นออกไปอีกครั้ง

10628150_937139049636514_5287437662244094254_n

ในรอบที่สองบริเวณ Redbull Tough Zone ผมเริ่มเห็นหลาย ๆ คนเกิดปัญหา มีทั้งยางแตก มีทั้งคนที่ต้องเริ่มเข็น มันคงไม่ง่ายมากนักถ้าเกิดสิ่งเหล่านี้ เนื่องจากถ้าดูเวลาแล้ว ผมมีเวลาเผื่อ cut off ไม่มากนัก ปั่นด้วยความเร็วของผมก็จะผ่านแบบสบาย ๆ แต่ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นก็เรียกว่าอาจจะฉิวเฉียดหรือไม่ผ่านเอาซะเลย การที่มีช่วง Tough Zone ตอนช่วง 100-150 km อีกครั้งนั้น รวมกับอากาศร้อนในช่วงบ่ายแก่ ๆ น่าจะเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ไอรอนแมนสนามนี้ถูกจัดให้เป็นสนามที่โหดเป็นอันดับสามของโลก ผมไปเรื่อย ๆ ของผมช้า ๆ ไม่ต้องเข็น แต่หยุดกินทุกเบรค แต่พบว่าแม้ว่าผมจะพยายามหยุดเพื่อกิน แต่ในช่วงหลัง ๆ ผมเริ่มกินไม่ค่อยได้ ผมหยุดกินน้ำมานานมากแล้ว น้ำแทบไม่พร่องกระติก อาหารเริ่มกินไม่ลง กล้วยอย่างมากก็กินได้แค่ครึ่งลูกหรือน้อยกว่า ผมพยายามไม่คิดถึงมันแล้วชวนอาสาสมัครคุยเรื่อยเปื่อยคลายความกังวล

ในช่วง 30 km สุดท้ายผมเริ่มเกิดปัญหา ผมเริ่มรู้สึกว่าพลังงานเริ่มไม่ค่อยเพียงพอ กดขาไม่ค่อยลงแต่ผมก็ยังไม่กังวลมากเพราะรู้ว่าส่วนใหญ่ช่วงนี้เป็นทางลาดลงไปสู่ทะเล แต่ปัญหาใหม่ที่เกิดขึ้นคือการซ้อมส่วนใหญ่ที่ผมจะใช้ road bike เมื่อมาแข่งด้วย TT ช่วงหลัง ๆ ผมไม่สามารถเงยหน้าขึ้นได้ เริ่มปั่นเข้าเมืองเริ่มมีความเสี่ยง ผมก้มมองได้ไม่เกินล้อหน้ามากนัก กล้ามเนื้อคอล้ามากจนไม่สามารถเงยหน้าขึ้นได้ จนต้องจับแฮนด์และยืดตัวตรงปั่นเข้ามาในระยะ 15 กม. สุดท้ายแบบหมดแรง เมื่อถึงจุดใกล้ T2 ผมพยายามหันมองหาครอบครัวของผมแต่ก็มองไม่เห็น ผมไม่ค่อยแปลกใจมากนักเพราะตอนนี้ผมเข้าล่วงหน้าเวลาที่กำหนดไว้อยู่ 1 ชั่วโมง ผมคิดเอาว่าในการวิ่งสี่รอบที่จะถึงนี้ผมน่าจะได้เห็นหน้าภรรยาและลูก ๆ เป็นกำลังใจสักรอบ

10615631_916611365022616_7350911132831104665_n

เมื่อเข้าจุด T2 ผมทดสอบความล้าของขาก็พบว่าแทบไม่มีความเมื่อยล้าเลย ผมลงจักรยานและเดินสบาย ๆ เข้าไปเปลี่ยนชุด เพื่อน ๆ ตามผมมาทันหมดแล้วที่ T2 นี่เอง ต่างคนต่างรีบเปลี่ยนชุดแล้วออกวิ่งไป ส่วนผมเปลี่ยนชุดใหม่ทั้งชุด สดชื่นกว่า โกยเจลอีกหลายซองเข้ากระเป๋าแล้วออกเดินไปเรื่อย ๆ ตอนนี้ผมเริ่มสับสนว่าจริง ๆ แล้วผมเหลือเวลาอีกเท่าไร เนื่องจากเวลาที่เห็นนั้นเป็นเวลาของมาเลเซีย ซึ่งผมไม่ได้ทำการเปลี่ยนในนาฬิกาของผม แต่โดยหลักการเนื่องจากการใช้ GPS นาฬิกามันควรจะปรับโดยอัตโนมัติ ผมดูเวลารวมแล้ว ดูนาฬิกาแล้ว ถามคนรอบข้างก็แล้วดูเหมือนว่าข้อมูลจะสับสนไม่ตรงกัน ในใจผมคิดว่าผมได้เวลาเหลือมาประมาณหนึ่งชั่วโมง ทำให้ผมเหลือเวลาวิ่งอีก 8 ชั่วโมง แต่นักกีฬาที่ผมถามแต่ละคนยืนยันว่าผมเหลือเวลาอีกเพียง 7 ชม. ซึ่งแม้ว่าจะเป็นไปตามแผนที่วางไว้ ผมก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมในเมื่อเราทำความเร็วได้ดีขนาดนี้มันหายไปไหนหมด 1 ชั่วโมงที่สะสมมา เมื่อผ่านจุด T2 ออกมาผมก็เริ่มวิ่งช้า ๆ ตามกำหนดการที่ตั้งไว้คือ วิ่ง 3 นาที เดิน 1 นาที

