HRM : Heart Rate Monitor ใช้ยังไงให้คุ้มเงิน




ในปัจจุบัน HRM เป็นอุปกรณ์ที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้นมากเมื่อเทียบกับเมื่อประมาณ 15 ปีที่แล้วเมื่อ Polar ได้ออก HRM หลากรุ่นเข้าสู่ตลาดวงกว้าง สำหรับนักกีฬาแล้ว HRM  เป็นเครื่องมือวัดที่จะช่วยยืนยันคุณภาพของการฝึกซ้อมที่ตรงไปตรงมาที่สุด และหลังจาก Polar ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากกับผลิตภัณฑ์นี้ หลากหลายยี่ห้อก็ออกผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ สู่ท้องตลาดเพื่อจะทำในสิ่งเดียวกัน 15 ปีผ่านไป เทคโนโลยีของ HRM ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปมากนัก ยกเว้น chest strap ที่ดูจะเล็กลง ใส่สบายขึ้น และเปลี่ยนถ่านได้ นอกเหนือจากนี้ยังมีระบบสื่อสารที่กำลังพัฒนาขึ้นไปเรื่อย ๆ เช่น ระบบที่ใช้ ANT+ ที่เกือบจะเป็นมาตรฐานของการสื่อสารของเครื่องมือออกกำลังกายในปัจจุบันนี้ หรือ ระบบของ Polar เองที่ปัจจุบันนี้สามารถวัด HRM ขณะว่ายน้ำได้เพียงเจ้าเดียวในโลก

ในขณะที่นักกีฬาต้องการใช้ HRM ในการควบคุมความเข้มข้นของการออกกำลังกาย คนทั่วไปก็เริ่มหันมาใช้ HRM เพื่อกำหนดความหนักของการออกกำลังกายที่เหมาะสม เช่น การลดความอ้วนที่ต้องการกำหนดการออกกำลังกายให้อยู่ในช่วงที่เผาผลาญไขมันมากที่สุด หรือผู้ป่วยหลังการพักฟื้นที่ต้องการความมั่นใจว่าการออกกำลังกายนั้นไม่หนักจนเกินไป แต่ไม่ว่าจะใช้เพื่อทำอะไรก็ตาม ด้วยราคาที่ลดลงมาเป็นอย่างมากของ HRM ทำให้หลาย ๆ คนเริ่มตะหงิด ๆ ว่าถ้าจะถอยมาสักอันจะใช้มันอย่างไร แล้วจะคุ้มค่าหรือไม่ มาลองดูกัน

images

HRM ทำหน้าที่วัดจังหวะการเต้นของหัวใจของเรา การรู้ว่าหัวใจเต้นด้วยอัตราเท่าไร จริง ๆ แล้วแทบจะไม่ได้ช่วยอะไรเราเลย เนื่องจากจังหวะการเต้นของหัวใจของแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน และการตอบสนองต่อการออกกำลังกายของเราแต่ละคนนั้นก็ไม่แตกต่างกัน เรารู้มาจากการเรียนวิชาพละสมัยเด็ก ๆ คือคนที่ร่างกายแข็งแรงจะมีการเต้นของหัวใจที่ต่ำกว่า ในขณะเดียวกันคนที่สูงอายุก็มีแนวโน้มการเต้นของหัวใจที่ช้ากว่าเช่นกัน แต่ถ้าเรารู้ว่าหัวใจของเราเต้น 60 bpm (beat per minute) และเมื่อเราออกวิ่งมันจะกลายเป็น 150 bpm มันบอกอะไรเรา ดังนั้นเพื่อให้เข้าใจพื้นฐานของการใช้ HRM เราจึงควรจะรู้ข้อมูลเหล่านี้

มีจังหวะหัวใจที่คนทั่วไปยังสับสนกันอยู่มากนั่นคือ Ambient HR และ Resting HR ในขณะที่ Ambient HR คือจังหวะหัวใจที่วัดขณะนั่ง วัดหลายครั้ง หลาย ๆ เวลาในหนึ่งวัน ค่าเฉลี่ยที่ได้คือ Ambient HR คนที่ฟิตจะมีตัวเลขที่ต่ำกว่า และมีแนวโน้มว่าหัวใจจะใช้งานได้นานกว่า เช่น ความแตกต่างกัน 20 bpm จะส่งผลให้หัวใจเต้นต่างกันถึง 473,040,000 ครั้งในระยะเวลา 45 ปี ในขณะที่ Resting HR จะเป็นค่าที่สามารถวัดได้เมื่อตื่นนอน ก่อนที่จะลุกขึ้นนั่ง หรือกลิ้งไปมา บิดขี้เกียจ เป็น HR ที่เราใช้ระหว่างการนอนพักผ่อน ซึ่งตัวเลขนี้ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงไปมากกว่า  5 bpm จะเป็นสัญญาณของความเครียดสะสมของร่างกายที่เราเรียกกันว่า Overtrain แน่นอนว่าการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจะทำให้ค่าสองค่านี้ลดลง

images-2

กฏเบื้องต้นในการใช้จังหวะหัวใจในการออกกำลังกายคือ สัดส่วนเป็นร้อยละของการเต้นสูงสุดของหัวใจ (MHR : Maximum Heart Rate) เช่น สำหรับการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ 50-65% MHR, สำหรับฟิตเนส 65-80% MHR และ สำหรับนักกีฬาอาชีพ 80-100% MHR เป็นต้น หรือในปัจจุบันนี้ HRM หลาย ๆ ยี่ห้อกำหนด Zone ในการออกกำลังกายได้ถึง 5 Zones ซึ่งโดยทั่วไปแบ่งออกเป็นดังนี้คือ

