สงขลามาราธอน : Welcome to ITBS

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2555 ที่ผ่านมานี้ผมเข้าร่วมการแข่งขัน สสส. สงขลามาราธอน นานาชาติ เฉลิมพระเกียรติ  แม้ว่าจะอ่อนซ้อมเสียเหลือเกิน เนื่องจากภาระการเดินทางที่ถี่จนไม่เป็นอันซ้อมทำให้ในช่วงเวลาก่อนหน้าผมมีเวลาฝึกซ้อมสำหรับรายการนี้เพียงหนึ่งสองครั้ง นั่นคือ วิ่งระยะทางประมาณ 13 กิโลเมตร และอีกครั้งคือ ระยะทางประมาณ 9 กิโลเมตร ทั้งสองครั้งห่างกันถึงหนึ่งสัปดาห์ และห่างจากวันแข่งขันหนึ่งสัปดาห์ นอกจากนี้ยังไม่ได้มีการออกกำลังกายประเภทอื่นเลย แม้ว่าระยะทางประมาณนี้จะอยู่ในระดับคงที่แล้วสำหรับ base ที่ผมสร้างมาเป็นเวลาหนึ่งปี แต่ในใจผมคิดเสมอว่าถึงแม้หัวใจจะเอาอยู่ แต่ช่วงล่างอาจจะรับไม่ได้เพราะเป็นงานหนักแบบเป็นช่วง ๆ เพื่อนนักวิ่งของผมก็เห็นด้วยว่าถ้าเป็นแบบนี้นาน ๆ ไปไม่ดีแน่

ผมใช้เวลาตัดสินใจไม่นานนักที่จุดรับสมัคร ที่จะลงระยะฮาร์ฟมาราธอน เนื่องด้วยภาวะอ่อนซ้อม ระยะมาราธอนไม่ถึงแน่ แต่วิ่งมินิมาราธอน มันสั้นเกินไปสำหรับผมแล้ว ไม่ค่อยคุ้มค่าตื่นเช้าเท่าไร ในคืนก่อนหน้าที่จะวิ่งผมต้องไปร่วมงานมงคลสมรส ซึ่งไม่ส่งผลดีกับผมนัก เพราะผมไม่ค่อยถนัดการรับประทานอาหารในงานใด ๆ ผมทานได้ไม่มากนัก อีกทั้งลูก ๆ ทั้งสองที่เล่นมาทั้งวันเริ่มออกอาการงอแง เราจึงต้องหนีออกจากงานล่วงหน้า ก่อนที่อาหารจานหลักจะออกเสริฟ อย่างไรก็ตามยังโชคดีที่เพื่อนของผมที่ดูแลที่พักในคืนนี้ จัดอาหารเย็นเตรียมไว้ให้ ผมจึงทานเพิ่มอีกนิดหน่อยเวลาประมาณสามทุ่ม และพยายามรีบเข้านอน เพราะตีสามผมก็ต้องเริ่มตื่นมาเตรียมของแล้ว

ผมนอนหลับอย่างรวดเร็ว แม้ว่าจะเป็นเวลาสั้น ๆ ไม่เพียงกี่ชั่วโมง ผมก็รู้สึกว่าได้นอนเต็มอิ่ม ผมจัดอาหารเช้าเตรียมไว้เล็กน้อย แล้วก็ออกรถเพื่อเดินทางจากที่พักบนเกาะยอ เข้าร่วมงานบริเวณชายหาด สงขลา แม้ว่ามีการหลงทางเล็กน้อย ผมก็ยังเหลือเวลาที่จะได้วิ่งวอร์มสั้น ๆ เข้าห้องน้ำ และยืดเส้นยืดสาย ก่อนจะมายืนรอการปล่อยตัว งานนี้ไม่มีเสียเวลาเลยแม้แต่น้อย การจัดงานค่อนข้างดีครับ แต่คนไม่มากนักจึงไม่คิดว่าน่าจะมีปัญหาอะไร เมื่อเสียงปล่อยตัวดังขึ้นผมค่อย ๆ เดินออกไป และเริ่มวิ่งช้า ๆ เนื่องจากรู้ดีว่าซ้อมมาไม่ดีและวอร์มอัปไม่มากนัก