ในช่วงสองกิโลเมตรแรกก่อนที่จะเข้าจุดให้น้ำ ผมเริ่มรู้สึกว่าแม้จะไม่มีอาการล้า แต่ขารู้สึกหนักผิดปกติ และหายใจหอบมากผิดปกติ และบางครั้งเกิดอาการมึนงง ผมเข้าใจว่าอาหารผมเริ่มไม่เพียงพอแล้ว เมื่อเข้าจุดให้น้ำผมจึงตัดสินใจนั่งลงเพื่อกินแตงโมไปได้สองชิ้น พยายามกินกล้วยแต่กินไม่ลง ผมจึงแกะ energy bar อีกห่อที่เตรียมมาสำหรับกินช่วงนี้ที่จะพอดี ๆ กับอาหารเย็น ผมกินไปได้ประมาณ 1/4 ก็ไม่สามารถกินได้ น้ำแทบกินไม่ลงอีกเลย ได้แต่จิบแล้วบ้วนทิ้ง ผมคิดว่าอาจจะต้องรอสักหน่อยให้ร่างกายปรับตัว จึงค่อย ๆ เดินออกไปเรื่อย ๆ กะว่าพอรู้สึกดีขึ้นแล้วจะค่อยเริ่มวิ่งใหม่ แต่ดูเหมือนว่าผมไม่รู้สึกดีขึ้นอีกเลย จนกระทั่งผ่านระยะทางไป 6 กม. ครอบครัวของผมรอให้กำลังใจกันอยู่ ลูก ๆ วิ่งเข้ามาหา ผมถ่ายรูปกับลูก ๆ คุยโน่นนี่นั่น พยายามตอบคำถามเรื่องเดินตั้งแต่รอบแรก ก่อนที่จะขอตัวออกเดินต่อไป แต่จริง ๆ เดินไปไม่กี่เมตรผมก็เข้านั่งเพื่อพยายามกินที่จุดให้น้ำอีกครั้ง ครั้งนี้ผมอาจจะนั่งนานจะเจ้าหน้าที่เข้ามาถามอาการของผม ผมน่าจะกินกล้วยได้ประมาณอีกครึ่งลูก แล้วจึงตัดสินใจยกตัวขึ้น คราวนี้อาการมึนงงเพิ่มมากขึ้นจนเดินเซ แต่ก็กัดฟันเดินหน้าไปเรื่อย

ผมเดินไปตามทางเรื่อย ๆ และวิ่งบ้างในบางครั้ง แต่น้อยมากเพราะอาการดูแล้วไม่สู้จะดีเท่าไรนัก ผมใช้เวลาที่จุดให้น้ำค่อนข้างเยอะ ทานอะไรไม่ได้ แต่พยายามพักเพื่อหวังว่าอาหารที่ทานเพิ่มเข้าไปอาจจะสามารถย่อยแล้วออกมาเป็นพลังงานให้กับผม ในที่สุดผมก็วนกลับมาที่จุดเดิมได้แต่ไม่พบกับครอบครัวของผมแล้ว ผมไม่รู้ว่าเขาจะกลับเข้าโรงแรม ไปทานข้าวเย็นหรือ ล่วงหน้าไปรอผมในบริเวณสวนสาธารณะที่ดูแล้วจะเป็นพื้นที่ที่นั่งรอเชียร์ได้ง่ายที่สุด เราไม่มีการคุยกันเรื่องนี้เพราะผมมีลูกอ่อนวัยไม่ถึงขวบ และลูกเล็ก ๆ อีกสองคนที่ภรรยาผมต้องดูแลเพียงคนเดียว ผมจึงไม่อยากคาดคั้นแผนการอะไรจากครอบครัวมากนัก ปล่อยให้เด็ก ๆ และบรรยากาศเป็นตัวกำหนด เมื่อผมเดินผ่านบริเวณที่คาดว่าครอบครัวผมจะนั่งอยู่ก็ได้แต่มองหา แต่ก็ไม่เจอ ในตอนนั้นจริง ๆ แล้วผมต้องการที่จะนั่งลงข้าง ๆ ภรรยาของผมเพื่อจะบ่นว่าเหนื่อยมาก ๆ แล้วเอาความห่วงใยของภรรยามาเป็นข้ออ้างที่จะหยุดความทรมานที่ขณะนี้ไม่ค่อยจะบรรเทิงเท่าไรแล้วอันนี้ลง แต่เมื่อมองไม่เห็นครอบครัวผมจึงผิดหวัง ในตอนนั้นผมแยกไม่ออกว่าผมผิดหวังที่หาข้ออ้างในการเลิกไม่ได้หรือผิดหวังที่ไม่ได้เจอกองเชียร์ของผมอีกครั้ง