  1. Healthy Heart Zone : 50-60% MHR
  2. Temperate Zone : 60-70% MHR
  3. Aerobic Zone : 70-80% MHR
  4. Threshold Zone : 80-90% MHR
  5. Redline Zone : 90-100% MHR

images-4

อย่างไรก็ตามทฤษฎีการออกกำลังกายปัจจุบันนี้เริ่มมีการแบ่งซอยโซนย่อย ๆ ออกเป็น 7-9 โซน ซึ่งผมจะไม่กล่าวถึงในบทความนี้เนื่องจาก HRM ส่วนใหญ่ไม่รองรับจำนวนโซนมากขนาดนี้ รายละเอียดของแต่ละโซนนั้นมีค่อนข้างมาก แต่โดยทั่ว ๆ ไปผลที่ได้จากการออกกำลังกายที่ระดับต่าง ๆ นั้นก็ตรงตามที่ชื่อมันตั้งเอาไว้ ในขณะที่ระดับ 1-3 นั้นเหมาะสำหรับบุคคลทั่วไปที่จะต้องการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ หรือเป้าหมายอื่น ๆ เช่นลดความอ้วน นักกีฬาก็จะสนใจในโซน 4-5 เพื่อใช้ในการเพิ่มความสามารถทางกีฬาของตนเอง เป็นต้น ไม่ว่าจะสนใจใช้โซนไหนก็ตามปัญหาก็จะมาตกอยู่ที่ MHR ว่าจริง ๆ แล้ว MHR ของเรามีค่าเท่าไร

ในคู่มือของ HRM เกือบทุกยี่ห้อใช้การคำนวณ MHR จากอายุ ในบางกรณีอาจจะมีน้ำหนักหรือเพศร่วมด้วย ยกตัวอย่างเช่น MHR = 210 – (half your age) – (.05 x your weight) + 4 (if you’re male; females don’t add anything).  เป็นต้น สูตรเหล่านี้ใช้ข้อสมมุติฐานว่าหัวใจของเราจะเต้นช้าลงเรื่อย ๆ จากวัยทารกที่มี HRM ประมาณ 200-220 และลดลงตามน้ำหนัก ในขณะที่เพศหญิงมีแนวโน้มที่จะเต้นช้ากว่าผู้ชาย ซึ่งเราจะเห็นว่าข้อสมมุติฐานนี้มีจุดอ่อนหลายอย่างตั้งแต่ HRM ของเด็กที่เราไม่ได้รู้จริง ๆ และสัดส่วนการลดลงด้วยปัจจัยต่าง ๆ นั้น ก็เป็นเพียงการเก็บข้อมูลและสร้างจาก empirical theory เท่านั้น

images-1

ในบทความนี้ผมจึงอยากจะเสนอแนวทางในการหา HRM ด้วยตัวเอง จากวิธีง่าย ๆ เพื่อที่จะได้ตัวเลขที่เป็นตัวเลขของเราเองจริง ๆ ไม่ใช่ค่าประมาณจากสูตรใด ๆ ซึ่งโดยมากแล้วจะให้ตัวเลขที่ไม่ตรงกับความเป็นจริงเอาเสียเลย และจะส่งผลไปสู่การออกกำลังกายในโซนต่าง ๆ ได้ไม่ตรงเป้าหมายที่ต้องการ เช่น ถ้า MHR จากสูตรคือ 170 แต่ความเป็นจริง MHR คือ 195  Aerobic Zone ที่คำนวณได้นั้นจะอยู่ที่ 119 และ 135 ตามลำดับ เป็นความแตกต่างกันสูงถึง  16 bpm เลยทีเดียว หรือในกรณีตัวผมเองที่ MHR คำนวณตามสูตรนี้จะได้ 187 แต่ในการวัดแบบง่าย ๆ นั้นผมได้ MHR 189 bpm เป็นต้น แล้ววิธีการวัด MHR แบบง่าย ๆ ทำได้ด้วยตัวเองมีอะไรบ้าง

Biggest Number Test : เป็นวิธีแรกที่ง่ายที่สุดสำหรับใครที่ออกกำลังกายค่อนข้างหนักเป็นประจำอยู่แล้ว ​ซึ่งตัวเลขในปัจจุบันผมใช้ตัวเลขที่ได้จากวิธีนี้ ถ้าหากคุณออกกำลังกายเป็นประจำ และใช้ HRM อย่างสม่ำเสมอ มีการออกกำลังกายนาน ๆ หรือหนัก ๆ ตามโปรแกรมที่คุณจัดไว้ MHR ก็เป็นตัวเลขที่สูงที่สุดที่วัดได้นั่นเองครับ ผมเริ่มต้นจากตัวเลขคำนวณตามสูตรด้านบน ในการตั้งค่า HRM ที่เพิ่งซื้อใหม่ของผม หลังจากนั้นเมื่อออกกำลังกายเสร็จ ถ้าผมเห็น HR ที่สูงกว่าเลขนั้น ผมก็ปรับ MHR ไปเรื่อย ๆ ซึ่งเป็นวิธีที่ง่าย สะดวกดีครับ แต่ความแม่นยำก็จะขึ้นอยู่กับความหนักของโปรแกรมออกกำลังกายของคุณเอง