แต่แล้ว เมื่อระยะทางผ่านไปไม่เกินสองกิโล ผมก็เห็นเป้าหมายของผม ลุงรุ่นอายุ 60 ท่าทางแข็งแรง ผมคิดในใจว่าลุงน่าจะทำเวลาต่ำกว่าสองชั่วโมงแน่ ๆ ถ้าแกวิ่งไม่เร็วนัก เราเกาะ ๆ ไปก็น่าจะได้เวลาค่อนข้างดี ผมจึงตัดสินใจค่อย ๆ เกาะคุณลุงไป และเป็นไปตามคาดคุณลุงทำเวลาค่อนข้างดีสม่ำเสมออยู่ในช่วงที่ผมยังสามารถวิ่งตามได้ค่อนข้างสบาย ๆ แต่หารู้ไม่เวลาเฉลี่ยของคุณลุงอยู่ในระดับ 5 นาทีต้น ๆ เลยทีเดียว แม้ว่าจะไม่ใช่เวลาที่ดีที่สุดของผม แต่สำหรับระยะฮาร์ฟมาราธอนที่ความเร็วประมาณนี้ ที่ระยะทางห้ากิโลเมตรแรกแบบนี้ ไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ สำหรับผมเลยทีเดียว

เนื่องจากผมใช้ระบบ Percieve Exertion ในการฝึกซ้อม ในการแข่งขันผมความรู้สึกนี้ผมจึงใช้ในการซ้อมและแข่งขัน อย่างไรก็ตามผมยังใช้มันได้ไม่ค่อยดีนักในการแข่งขันและมักจะทำให้ผมวิ่งเร็วเกินไปในช่วงแรกของการแข่งขัน ผมพยายามถามตัวเองเรื่อย ๆ ขณะที่วิ่งตามลุงคนนั้นไปเรื่อย ๆ ผมคุยกับลุงเขาบ้างเล็กน้อย ในเชิงบ่น ๆ ว่าลุงเขาวิ่งได้เร็วจริง ๆ ลุงเขาก็เพียงเปรย ๆ ว่าช่วงแรกน่ะอย่าวิ่งให้เร็วมาก อย่าให้หมด ค่อยมาวิ่งกันจริง ๆ ในครึ่งหลัง ขณะนั้นความรู้สึกของผมก็ยังค่อนข้างดีอยู่ ยังสามารถไล่ตามคุณลุงไปเรื่อย ๆ ได้อย่างไม่ลำบากยากเย็น

ก่อนผ่านระยะกลับตัวคุณลุงเริ่มเจอเพื่อน ๆ ที่กลับตัวกันไปบ้างแล้วตะโกนแซว ว่าวิ่งช้าเกินไปแล้วนะ ผมยังไม่ได้เอะใจอะไร เมื่อถึงเวลากลับตัวเวลาของเราอยู่ที่่ 52:31 นาที ซึ่งเป็นความเร็วที่ไม่ได้ช้า แต่ก็ไม่ได้เร็วจนน่าตกใจ แต่ที่น่าตกใจกลับเป็นการกลับตัวของคุณลุง ผมเพิ่งเข้าใจสิ่งที่คุณลุงพูดถึง ความเร็วของคุณลุงดูเหมือนจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว การวิ่งไล่คุณลุงนั้นไม่ง่ายเหมือนที่ผ่านมาเสียแล้ว อย่างไรก็ตามต้องขอบคุณ Base ที่ผ่านมาของผม แม้ว่าจะเหนื่อยอยู่สักหน่อย ผมก็ยังสามารถเกาะหลังคุณลุงไปได้เรื่อย ๆ

คุณลุงเริ่มคุยกับผม ด้วยคำถามแรกว่าอยู่รุ่นไหน เอาซะแล้ว มันเป็นคำถามของคนที่ต้องการอันดับในการแข่งขัน ผมไม่ชอบการแข่งขันเอาเสียเลย พอผมบอกว่าผมอยู่รุ่น 40 คุณลุงก็ดูใจดีขึ้นมาในทันที บ่น ๆ ว่านึกว่าจะอยู่รุ่นเดียวกัน โหลุงก็ ไม่ทำร้ายจิตใจผมไปหน่อยเรอะ จากนั้นลุงแกก็เริ่มสาธยาย แกบอกผมว่าเกาะให้ดี ๆ นะ ถ้าตามลุงทันเนี่ย ในรุ่น 40 ก็คงได้อันดับไม่เกินที่ 30 ได้ยินเท่านั้น ผมเริ่มเหนื่อยขึ้นมาอย่างทันทีทันใด เหนื่อยขึ้นมาอย่างทันทีทันใด แต่ก่อนที่จะถูกความเหนื่อยเอาชนะใจผมไปนั้น ที่ระยะกิโลเมตรที่ 14 ผมเริ่มมีความรู้สึกแปลบขึ้นมาที่บริเวณเข่าเล็กน้อย ซวยละผมเริ่มคิดในใจ