10384459_946104222073330_6550812990853246579_n

ผมเดินผ่านรอบแรกไประยะทางเป็น 12 กม. ใช้เวลาไปทั้งสิ้น 2 ชม. ผมเหลือเวลาอีกประมาณ 5:30 ชม. กับระยะทางอีก 30 กม. ในช่วงเวลานั้นสมองผมทำงานไม่ค่อยเป็นระบบ ร่างกายของผมเหมือนจะไม่สามารถควบคุมอุณหภูมิได้ดีเท่าไร รู้สึกหนาวและขนลุกชัน ผมเริ่มรู้สึกว่าถ้าเดินไปอย่างนี้น่าจะไม่ทันแล้ว จะวิ่งก็วิ่งไม่ออกเลย จะกินก็กินไม่ลง จะทำอย่างไรดี ผ่านมาสองชั่วโมงแล้วก็ยังไม่มีอะไรดีขึ้น ผมเดินผ่านจุดที่ผมพบกับครอบครัวในรอบแรกอีกครั้งแต่คราวนี้ไม่มีพวกเขารออยู่ ผมเดินเลยไปยังจุดให้น้ำแล้วหยิบน้ำมาหนึ่งแก้วนั่งลง แต่คราวนี้ผมเลือกที่จะนั่งลงบนเตียงสนาม และอดใจไม่ไหวที่จะล้มตัวลงนอน สักพักมีเจ้าหน้าที่เข้ามาคุยกับผมแล้วค่อย ๆ เอาน้ำแข็งมาราดบนตัวของผม เอามาให้หนีบที่รักแร้ ยกเท้าของผมขึ้น ผมจำอะไรไม่ได้มากนัก แต่จำได้ว่าผมนอนอยู่อย่างนั้นเป็นเวลานาน เมื่อตัดสินใจลุกนั่งก็พบกับรถพยาบาลรออยู่แล้วเพื่อจะนำตัวไปที่เต้นท์พยาบาลที่เส้นชัย รอบ ๆ ตัวผมมีทั้งคนที่เข้ามาในสภาพของผม และคนที่ผ่านเส้นชัยมาแล้ว เสียงประกาศที่ทุกคนต้องการได้ยินแว่ว ๆ มาตลอดเวลา “You are an Ironman” ผมคงมีโอกาสได้ยินจากไกล ๆ เพียงเท่านี้ในวันนี้ ก่อนที่จะหลับตาลง ใต้ผ้าห่มบรรเทาอาหารหนาวสั่นของผม

ผมตื่นมาลุกเดินดูบรรยากาศเล็กน้อย แต่ไม่มีแรงเหลือมากพอที่จะเดินไปหาบรรยากาศที่เส้นชัย เพราะผมรู้ว่าผมยังต้องเดินกลับเป็นระยะทางเกือบสี่กิโลเมตรเพื่อไปยังโรงแรมของผม ถ้าเพื่อน ๆ ติดตามกันอยู่น่าจะเริ่มเป็นห่วงบ้างแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น ผมเดินช้า ๆ ไปตามทางเดียวกับนักกีฬาที่ยังทำการแข่งขันกันอยู่ บางคนก็วิ่งรอบที่สอง บางคนก็วิ่งรอบสุดท้าย แต่ทุก ๆ คนก็วิ่ง ๆ เดิน ๆ กันไป แม้ว่าผมจะไม่ได้วางแผนที่จะจบไอรอนแมนแรกของผมเช่นวันนี้ ผมก็ยังรู้สึกยินดีที่ได้เรียนรู้ว่าความรู้สึกเมื่อมีการ DNF มันเป็นเช่นไร จริง ๆ แล้วมันเกิดที่ใจ หรือร่างกาย หรือทั้งสองอย่างมารวมกัน ผมมา DNF ครั้งแรกในการแข่งขันปีที่ 21 ของผม ทำให้ผมรู้สึกแข็งแรงขึ้น แกร่งขึ้น จริงอย่างที่เขาว่าคุณจะเป็นผู้ชนะในวันแรกที่คุณตัดสินใจสมัคร คำว่า “You are an Ironman” มันเป็นของแถม ผมรู้สึกเช่นนั้นจริง ๆ

ผมกลับไปอาบน้ำนอนและตื่นมาทานอาหารเช้าก่อนพาลูก ๆ เที่ยวลังกาวี แบบสดชื่น แทบไม่มีความเมื่อยล้า เป็นการยืนยันว่าผมจบการแข่งขันนี้ลงด้วยอาการ dehydrate และ bonk ขาดน้ำและน้ำตาล ปัญหาหลัก ๆ จากการกินและการสร้งพลังงานของร่างกาย กิจกรรมนี้ผมทำการซ้อมและแข่งขันรวมกันโดยประมาณ 2300 km ต่ำกว่าเป้าที่ประมาณไว้ในวันแรกเกือบ 700 km รวม ๆ แล้วได้เงินร่วมบริจาคประมาณ 30000 บาท แต่ระหว่างที่ผมทำการซ้อมนั้น ผมเชื่อว่าผมได้สร้างแรงกระตุ้นให้มีการช่วยบริจาคเพิ่มเติมผ่านกิจกรรมที่หลาย ๆ คนเลือกที่จะทำกันเอง ไม่ว่าจะเป็นทริปล้อเล็ก วิ่งพัทยามาราธอน Icebucket challenge รวม ๆ กันแล้วได้มาเพิ่มอีกกว่าหนึ่งแสนบาท และยังจะมีการซ้อมต่อเนื่องเพื่อบริจาคอีกจากรายการกรุงเทพมาราธอน ภูเก็ตไตรกีฬา เกียวโตมาราธอน ที่คาดว่าในท้ายที่สุดในปีนี้เราน่าจะรวบรวมเงินบริจาคได้ใกล้ ๆ สามแสนบาทเลยทีเดียว ไม่เลวสำหรับกองทุนที่เพิ่งเกิดได้เพียงครึ่งปี