5K Race Test : การทดสอบแบบนี้ก็ไม่ยากนัก แต่ความฟิตของคุณก็เป็นเป็นอุปสรรคในการที่จะได้เลขที่สมจริง วิธีการคือวิ่งแข่ง 5K หรือปั่นจักรยานระยะที่ต้องใช้เวลาประมาณ 20-30 นาที ในช่วง 1-2 นาทีสุดท้ายให้เร่งสุดชีวิตเข้าเส้นชัย เอาค่า HR สูงที่สุดที่วัดได้ บวก 5 เข้าไปก็จะได้ค่าประมาณ MHR ของคุณนั่นเอง (ที่ต้องบวกเลขเพิ่มเพราะความล้าของกล้ามเนื้อของคุณทำให้คุณไม่สามารถเร่งจนได้ MHR จริง ๆ ของคุณได้) ผมใช้วิธีนี้เพื่อทดสอบร่วมกับวิธีแรก แต่พบว่าด้วยวิธีนี้ผมยังไม่สามารถทำให้ MHR ของผม แม้กระทั่งบวก 5 แล้วสูงกว่า MHR ที่ผมพบในวิธีแรกได้เลย

images-3

2-4 Minute Test : วิธีนี้เชื่อว่าเป็นวิธีที่แม่นยำมากที่สุดที่จะสามารถทดสอบได้ด้วยตัวเอง เริ่มด้วยการวอร์มอัป 5-10 นาทีโดยมีเป้าหมายให้ HR 60% ของ MHR (คำนวณ) หลังจากนั้นก็ค่อย ๆ เร่งขึ้น ให้ 5 bpm ในทุก ๆ 15 วินาที ภายใน 2-4 นาทีคุณจะไม่สามารถเร่งได้เพิ่มขึ้นอีกแล้ว ทั้งความเร็วทั้งหัวใจ และนั่นแหละคือ MHR ของคุณครับ วิธีนี้จะสั้นมากเพียงพอที่ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อยังไม่เข้ามาเป็นอุปสรรค แต่อุปสรรคจะเป็นใจของคุณเอง ซึ่งจริง ๆ เขาแนะนำว่าควรให้มีเพื่อนเป็นคนดู MRM แล้วคอยตะโกนบอกตัวเลข HR พร้อมกับสั่งเร่งความเร็ว กดดันคุณไว้ขณะพยายามเพิ่มความเร็ว

ครับ นี่คือจุดเริ่มต้นของการใช้ HRM  ในการฝึกซ้อม โดยใช้พื้นฐานของ MHR มาคำนวณโซนต่าง ๆ ตามความเหมาะสม ในทฤษฎีนี้จริง ๆ แล้วเชื่อว่า MHR ของเราจะคงที่ไม่ลดลงตามอายุอย่างที่สูตรคำนวณว่าไว้ถ้าหากคุณเป็นคนที่ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และในขณะเดียวกันก็จะไม่เพิ่มขึ้น เพราะ MHR  จะขึ้นอยู่กับสรีระของคุณและเป็นสิ่งที่ติดตัวคุณมาตั้งแต่เกิด เพียงแต่ว่าตัวเลขนี้น่าจะเริ่มคงที่เมื่อการเติบโตของคุณสิ้นสุดลง (อายุ 18-20) อย่างไรก็ตามนี่เป็นเพียงประตูบานแรกที่นำคุณเข้าสู่การใช้ HRM ของคุณ แต่เมื่อคุณใช้มันมากขึ้น ฟิตขึ้น คุณจะเริ่มพบว่าโซนต่าง ๆ ที่จัดให้คุณนั้นเริ่มจะไม่ตอบคำถามของคุณ เมื่อถึงเวลานั้น เราจะมาคุยกันเรื่อง Treshold training  กันต่อไปครับ

*ผมเขียนตอนต่อไปสำหรับ Heart Zone Training ไว้แล้วครับ

 

 

 

 

iRobot : ช่วยแม่บ้านได้จริงหรือ

หลาย ๆ คนคงนึกไปถึงฉากในหนังอวกาศเมื่อ ผมเริ่มโพสว่าผมหาผู้ช่วยมาให้แม่บ้านของผม เป็นหุ่นยนต์สำหรับดูดฝุ่น แม้ว่าเจ้า iRobot ตัวนี้จะอยู่ในท้องตลาดที่อเมริกามานานกว่า 10 ปีและเข้ามาเมืองไทยได้เกือบปีแล้ว ต้องยอมรับว่าในเมืองไทยนั้น นอกจากจะไม่สามารถหาซื้อได้ในร้านค้าขายเครื่องดูดฝุ่นโดยทั่วไปแล้ว ยังไม่เป็นที่รู้จักสำหรับคนส่วนใหญ่เสียอีกด้วย ผมไม่แน่ใจว่ากลุ่มลูกค้ากลุ่มใหญ่จะเป็นศิษย์เก่าคณะวิศวกรรมศาสตร์ หรือไม่ แต่อุปกรณ์เช่นนี้น่าจะทำให้วิศวกรนึกภาพการทำงาน ข้อจำกัด และศักยภาพมันได้มากกว่ากลุ่มคนที่มีพื้นฐานอย่างอื่น นอกเหนือจากความคลั่งไคล้ใฝ่ฝันตามประสาวิศวกร ที่สักวันอยากจะมีผู้รับใช้เป็นหุ่นยนต์อย่างที่เคยได้แต่เห็นในภาพยนต์ไซไฟ