ก่อนหน้านี้ ผมมีอาการบาดเจ็บบริเวณฝ่าเท้าขวา ทำให้ผมซ้อมได้ไม่เต็มที่ ร่วมกับการเดินทางที่ค่อนข้างถี่ การซ้อมระยะประมาณมินิมาราธอนเพียงสัปดาห์ละครั้งนั้นมีผลต่ออาการบาดเจ็บของผมเล็กน้อย อาการบาดเจ็บบริเวณฝ่าเท้าขวาค่อนข้างจะรบกวนการวิ่งของผมในช่วงการซ้อม และทำให้ผมต้องเลี่ยงไปใช้งานขาซ้ายค่อนข้างมากกว่าปกติเล็กน้อย ในการแข่งขันครั้งนี้เช่นกัน แม้ว่าจะไม่มีอาการบาดเจ็บของฝ่าเท่้ามารบกวนอีกแล้ว แต่ในใจผมยังค่อนข้างกลัวอาการจะย้อนกลับมาอีกครั้งในระหว่างแข่งขัน ผมจึงค่อนข้างจะเกร็งเท้าขวา และลงน้ำหนักด้านขาซ้ายมากเป็นพิเศษ

แต่แล้วมันก็กลับมาย้อนสุ่ตัวผมจนได้ ความรู้สึกแปลบ ๆ เริ่มกลายเป็นความรู้สึกคงที่ เริ่มส่งผลต่อการลงน้ำหนักตัวลงบนขาซ้าย ผมต้องก้าวสั้นลงเรื่อย ๆ ตอนนี้คุณลุงได้หนีหายไปจากผมแล้ว จากความเร็วประมาณ 5:20 นาทีต่อกิโล ความเร็วผมตกลงเหลือ  7 นาทีกว่า ๆ และในที่สุดผมก็ไม่สามารถงอเข่าซ้ายได้อีกต่อไป เพราะอาการเจ็บมันเหลือจะเกินทน ผมต้องเปลี่ยนเป็นเดินในทันที ที่กิโลเมตรที่ 18 ตอนนี้เวลาเท่าไรผมเริ่มไม่ค่อยสนใจแล้ว ผมสนใจเพียงแต่ว่าผมจะฟื้นทันเพื่อจะวิ่งเข้าเส้นชัยแม้เพียงระยะสั้น ๆ หรือไม่

นักเดินเร็ว มาเดินแซงผมที่กิโลเมตรที่ 19 ผมพยายามเลียนแบบท่าเดินของนักเดิน แต่ไม่เป็นผลเข่าซ้ายที่งอไม่ได้ ทำให้ผมไม่สามารถแม้กระทั่งเดินเร็วได้ แต่ด้วยความดันทุรังผมก็พบว่าผมยังสามารถเร่งความเร็วได้อีกเล็กน้อย ด้วยท่าเดินของคนขาเป็นโปลิโอ แบบที่ต้องดามเหล็กที่ขานั่นเอง ผมเดินสุดฤทธิ์ด้วยท่านี้ กัดฟันเต็มที่ทุกครั้งที่พลาดพลั้ง มีการงอของเข่า น้ำตาแทบจะไหล ร่างกายแทบจะทรุดลงไปนั่ง ผมเพียงบอกตัวเองว่าล้มไม่ได้ นั่งไม่ได้ เพราะไม่แน่ใจว่าจะลุกได้อีกหรือไม่

เมื่อผมมองเห็นเส้นชัยในระยะสายตา ผมพยายามทดลองวิ่งอีกครั้ง แต่เพียงหนึ่งก้าว ผมก็มั่นใจได้ทันทีว่า งานนี้ต้องเดินเข้าเส้นชัยอย่างเดียวเท่านั้น ผมทำเวลาได้ประมาณ 2:19:51 ช้ากว่าที่ตั้งใจไว้กว่าครึ่งชั่วโมง ผมค่อย ๆ กระเพลกไปใช้บริการนวด แม้ว่างานวิ่งครั้งนี้จะทำให้ผมบาดเจ็บเพิ่มเติม แต่บริการนวดในรายการนี้ถือว่าฝีมือเข้าขั้นจริง ๆ ในขณะนวดอยุ่นั้นผมรู้สึกเหมือนจะกลับมาวิ่งได้อีกครั้งเลยจริง ๆ แม้ว่าในความเป็นจริง แค่จะลุกเดินกลับไปที่จอดรถผมก็แทบเอาตัวไม่รอดแล้ว