1970517_946709305346155_1684248765274827972_n

มีอยู่ช่วงหนึ่งระหว่างปั่นจักรยานในขณะที่สมองผมยังคงทำงานได้ดีปกติ ผมนึกภาพการเข้าเส้นชัยของหลาย ๆ คนที่ผมได้เห็นจากการนั่งชมการแข่งขันทางทีวีทุก ๆ ปี หลาย ๆ คนน้ำตาไหล ตื้นตันด้วยเหตุผลต่าง ๆ กัน แม้ว่าในตอนนี้ผมไม่รู้สึกว่าไอรอนแมนมันจะหลักหนาสาหัสอย่างที่คิด ไม่คิดว่าความเหน็ดเหนื่อยนั้นจะทำให้ผมเองน้ำตาไหลได้ แต่ ณ เวลาที่ผมปั่นจักรยานอยู่นั้น ผมคิดแต่เพียงว่าผมแข่งขันครั้งนี้ ผมและหลาย ๆ คนรู้จักมันในชื่อว่า Ironman Langkawi ForZuri ตลอดเวลาที่ผมออกไปซ้อม ตลอด 5-6 ชั่วโมงที่ปั่นออกไป จนในวันที่แข่งขันอยู่นี้ที่เวลาผ่านเลยไปมากกว่า 6 ชั่วโมง และจะต่อเนื่องไปตลอดทั้งวัน ผมรู้สึกว่าผมได้อยู่ใกล้ชิดซูริ เหมือนได้มองหน้าของลูกสาวผมเหมือนที่ผมได้มองเขาในวันสุดท้าย เหมือนได้โอบอุ้มเขาอย่างที่ผมไม่ได้เคยอุ้ม กิจกรรมต่าง ๆ เหล่านี้ เหตุผลต่าง ๆ เหล่านี้เองที่น่าจะเป็นสาเหตุให้หลาย ๆ คนกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่เมื่อผ่านเส้นชัย เพราะแค่ผมได้คิดเช่นนี้น้ำตาแห่งความปลื้มปิดิของผมก็หลั่งไหลออกมาแทบหยุดไม่ได้ ขณะที่กดขาปั่นขึ้นเนินแรกของเส้นทางลังกาวีในรอบที่สองนั้นเอง จนวันนี้ผมก็ยังคงไม่รู้ว่าผมจะเป็นอย่างไรเมื่อผ่านเส้นชัยเส้นนั้น แต่ผมมั่นใจว่าสักวันหนึ่งผมจะเข้าใจ

วิทยาศาสตร์เครื่องนอน

ศาสตร์แห่งการนอนจะว่าไปแล้วค่อนข้างหลากหลาย แม้ว่าเป้าหมายปลายทางหลักของการนอนคือ การพักผ่อนร่างกายให้เพียงพอ พอเหมาะพอดีกับระดับการใช้งานของชีวิตระหว่างวัน อย่างไรก็ตามความพอดีนั้นยังคงเป็นศัพย์เชิงสัมพัทธ์ พอดีของแต่ละคนนั้นไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกัน เมื่อครั้งที่ผมใช้ชีวิตนักบวชที่สวนโมกข์ เราได้ถูกสอนให้ใช้หมอนไม้ นอนบนเตียงไม้ ด้วยเหตุผลที่ว่าจะทำให้ร่างกายตื่นตัวและไม่เพลิดเพลินไปกับความสุขจากการนอน เมื่อรู้สึกตัวนั่นหมายความว่าร่างกายได้รับการพักผ่อนที่เพียงพอแล้วจึงเหมาะสมที่จะตื่นขึ้นทำกิจกรรมประจำวัน การนอนบนที่นอนไม้ หนุนหมอนไม้ทำให้ตื่นนอนได้ง่าย เพราะเมื่อรู้สึกตัวเมื่อไรเราจะนอนหลับไม่ลงอีกเลย ช่วงนั้นเราเข้านอนสองทุ่มและตื่นตีสี่โดยประมาณ ซึ่งชีวิตประจำวันที่ใช้เวลาส่วนใหญ่ในการทำสมาธิ มีงานทางกายบ้างเล็กน้อย การนอนแบบนี้ก็ค่อนข้างเพียงพอต่อการดำเนินชีวิต ในขณะที่ระดับนักกีฬาระดับโลกที่ต้องซ้อมอย่างหนักทั้งวัน ต้องพกอุปกรณ์การนอนของทีมไปด้วยทุกโรงแรมที่เดินทางไป เพียงเพื่อให้มั่นใจว่าเครื่องนอน คุณภาพของที่นอน หมอน จะเท่าเทียมกับในทุก ๆ คืน การใช้งานร่างกายที่หนักหน่วงระหว่างวัน ต้องการคุณภาพการพักผ่อนที่มากและเพียงพอต่อการซ่อมแซมร่างกายให้พร้อมกับการใช้งานหนักในวันถัดไป สำหรับคนปกติอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ ก็คงต้องประเมินว่าเรานั้นจะใช้ชีวิตอยู่ในระดับใด การนอนเช่นไรจะมั่นใจว่าจะทำให้เราได้รับการพักผ่อนเพียงพอกับชีวิตประจำวันของแต่ละคน