Aibo_Specs_

ผมเป็นคนหนึ่งที่เข้าข่ายนั้น แม้ว่าในสภาวะครอบครัวที่เป็นครอบครัวเดี่ยว ไม่มีคนรับใช้ในบ้าน แม่บ้านของผมต้องมีภาระดูแลลูกวัยซน ที่มีอาการซนแบบยั้งไม่อยู่ถึงสองคน และกำลังจะมาเพิ่มให้อิ่มใจอีกหนึ่งคน ก่อนที่คุณแม่บ้านของผมจะอยู่ในภาวะเคลื่อนย้ายตัวลำบากนั้น เหตุผลที่จะหาตัวช่วยเข้ามาเพิ่มในเวลานี้ก็ดูเหมือนจะสมเหตุสมผลด้วยประการทั้งปวง แต่นี่ไม่ใช่หุ่นยนต์ตัวแรกของผม และมันคงไม่แปลกที่มันออกมาจากปากของวิศวกรคนหนึ่ง หุุ่นยนต์ตัวแรกของผมคือ Sony Aibo สุนัขหุ่นยนต์ที่จะพัฒนาความเป็นตัวตนจากการเล่นและพูดคุยกับมันทุก ๆ วัน ผมเล่นกับมันเป็นเวลาหนึ่งเดือนก็รู้สึกว่า หุ่นยนต์ยังห่างไกลความเป็นสิ่งมีชีวิตอยู่มาก และการมีเพื่อนเล่นเป็นสุนัขหุ่นยนต์มันก็ไม่ได้สนุกสักเท่าไร ตัวที่สองมาพร้อมกับกระแสกลับมาอีกครั้งของ Furby ที่น้าผู้หวังดีซื้อมาให้ลูก ๆ ของผมเล่น ต้องขอบอกว่า แม้แต่ลูกผมยังทนเล่นกันมันได้ไม่เกินหนึ่งสัปดาห์ เทคโนโลยีที่จะสร้างให้มนุษย์มีปฏิสัมพันธ์ุกับหุ่นยนต์มันยังไม่พร้อม ในขณะเดียวกันมนุษย์ยังอยู่ในช่วงต้นของพัฒนาการเข้าสู่การปฏิสัมพันธ์กับเครื่องจักร ผมคิดว่าในอีกประมาณสิบปี สิ่งเหล่านี้จะเป็นรูปธรรมมากขึ้น แต่สำหรับ iRobot ผมมีความเชื่อมั่นให้กับหุ่นยนต์ตัวนี้ค่อนข้างมาก
1682073-inline-inline-2-furby

iRobot ถูกออกแบบมาเพื่อให้ทำหน้าที่ง่าย ๆ เพียงอย่างเดียวคือ ดูดฝุ่น งานที่ตรงไปตรงมาเป็นที่สุด เรียกร้องระดับการปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์เป็นศูนย์  นั่นคือมันไม่แคร์ว่าผมจะคิดกับมันอย่างไร ปฏิบัติตัวกับมันอย่างไร ต่างจากหุ่นยนต์สองตัวแรกที่ผมเป็นเจ้าของ เจ้า iRobot มีหน้าที่เพียงดูดฝุ่นและมันทำหน้าที่ของมันได้ดีมากเสียด้วย การได้เห็นหุ่นยนต์ที่ทำหน้าที่เฉพาะทางได้เข้ามาร่วมอยู่ในชีวิตของมนุษย์นั้น เหมือนกับการที่ได้เห็นการก้าวข้ามของการใช้งานหุ่นยนต์เฉพาะทางในโรงงานอุตสาหกรรมสามารถข้ามผ่านการยอมรับของมนุษย์ให้สามารถเข้าร่วมอาศัยชายคาร่วมกัน เหมือนเป็นจุดเริ่มต้นของหนังไซไฟชื่อดังหลาย ๆ เรื่อง แม้ด้วยหลายสิ่งหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นความรักชอบส่วนตัว ความเป็นวิศวกร และเหตุผลอื่น ๆ อีกมากมายที่จะทำให้ผมซื้อเจ้าตัวนี้โดยไม่รู้สึกผิด แต่เหตุผลหลักสำคัญที่ผมกล้าตัดสินใจคือ เพื่อนวิศวกรของผม ณัฐ ได้ลองใช้แล้วประทับใจ อีกทั้งเพื่อนวิศวกรอีกคนของผม อาร์ท ทำหน้าที่เป็นที่ปรึิกษาทางเทคนิคให้กับบริษัทนำเข้า ผมจึงตัดสินใจซื้อมันมาใช้ได้ ดังนั้นผมจึงไม่แปลกใจที่หลาย ๆ คนเมื่อเห็นผมโพสการใช้งานเจ้าตัวนี้จึงมีคำถามในเชิงการตัดสินใจมาให้ผมมากมาย และนั่นคือที่มาของบทความนี้ในวันนี้