โดยเฉลี่ยแล้วมนุษย์ยุคปัจจุบันพยายามใช้ประโยชน์ของการพัฒนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งไฟฟ้า อินเตอเนต คอมพิวเตอร์ ทำให้เราสามารถทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมงถ้าเราต้องการ แนวโน้มของเราจึงใช้เวลาตื่นมากขึ้นทุกวัน ๆ และใช้เวลานอนน้อยลงทุกที ๆ ดังนั้นคุณภาพการหลับนอนในปัจจุบันจึงต้องมีการปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพสูงที่สุด ซึ่งต้องอาศัยหลาย ๆ องค์ประกอบ ตั้งแต่ห้องนอนที่สะอาด เรียบร้อยเป็นระเบียบ การไม่มีสื่อประเภททีวี วิทยุ ก็ช่วยเพิ่มคุณภาพการนอนได้เป็นอย่างดี บางครั้งการใช้ม่านในการปิดแสงที่คุณภาพสูง ระดับความมืดของห้องนอน อุณหภูมิ คุณภาพอากาศ ตลอดจนระดับเสียงรบกวน ก็เป็นจุดง่าย ๆ ที่ช่วยเพิ่มคุณภาพของการนอน การใช้อุปกรณ์ในการวัดประสิทธิภาพการนอน นาฬิกาปลุกแบบไฮเทค หรือการยกเลิกนาฬิกาปลุกไปเลยก็จะช่วยเพิ่มระดับการนอนที่มีคุณภาพให้กับชีวิต และที่แน่นอน อุปกรณ์การนอน ตั้งแต่ผ้าปูที่นอน ผ้าห่ม ไปจนถึงที่นอนและหมอน ย่อมเป็นปัจจัยสำคัญในการควบคุม กำหนดคุณภาพของการนอนของทุก ๆ คน

383505_375481392552611_1146372555_n

เมื่อคิดถึง marginal gain แน่นอนว่า ไม่ว่าแต่ละคนจะใช้เวลาในการนอนไม่เท่ากัน ตาม lifestyle แต่ในเวลาทั้งหมดที่เราทุ่มเทให้กับการนอนนั้น คุณภาพของอุปกรณ์การนอนและสิ่งแวดล้อม จะเป็นตัวกำหนดประสิทธิภาพของการนอนที่เราจะได้คืนมาในแต่ละวัน สำหรับคนที่นอนเพียงห้าชั่วโมงแต่ประสิทธิภาพ 95% จะได้รับการพักผ่อนเทียบเท่ากับคนที่นอน แปดชั่วโมงที่มีประสิทธิภาพ 60% โดยส่วนตัวผมเป็นคนที่นอนน้อยชั่วโมง ออกกำลังกายหนักหน่วง ดังนั้นประสิทธิภาพในการนอนจึงเป็นเรื่องที่ผมสนใจมากเป็นพิเศษ การออกแบบหมอน ที่นอน ผมจึงเน้นเรื่องราวของประสิทธิภาพเป็นสำคัญ คำว่าหลับสบาย คลายปวดหลัง มันเป็น tag line โบราณของผลิตภัณฑ์ของเราเองที่ผมเลิกมองไปมากกว่าสิบปีแล้ว

942527_375467992553951_1554578699_n

หลักการในการออกแบบนั้นเริ่มต้นจากไอเดียง่าย ๆ จากสิ่งที่เราเคยเรียนในสมัยเด็ก ๆ คือ เตียงตะปูของ

เหล่าโยคี เรื่องนี้สอนเราว่าถ้ามีตะปูมากหรือหนาแน่นเพียงพอ น้ำหนักที่ลงบนตะปูแต่ละตัวก็น้อยลงจนเราสามารถนอนบนตะปูได้ นั่นคือ ถ้าเราเพิ่มพื้นที่ในการรองรับร่างกายได้มากเท่าไรน้ำหนักในแต่ละพื้นที่ก็จะน้อยลงเท่านั้น ด้วยคอนเซ็ปพันปีของอินเดียนี้ ผมจึงเชื่อว่าการรองรับการนอนด้วยที่นอนสปริง จะไม่มีวันเทียบเท่าการรองรับแบบทั้งตัวแบบที่นอนที่เราเรียกว่า full body support ได้เลย ที่นอนสปริงก็ไม่ต่างจากที่นอนตะปูขนาดใหญ่ เมื่อเทียบที่นอน full body จึงด้อยกว่าโดยหลักฟิสิกส์พื้นฐาน ในขณะที่ full body support mattress มีให้เลือกตั้งแต่ราคาถูก ไปจนราคาแพง แข็งสุด ๆ ไปจนนิ่มสุด ๆ Full body ได้แก่ที่นอนไม้ ใยมะพร้าว ที่นอนนุ่น ฟองน้ำเทียม ที่นอนยางพาราแท้ ที่นอนยางพาราเทียม เป็นต้น แน่นอนว่าผมจะไม่ไปเสียเวลากับที่นอนสปริง เนื่องจากความเป็นนักฟิสิกส์ของผม เพราะมันเป็น partial body support by definition ที่นอนไม้ ไม่เหมาะกับคนที่ใช้ชีวิตประจำวันปกติเท่าไรนัก ในขณะที่ใยมะพร้าว นุ่น มีการกักเก็บฝุ่น ซึ่งจะสร้างผลเสียในระยะยาวต่อสุขภาพปอด ระบบหายใจและภูมิแพ้ เราจะเหลือเพียง ที่นอนฟองน้ำเทียม ที่นอนยางพาราแท้ ที่นอนยางพาราเทียม ซึ่งรวมไปถึงระบบยางอัด ที่ทำยางฟองน้ำเทียม ยางพาราแท้ ยางพาราเทียม หรือ ปน ๆ กัน ที่ผมค่อนข้างสนใจในแง่ที่ว่ามีความเป็นไปได้ในทางฟิสิกส์ที่จะสร้างระบบการนอนที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า

PTH-001t

ฟองน้ำเทียม เป็นชื่อเรียกฟองน้ำที่เตรียมจากพอลิเมอร์สังเคราะห์ที่เรียกว่าพอลิยูรีเทน เป็นการทำปฏิกิริยาระหว่างสารเคมีหลักสองชนิด อาจจะมีสารเสริมอีกหนึ่งหรือสองชนิด เกิดฟองจากปฏิกิริยาดังกล่าวแล้วฟูขึ้น ข้อดีของฟองน้ำเทียมคือราคาถูก เพราะใช้สารเคมีไม่มาก มีการฟูตัวมาก แต่ข้อเสียคือสมบัติทางกายภาพของพอลิยูรีเทนไม่ค่อยสูงมาก ทำให้อายุการใช้งานสั้น ในขณะที่ลักษณะของเซลที่ทำให้คุณลักษณะการรับแรงของฟองน้ำเทียมนั้นไม่ค่อยสมบูรณ์แบบ ไม่ค่อยสบายเมื่อเทียบกับฟองน้ำยางพารา เราจึงเห็นฟองน้ำเทียมมาเป็นฟองน้ำล้างจานแทนที่จะเป็นฟองน้ำสำหรับแต่งหน้า เราจึงเห็นฟองน้ำเทียมในที่นอนราคาถูก ๆ แทนที่จะเป็นที่นอนระดับราคาปานกลางหรือราคาสูง

ฟองน้ำยางพารา ทั้งเทียมและสังเคราะห์โครงสร้างพื้นฐานของเซลจะดีกว่าฟองน้ำเทียมทำให้มีความสามารถในการรองรับที่ดีกว่า มีความสบายกว่า เราจะเห็นฟองน้ำยางพาราที่ใช้เป็นฟองน้ำสำหรับแต่งหน้า ไม่ใช่ฟองน้ำล้างจาน เราจึงเห็นฟองน้ำยางพาราในที่นอนราคาปานกลางถึงสูง แต่ยางพาราแท้กับยางพาราเทียมก็ยังมีความแตกต่างกันค่อนข้างมากอยู่พอสมควร เริ่มต้นจากยางพาราแท้ เป็นยางพาราที่เกิดจากธรรมชาติ เกิดจากต้นยาง มีชีวิต สามารถเน่าเสียได้ภายหลังการเก็บเกี่ยว ถ้าหากมีกระบวนการผลิตที่ไม่เหมาะสม ในขณะที่ยางพาราเทียม เป็นพอลิเมอร์สังเคราะห์ที่เรียกว่า สไตรีนบิวทาไดอีน และเหมือนกับยางสังเคราะห์อื่น ๆ ที่มีต้นกำเนิดจากน้ำมันดิบ ยางพาราเทียมนั้นเกิดจากพอลิเมอร์สองประเภทหลักคือ สไตรีน และ บิวทาไดอีน ในสัดส่วนที่เหมาะสมเพื่อเลียนแบบสมบัติจากยางธรรมชาติ หรือยางพาราแท้ แต่มนุษย์ยังไม่สามารถเลียนแบบธรรมชาติได้เต็มที่ ยางพาราเทียมยังไม่ข้อด้อยอีกหลายอย่างที่ไม่สามารถมองเห็นได้โดยง่ายเมื่อเทียบกับยางพาราแท้