ในมุมมองของวิศวกรแล้วการที่หุ่นยนต์จะเข้ามาทำงานดูดฝุ่นให้เป็นที่ยอมรับของมนุษย์นั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยเสียทีเดียว และแน่นอนว่าหุ่นยนต์แต่ละรุ่นแต่ละยี่ห้อไม่สามารถทำงานได้ดีเท่าเทียมกัน ดังเช่น Youtube ประกอบคลิปนี้ เจ้า iRobot Roomba 760 ที่ผมใช้ตัวนี้ อาศัย Core Technology หลาย ๆ อย่างที่จะทำให้งานที่ดูง่าย ๆ สำหรับมนุษย์นั้น ดูไม่ยากเกินไปนักสำหรับหุ่นยนต์ เริ่มต้นที่เทคโนโลยีการทำความสะอาด ที่เริ่มด้วยระบบทำความสะอาดที่เรียกว่า 3 stages cleaning system ซึ่งประกอบไปด้วย spining side brush ทำหน้าที่ปัด กวาดฝุ่นจากมุม และตำแหน่งที่ยังไงเสียหุ่นยนต์ก็เดินเข้าไปไม่ถึง ให้เข้าไปสู่ระบบแปรงด้านใต้ตัวเครื่องที่เรียกว่า Counter-Rotating Brushes ก่อนที่จะถูกดูดด้วยพลังการดูดที่อุตสาห์มีชื่อเรียกว่า Powerful Vacuum การทำความสะอาดแบบนี้ดู ๆ ไปแล้วคล้ายคลึงกับการหาอาหารของสิ่งมีชีวิตระดับต่ำ ที่มีระบบเซนเซอร์ของร่างกายค่อนข้างจำกัด เครื่องมือค่อนข้างจำกัด รวมถึงสมองที่ค่อนข้างจำกัด ผมจะไม่แปลกใจเลยว่าเบื้องหลังส่วนหนึ่งในการออกแบบนี้มีสิ่งที่เรียกว่า Bio-inspire ซ่อนอยู่ และอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่ทำให้งานของเจ้า iRobot ดำเนินไปได้ด้วยที่กว่าที่ผมคาดไว้อย่างมาก ๆ คือ สิ่งที่เขาเรียกว่า Active Cleaning Head Suspension ที่จะทำให้เจ้าหุ่นตัวนี้สามารถทำความสะอาดพื้นที่ที่มีความต่างระดับเล็ก ๆ น้อย ๆ ทั่วไปทั้งพื้นที่ หรือในกรณีของผมพื้นที่ที่มี Area rug เป็นส่วนประกอบสำคัญของบ้านอย่างบ้านผมได้เป็นอย่างดี แต่อย่างไรก็ตามใช่ว่าจะไม่มีข้อจำกัด ซึ่งจะกล่าวถึงต่อไป

ไม่ว่าเทคโนโลยีการทำความสะอาดจะดีแค่ไหน แต่ถ้าเทคโนโลยีที่จะทำให้เจ้า iRobot นี้เดินทำความสะอาดให้ทั่วห้องไม่ได้ มันก็คงไม่ต่างกันกับการยื่นเครื่องดูดฝุ่นให้กับคนตาบอด ด้วยชื่อรวม ๆ ที่เรียกว่า iAdapt Responsive Cleaning Technology ประกอบไปด้วยกลไกหลาย ๆ อย่างที่จะทำให้ iRobot มีความสามารถสูงในการที่จะทำงานได้ทั่วทั้งพื้นที่โดยที่ไม่ต้องมีการปรับพื้นที่เป็นพิเศษสำหรับการทำงานของมัน คลิปนี้อธิบายเทคโนโลยีนี้ไว้ค่อนข้างดี สิ่งที่เรียกว่า Light touch, Soft touch, Wall follow, Persistent pass, Escape behavior, Clutter navigation, Cliff detect และ Anti-tangle สามารถทำงานได้เกือบเต็มร้อยเปอร์เซนต์ แต่หุ่นยนต์ก็ไม่ต่างกันมนุษย์ที่จะทำงานพลาดบ้างเป็นบางครั้ง และในบางกรณีมันก็ยากเกินไปสำหรับหุ่นยนต์หรือแม้แต่มนุษย์เอง