7-zone_f_001

ฟองน้ำยางพาราแท้ มีสมบัติทางกายภาพที่ดีกว่าฟองน้ำยางพาราเทียม เกิดจากข้อจำกัดของตัวเนื้อวัสดุเองที่มนุษย์ยังไม่สามารถสร้างได้เหมือนอย่างที่ธรรมชาติสร้าง โดยพื้นฐานคือความสามารถในการรองรับที่แม้ว่าจะปรับปรุงไปจากฟองน้ำเทียมเป็นอย่างมาก แต่ก็ยังไม่เทียบเท่าฟองน้ำยางพาราแท้ ถ้าหากสัมผัสเปรียบเทียบกันฟองน้ำยางพาราเทียมจะให้ความรู้สึกไปทางฟองน้ำล้างจานมากกว่าฟองน้ำยางพาราแท้ สมบัติทางกายภาพที่ด้อยกว่าทำให้ความคงทนของฟองน้ำยางพาราแท้จะสูงกว่าฟองน้ำยางพาราเทียม อย่างไรก็ตามในการปรับเปลี่ยนคุณภาพของฟองน้ำ คุณสมบัติการรับแรง รวมไปถึงราคาต้นทุน ยางพาราเทียม และยางพาราแท้ สามารถนำมาผสมกันเพื่อจุดประสงค์เหล่านี้ได้ ดังนั้นในตลาดจึงสร้างความสับสนให้กับผู้บริโภคเป็นอย่างมากทั้งโดยไม่เจตนาและด้วยความตั้งใจ ในยุโรปมีข้อกฏหมายกำหนดที่เคร่งครัด ที่จะให้สามารถเขียนระบุว่าเป็นฟองน้ำยางพาราแท้ หรือ ฟองน้ำยางธรรมชาติ ได้ก็ต่อเมื่อมีสัดส่วนของยางพาราแท้เกิน 80% และสามารถระบุ 100% ยางธรรมชาติได้ก็ต่อเมื่อเป็นฟองน้ำยางพาราแท้โดยไม่มีสารอื่นเจือปน ในขณะที่ส่วนอื่น ๆ ของโลกยังตามความเจ้าเล่ห์ของผู้ขายไม่ทัน คำว่าฟองน้ำยางพาราจึงถูกใช้ทั่วไป โดยไม่สนใจว่าจริง ๆ แล้วมียางพาราแท้ ๆ อยู่กี่เปอร์เซนต์

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ ถ้าหากเราต้องการจำกัดการสัมผัสของร่างกายของเราต่อสิ่งสังเคราะห์ และเจตนาเลือกใช้ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ แทนสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น นอกเหนือจากความทนทาน ความสบายของที่นอนเพียงอย่างเดียว ฟองน้ำยางพาราเทียม ที่เกิดจาก สไตรีนบิวทาไดอีน ผ่านกระบวนการทางเคมีมากมายกว่าจะมาเป็นยางพาราเทียมอย่างที่เราได้เห็นกัน แม้ว่าสไตรีบิวทาไดอีน จะไม่ถูกระบุว่ามีผลต่อร่างกายในระยะสั้น ในระยะยาวยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจน สไตรีนที่เป็นต้นกำเนิดของยางพาราเทียมนี้ เริ่มได้รับการยืนยันว่าเป็นสารก่อมะเร็ง แต่ยังไม่มีการระบุชัดว่ามีการเข้าสู่ร่างกายได้อย่างไร จึงไม่ชัดเจนว่าเป็นต้นเหตุของมะเร็งในกลุ่มใด ยางพาราเทียมที่เกิดจากสไตรีนบิวทาไดอีนย่อมมีความเสี่ยงของการเจือปนของสไตรีน และนั่นหมายถืงความเสี่ยงของผู้ใช้ที่จะได้รับสารก่อมะเร็งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ความเสี่ยงนั้นจะมากขึ้นหรือน้อยลงตามปริมาณสัดส่วนความเจือปนของยางพาราแท้ และเทียม มากน้อยตามคุณภาพของยางพาราเทียมนั้น ๆ ความอันตรายนี้คงอยู่ในระดับเดียวกันกับที่นอนนุ่นหรือใยมะพร้าวที่ในระยะยาวก่อให้เกิดภูมิแพ้ แต่กรณีของฟองน้ำยางพาราเทียมนั้นในระยะยาวอาจจะหมายถึงความเสี่ยงที่ก่อให้เกิดมะเร็งบางประเภท โดยพื้นฐานแล้วผมเองจึงพยายามหลีกเลี่ยง เช่นเดียวกันกับที่ผมหลีกเลี่ยงกินไก่เลี้ยงด้วยโฮโมน ปลาแช่ฟอมาลีน เป็นต้น

sph_f_001

วิธีสังเกตุนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แม้ว่ากฏหมายไทยจะมีกำหนดให้ระบุวัสดุที่ใช้ทำที่นอน และมีโทษปรับสำหรับผู้ไม่ปฏิบัติ แต่การบังคับใช้นั้นไม่มีจริง ในขณะที่วัสดุที่ระบุนั้นจะยังบิดเบือนด้วยการใช้คำว่ายางพารา โดยไม่บอกว่าเป็นยางพาราแท้จากธรรมชาติ หรือยางพาราเทียมจากน้ำมันดิบ หรือเจตนาสร้างความเข้าใจผิดด้วยการระบุว่าเป็นยางพาราจากธรรมชาติ แต่ไม่ระบุสัดส่วน ที่ความเป็นจริงแล้วอาจจะมีปริมาณน้อยมาก ๆ ก็ได้ ไปจนถึงเจตนาที่จะหลอกลวงกันเลย ด้วยการเขียนมั่ว ๆ หรือระบุ 100% ยางธรรมชาติทั้ง ๆ ที่ความจริงนั้นไม่ใช่ ในเมื่อกฏหมายเพื่อผู้บริโภคยังตามไม่ทันในขณะนี้ผู้บริโภคจึงมีความจำเป็นต้องช่วยตัวเองสูง หาความรู้จากผู้รู้ ผู้ผลิตที่เชื่อถือได้ แล้วใช้ข้อมูลที่ได้มาในการตัดสินใจ วิธีที่ง่ายที่สุดในการทดสอบว่าเป็นยางพาราแท้หรือยางพาราเทียมนั้น อาจจะทำง่าย ๆ ด้วยการหยิบมาดม สำหรับคนไทยนั้นมีความได้เปรียบบ้างเล็กน้อยด้วยความคุ้นเคยกับยางพาราที่ประเทศเราเป็นผู้ผลิตและส่งออกอันดับหนึ่งของโลก ยางพาราแท้ จะมีกลิ่นของยางพารา ซึ่งบางท่านอาจจะรู้สึกว่าฉุน เหม็น และไม่ค่อยคุ้นเคย ในขณะที่ยางพาราเทียมมักจะมีกลิ่นหอมอุ่น ๆ ไปในโทนหวาน ๆ เล็กน้อย ชวนดมมากกว่า แต่ถ้าหากสูดลึก ๆ กลิ่นสังเคราะห์คล้าย ๆ น้ำหอมราคาถูก จะสามารถรู้สึกได้ ลึก ๆ แถว ๆ โพรงจมูกด้านใน อ่อน ๆ ไม่แสบ แต่อย่างใด

agglo01

ส่วนระบบฟองยางอัดนั้น ก็จะใช้ฟองน้ำชิ้นเล็ก ๆ มาอัดรวมตัวกันด้วยกาว โดยมากจะเป็นพอลิยูริเทน ด้วยสาเหตุต่าง ๆ กัน เช่น เพื่อเพิ่มความแข็ง รีไซเคิล ลดต้นทุน หรือหลาย ๆ สาเหตุรวม ๆ กัน ดังนั้นฟองยางอัด หรือฟองน้ำอัด จึงมีความซับซ้อนเพิ่มขึ้นอีก เพราะสามารถใช้วัสดุอะไรก็ได้มาปนกัน โดยที่ยังไม่มีกฏหมายกำหนดในการระบุต้นกำเนิดของฟองยางอัดเหล่านั้น ยกเว้นในยุโรปที่ต้องระบุว่าเป็นฟองยางพาราอัด หรือ ฟองน้ำเทียมอัด เท่านั้น ส่วนในบ้านเรานั้นอาจจะไม่ระบุคำว่า “อัด” เสียด้วยซ้ำ ซึ่งทำให้ผู้บริโภคมีความเสียเปรียบเป็นอย่างมาก ในระบบฟองยางอัดนั้น แม้ว่าจะใช้กาวเพียง 7% แต่เนื่องจากเป็นกาวสังเคราะห์จึงมักจะให้กลิ่นที่ฉุนมากกว่ายางพาราแท้เสียด้วยซ้ำ แต่มักจะระบายกลิ่นออกไปได้ค่อนข้างรวดเร็วเพราะมีประมาณไม่มากนัก และอันตรายจากพอลิยูริเทนนั้นไม่มีการรายงาน และเป็นพอลิเมอร์ที่มีการใช้งานค่อนข้างหลากหลายในหลายผลิตภัณฑ์

agglomerated_foam

ดังนั้นจะเห็นว่าในการออกแบบคุณภาพการนอนอย่างที่ไม่มีการ compromise นั้น จึงต้องเริ่มตั้งแต่การเลือกใช้วัสดุที่มีความเหมาะสม มีสมบัติที่เพียงพอ มีข้อเสีย ความเสี่ยงที่น้อยที่สุด ร่วมกับหลักการทางวิทยาศาตร์ของการนอน หลักการวิทยาศาสตร์ของการรองรับร่างกาย หลักการวิทยาศาสตร์ของการรับแรงของวัสดุเมื่อประกอบเข้าด้วยกัน หลักการวิทยาศาสตร์ของการกระจายแรง และอื่น ๆ อีกมาก ศาสตร์ต่าง ๆ เหล่านี้ไม่มีการสอนในรายวิชาใด ๆ ความสนุกของนักวิทยาศาสตร์อย่างผม คือ การใช้ความรู้และประสบการณ์จากการออกแบบ การใช้งาน จากผู้ใช้ ลูกค้า เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ของผมให้ดีที่สุดภายใต้ข้อกำหนดราคาที่เหมาะสมที่สุด ถ้ามีโอกาสต่อไป ผมจะมาเล่าให้ฟังว่าการออกแบบโดยใช้วัสดุยางพาราธรรมชาติยังสามารถสร้างนวัตกรรมการนอนที่เหมาะกับความต้องการของแต่ละคนได้อย่างไร