irobot

iRobot Roomba 760 ที่ผมเลือกมาใช้นั้น มีเซนเซอร์เป็นจำนวนมาก ที่จะทำให้มันสามารถทำหน้าที่ได้ดี โดยอาศัยความช่วยเหลือจากผมน้อยที่สุด นอกเหนือจากเก็บของเกะกะชิ้นโต ๆ ที่ไม่สามารถดูดเข้าไปทิ้งได้ หรือมีค่าเกินกว่าที่จะสูญหายไปกับการเทถังผงทิ้งให้กับมันแล้ว ผมก็แทบจะไม่ต้องทำอะไรอีกเลย ยกเว้นเคลื่อนขาเก้าอี้บางตัวที่กั้นมุมไว้ทุกด้านไม่เหลือมุมให้เจ้าหุ่นของเราเดินเข้าไปได้แม้แต่ทางเดียว แน่นอนครับหุ่นตัวนี้ไม่ตกบันได ไม่ตกชั้นลอย ไม่ตกชั้นต่างระดับอย่างเช่น ห้องน้ำที่มีพื้นลดระดับลงไป ผมไม่แน่ใจว่าต้องมีความสูงเท่าไรมันถึงจะมองว่าไม่ควรเดินลงไป หรือความสูงเท่าไรสามารถเดินลงไปได้ ผมคิดว่าอย่างน้อยมันคงต้องมั่นใจว่าเดินขึ้นมาได้มันถึงจะเดินลงไป เท่าที่ผ่านมา iRobot เดินขึ้นลงพรมป่าน IKEA หนาประมาณ 1 ซม. โดยไม่ลังเล ปีนขึ้นลงแผ่นหินเกรนิตหนาเกือบ 2 ซม. ที่ผมวางรองโน่นนี่ไว้ทั่วบ้าน หรือปีนฐานพัดลมตั้งพื้นลาด ๆ ดูแล้วเหมือนรถ 4WD กำลังตะลุยข้ามห้วย บางครั้งสูงเอียงกว่า 10 ซม. แต่ก็ไม่หล่นลงห้องน้ำที่ลดระดับลงไปเพียง 5 ซม. ในความผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้นได้ iRobot ก็รักษาตัวเองไว้ได้อย่างน่าประทับใจ มีอยู่ครั้งนึงที่ล้อหนึ่งในสองร่วงลงพื้นต่างระดับ เครื่องก็หยุดทำงานและร้องเรียกขอความช่วยเหลือในทันที แม้ว่าเซนเซอร์จะทำให้มันรู้ว่ามีพื้นต่างระดับการหมุนกลับตัวในบางครั้งก็ทำให้พลาดได้ บนพื้นลาดเอียงอย่างฐานพัดลมก็อาจจะทำให้เกิดปัญหาได้เช่นกัน เนื่องจากฐานของ iRobot ค่อนข้างอยู่ติดพื้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดูดฝุ่น ความสามารถในการปีนและยกตัวของล้อทำให้มันปีนขึ้นไปได้ แต่การพลาดในบางครั้งอาจจะทำให้ใต้ท้องของเจ้า iRobot ไปเกยค้่างบนทางลาดนั้นได้ เหมือนเต่าติดก้อนหินเดินไปไหนไม่ได้อย่างไรอย่างนั้น แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น iRobot ก็จะหยุดทำงานอีกเช่นกัน

ความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นได้และน่าจะเป็นอันตรายต่อชีวิตของเจ้า iRobot เคยเกิดกับผมมาแล้วหนึ่งครั้ง iRobot มีเซนเซอร์มองลงพื้นอยู่รอบตัวอยู่ 6 ตำแหน่ง แต่ด้วยอุปกรณ์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นถังเก็บฝุ่น แปรงข้าง ทำให้เซนเซอร์เหล่านี้ไม่สามารถแบ่งให้อยู่ในตำแหน่งที่เท่า ๆ กันทั้งรอบตัว แต่ด้วยความฉลาดในการออกแบบ การที่รวมให้ทั้ง 6 เซนเซอร์ มารวมกลุ่มอยู่ด้านหน้าของหุ่น และควมคุมการเคลื่อนไหวให้การเดินหน้าเป็นทิศทางเคลื่อนไหวหลัก การถอยหลังตกคลองนั้นแทบจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลย อย่างไรก็ตาม ด้านหน้าของหุ่นจะยังมี Bumper sensor ที่คอยบอกถึงสภาวะการชนของหุ่น ร่วมกับ proximity sensor ด้านหน้าที่สามารถทำให้หุ่นยนต์สามารถชะลอความเร็วก่อนชนกำแพง เพื่อลดเสียงรบกวนระหว่างการทำงาน ในขณะเดียวกันก็ยังสามารถเดินทะลวงเข้าไปถ้าหากว่าฉากกันนั้นเป็นเพียงผืนผ้า อย่างเช่น ผ้าคลุมเตียงหรือผ้าคลุมโต๊ะ ที่เชาเรียกมันว่า Soft-touch เป็นต้น แต่นั่นเป็นเหตุผลที่อุบัติเหตุถึงชีวิตอาจจะเกิดกับ iRobot นี้ได้ เมื่อสถานะการณ์ที่ มีบันไดอยู่หลังประตูที่ปิดไม่สนิท เมื่อหุ่นยนต์มองเห็นประตูมันจะชะลอ เมื่อมันชนเข้ากับประตูแล้วประตูเปิดออกพร้อม ๆ กับหุ่นที่พยายามเดินเข้าไปเข้าสู่หายนะ ผมไม่แน่ใจว่าเจ้า iRobot มันจะสามารถประมวลผลพื้นที่ต่างระดับไม่ทัน หรือคำสั่งในการทะลวงประตูมัน overwrite ความรักชีวิตของมัน ในกรณีของผมมันดันประตูห้องน้ำที่ปิดไม่สนิทเข้าไป แล้วร่วงระดับ  5 ซม. ลงไปเดินเวียนวนอยู่ในห้องน้ำจนกระทั่งผมตื่นนอนมาพบและช่วยมันออกมา แม้ว่าเหตุการณ์สมมุตินี้จะเกิดขึ้นได้ยาก แต่สภาพที่พักอาศัยแบบห้องแถวในเมืองไทยนี้ ผมเคยเห็นบ้านที่มีประตูเช่นนี้มาแล้วหลายต่อหลายหลัง

Screen Shot 2556-06-02 at 12.47.02 AM

ผมไม่แน่ใจว่าเขาใช้เทคโนโลยีอะไรมาใช้สำหรับกรณี Anti-tangle ผมพยายามไม่ลอง เพราะโดยการออกแบบแล้ว ถ้าสายไฟเรี่ยราด และมีปลายข้างหนึ่งฟรีอยู่ ยกตัวอย่างเช่นสายชาร์จมือถือที่ปล่อยปลายทิ้งไว้บนพื้น ผมมองดูแล้วมันน่าจะเข้าไปพันใต้เครื่องได้ไม่ยากนัก แม้สายไฟที่เสียบอยู่แล้วขดอยู่ทั่วพื้นมันก็ดูเสียว ๆ ว่าจะถูกดูดเข้าไปพันได้เช่นกัน ผมไม่เก็บสายไฟที่มีการเสียบใช้งานเลยแม้แต่เส้นเดียว แต่ผมพยายามเลื่อน ๆ มันเข้ามุมหลบ ๆ ไว้ และเก็บสายที่ปลายฟรีทุกอัน ไม่กล้าทำตามคลิปที่โชว์ ยกเว้นครั้งเดียวที่ผมนั่งดูมันทำงานอยู่และพยายามทดสอบความสามารถ Anti-tangle ของมัน แต่เจ้าหุ่นก็สอบตกครับ สายชาร์จเข้าไปพันเสียหลายรอบ ผมสงสารมันเลยไปช่วยเสียก่อน ไม่ได้รอดูว่ามันจะสามารถรู้ได้ด้วยตัวเองหรือไม่ว่ามันกำลังจะเกิดปัญหา ในรุ่น 700 ขึ้นไปจะมีเซนเซอร์ที่จะตรวจจับความสกปรก โดยจะพยายามทำงานในพื้นที่ที่เห็นความสกปรกอยู่ ซึ่งใช้ทั้งระบบ optical และ acoustic ผมไม่ได้พยายามแกล้งมันเพื่อจะดูความสามารถมันครับ แต่โดยทั่วไปเวลาผมปล่อยให้มันทำงานในโหมดปกติมันก็สามารถทำความสะอาดได้ทั่วถึงดี แต่ไม่รู้เป็นเพราะเจ้าเซนเซอร์พวกนี้ หรือเป็นเพียงเพราะอัลกอริธึมของมันทำให้มันเดินทั่วได้ดีก็ไม่รู้ ในขณะเดียวกันในบางครั้งที่ผมกวาดขยะมากอง ๆ เอาไว้ แล้วเปิด iRobot ให้ทำงานในโหมด Spot ซึ่งควรจะทำงานในพื้นที่บริเวณประมาณ 1 เมตร  มันก็ดันเก็บกองขยะไม่หมดทั้ง ๆ ที่เห็นออกจะชัดขนาดนั้น ซึ่งมันอาจจะเป็นเพราะโหมด Spot ก็ได้ที่กำหนดเวลาและพื้นที่ทำงานไม่ครอบคลุมกองขยะที่กองไว้ แต่ในบางครั้งโดยเฉพาะบนพื้นพรมมันก็มองว่าสกปรกและเดินกลับไปมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรมที่มีปลายยาว ๆ มันก็จะเดินกลับไปมาบริเวณปลาย ๆ อยู่หลายรอบเลยทีเดียว

ผมพบว่า พรมเบา ๆ ผืนเล็ก ๆ ที่มีปลายพู่ มีแนวโน้มที่จะมีปัญหากับเจ้า iRobot แม้ว่าเขาจะบอกว่ามีเทคโนโลยี Anti-tangle เป็นตัวแก้ปัญหาพวกนี้ ซึ่งตามที่ได้บอกแล้วคือสายไฟเข้าไปพัน ผมก็เห็นมันเกิตขึ้นแล้ว แม้ว่าผมจะไม่ได้รอจนมันแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง แต่จากการไปแกะมันออกมา ผมยังนึกไม่ออกว่ามันจะหลุดออกมาด้วยตัวเองได้อย่างไร พรมหนัก ๆ ที่มีปลายพู่ ก็ไม่มีปัญหาอะไรนัก ดูเหมือนมันจะไม่กินปลายเท่าใดนัก แต่ทันที่ที่พรมนั้นมีน้ำหนักเบา บางครั้งพรมเกิดการม้วน ซึ่งการที่มีพู่อยู่ด้วยการม้วนตัวของพรมเกิดขึ้นได้ง่ายแทบจะรับประกันเลยว่าเกิดขึ้นแน่นอน ซึ่งผมนั่งดูอยู่ทุกครั้ง ในความเป็นจริง ผมไม่แน่ใจว่ามันจะแก้ปัญหาเองได้อย่างไร แต่เท่าที่เฝ้าดู พรมจะถูกม้วนจนกลายเป็นอุปสรรคในการทำความสะอาดให้ทั่วถึง ดังนั้นถึงแม้ว่าในคู่มือจะพยายามบอกว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ว่าจะเป็นสายไฟ พรม จะไม่เป็นปัญหา แต่ผมก็จะพยายามเคลียร์ ๆ พื้นที่ให้มันเล็กน้อย เพราะผมเริ่มรู้แล้วว่าอะไรบ้างที่ iRobot ไม่ค่อยชอบ

Screen Shot 2556-06-02 at 12.49.52 AM

รุ่นที่ผมใช้ถือว่าเป็นรุ่นกลาง ๆ มันเดินกลับเข้าบ้านไปชาร์จเมื่อทำงานเสร็จหรือถ่านใกล้หมดได้ รุ่นนี้เริ่มมีเซนเซอร์จับความสกปรก ถังเก็บขยะที่ดูเหมือนจะออกแบบมาค่อนข้างดี เพราะทุกครั้งเหมือนว่าฝุ่นจะเต็มถังแบบสมดุลย์ตลอดเวลา ซึ่งยืดเวลาในการทำความสะอาดได้นิดหน่อย มีอุปกรณ์เสริมเป็น Virtual Wall ที่เอาไว้กั้นพื้นที่ที่ไม่อยากให้หุ่นเข้าไป บ้านเล็ก ๆ อย่างผมยังนึกไ่ม่ออกว่าใช้อย่างไร รุ่นนี้ยังไม่มีระบบที่เรียกว่า Lighthouse ที่นอกเหนือจะคอยกั้นห้องจะยังสามารถปล่อยให้ออกจากห้องเพื่อไปทำความสะอาดอีกห้องเหมาะกับบ้านใหญ่ ๆ ไม่ใช่บ้านของผม เท่าที่ใช้มันทำงานมาผมชอบครับ แต่คาดว่าไม่เหมาะกับทุก ๆ คน ใครที่กวาดบ้านเป็นประจำ ถูบ้านเป็นประจำ แล้วคิดว่าจะใช้หุ่นทำงานแทนคงไม่เหมาะครับ หุ่นคงทำงานให้สะอาดให้เท่าคนคงไม่ได้ แต่เหมาะกับผมซึ่งใช้เวลาส่วนใหญ่ไล่เก็บของเล่น แค่เก็บของเล่นเสร็จก็ขี้เกียจกวาดต่อ จะกวาดทีนึงต้องรอให้มีอะไรสกปรกเกิดขึ้นแบบเก็บมือไม่ไหวก็เท่านั้น การมีหุ่นทำให้ผมมีบ้านสะอาดขึ้นโดยที่ไม่ต้องทำงานเพิ่มเติม และที่สำคัญมันทำงานได้ทั่วถึงอย่างน่าประทับใจ แม้ว่าจะมีผิดพลาดบ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่เป็นเรื่องที่แก้ไขง่าย ป้องกันได้ไม่น่ารำคาญจนเกินไป ความสามารถในการแก้ปัญหาเขาวงกตเรียกได้ว่าน่าประทับใจ เขาวงกตที่เกิดจากเก้าดี้ 6 ตัวที่ผมวางไว้บนห้องทำงานของผมมันเดินเข้าไปเล่นอย่างสนุกสนานเลยทีเดียว

คุ้มไหม ผมจะซื้ออีกไหม กับราคาที่ผมจ่ายไป ซึ่งใกล้เคียงกับราคาขายในอเมริกา ผมว่าใช้ได้ครับ ถือว่าอยู่ในระดับราคาที่น่าสนใจ ราคาจำหน่ายในเมืองไทยค่อนข้างสูงไปหน่อย คงทำให้ตัดสินใจได้ลำบากขึ้นเยอะ ถ้าไปเห็นที่เมืองนอกแล้วหิ้วเข้ามาก็น่าสนใจอยู่เหมือนกัน ว่าแต่กล่องของมันนี่ใหญ่อลังการณ์มาก ไม่น่าขนเสียเท่าไรครับ ข้อจำกัดจริง ๆ ของ iRobot ตัวนี้คือ ในขณะที่เราไม่ต้องเสียเวลามากวาดบ้านด้วยตัวเอง หรือดูดฝุ่นด้วยตัวเอง เราสามารถสั่งให้มันทำงานตอนไหนก็ได้ แต่ด้วยความที่มันเป็นเพียงหุ่นตัวเล็ก ๆ พื้นที่ในการเก็บฝุ่นของมันมีไม่มากนัก ในคู่มือแนะนำให้มีการทิ้งขยะและทำความสะอาดแปรงทุก ๆ ครั้งที่มีการใช้งาน ซึ่งเอาเข้าจริง ๆ ไม่สะดวกเท่าไรนัก การทิ้งขยะแม้ว่าจะไม่ได้ลำบากอะไรเท่าไร แต่การทำความสะอาดแปรงเรียกได้ว่ายุ่งยากและเสียเวลาพอสมควร และอาจจะมากกว่าการหยิบไม้กวาดมาทำความสะอาดบ้านเองเสียด้วยซ้ำ ถ้าในอนาคต iRobot จะถูกปลดประจำการณ์ก็คงเป็นเพราะสาเหตุนี้เป็นหลัก ในขณะที่ปัจจุบันยังอยู่ในช่วง honeymoon จะให้แปรงให้กี่ครั้งก็ยังไ่ม่มีท่าทีจะเบื่อครับ อ้อ หุ่นตัวนี้ค่อนข้าง woman friendly ครับ แม่บ้านเห็นแล้วรู้สึกจะชอบครับ เพราะผมคิดว่าในใจแม่บ้านคงคิดอยากกวาดบ้านอยู่ตลอดเวลา แต่ทำจริงคงไม่ไหว มีเจ้าหุ่นนี่ โดนใช้งานกันหนักเลยทีเดียว