ระหว่างเดินกลับไปที่รถ ผมเริ่มทบทวนอาการ และเหตุการณ์ทั้งหมด งานนี้อาจจะเกิดจากการซ้อมน้อย การบาดเจ็บฝ่าเท่้าเข้าร่วม หรืออาจจะเกิดจากรองเท้ามินิมัลลิสที่ผมเริ่มหัดใช้มันได้ไม่นานนัก อาการของผมใกล้เคียงกับอาการที่เรียกว่า Iliotibial “band” friction syndrome  (ITBS) ซึ่งเคยเกิดกับผมมาครั้งหนึ่งแล้วในวัยหนุ่ม ซึ่งแก้ไขด้วยการเปลี่ยนรองเท้าวิ่งก็หายไป แต่คราวนี้ด้วยพื้นรองเท้าที่ไม่มีระยะให้สึกหรอ ผมไม่แน่ใจว่าผมจะต้องแก้ปัญหามันอย่างไร

วันนี้ผมพักผ่อนมาเป็นระยะเวลากว่าหนึ่งสัปดาห์ แล้วลองกลับมาวิ่งเบา ๆ ใหม่ก็พบว่า อาการเดิมกลับมาอีกที่ระยะประมาณ 4 กิโลเมตร อืม น่าสนใจเสียแล้ว ต้องมาติดตามกันดูว่าผมจะจัดการกับมันอย่างไร ในเมื่ออีกเพียงสามสัปดาห์จะมีรายการวิ่งสมุยมาราธอนอีกรายการที่ผมอยากเข้าร่วม

13 thoughts on “สงขลามาราธอน : Welcome to ITBS

  1. เข่าซ้ายที่เจ็บและงอไม่ได้ เคยเป็นอะไรมาก่อนเหรอคะ เป๊กเป็นที่เข่าซ้ายเหมือนกัน ที่เคยผ่า แม้จะล่วงมาเกือบ 10 ปีแล้ว ก็ยังมีอาการอยู่เรื่อยๆ

    1. ITBS. ครับ เคยเป็นที่เข่าขวา เวลานี้มีปัญหาหลัง และความอ่อนตัวฝั่งขวา พร้อมเปลี่ยนท่าวิ่ง เลยมาเป็นฝั่งซ้าย หลักๆเกิดจากความไม่สมดุลย์ตอนลงเท้า ต้องแก้ด้วย support muscle และ flexibility.

  2. เป๊กไม่เคยรู้จักโรคนี้ มันเกิดจากอะไรคะ วัยด้วยรึเปล่า
    แต่คิดว่า อะไรที่ใช้บ่อย ใช้หนัก มันย่อมเสื่อมไปตามการใช้งานและกาลเวลา บางอย่าง เสียแล้วซ่อมได้แต่อาจจะใช้งานได้ไม่เหมือนเดิม บางอย่างเสียแล้วเสียเลย เอาคืนมาไม่ได้นะคะ

    1. ไม่ใช่หมอ แต่ตามความรู้ปนความเห็นส่วนตัว ในเบื้องต้นไม่เกี่ยวกับวัย แต่เป็นเรื่องของ Biomechanics มากกว่า ผมเคยเป็นครั้งแรกตอนยี่สิบต้น ๆ เนื่องจากรองเท้าวิ่งที่ใช้ เป็นรองเท้าเทนนิสที่สึกด้านนอกของเท้าขวา ก็เป็นที่เข่าขวาเพราะวิ่งเอียงทำให้เข่าไปสีกับเส้นเอ็นข้างเข่า

      คราวนี้คิดว่ามันปน ๆ กันกับความแก่ และอ่อนซ้อม อาการกระดูกเสื่อม และ flexibility ต่ำทำให้กล้ามเนื้อหลายส่วนทำงานหนักผิดปกติ ขาขวาพี่เกิดปัญหาก่อน พอหนีปัญหาทางขวา มันก็มาลงกับขาที่เหลือทำให้เกิดปัญหาต่อเนื่อง ก็คงเท่านั้นครับ ที่เสื่อมตามวัยคือกระดูกหลัง แต่อาการอื่น ๆ ตามมามันไม่ได้เกี่ยวเนื่องกับวัยเสียทีเดียว คาดว่าคราวนี้น่าจะต้องพักนาน ๆ ให้หายสนิททั้งสองขาก่อน

      1. เป็นธรรมชาติเนาะคะ อะไรที่มี 2 ข้าง พอข้างหนึ่งมีปัญหา ก็ไปใช้อีกข้างแทน และอะไรที่มันใช้หนักกว่าปกติ มันก็ถดถอยได้ก่อนวัยอันควร
        เห็นด้วยค่ะ ว่าควรพักให้หายทั้งสองข้างก่อน
        หลายคนไม่สงสารร่างกาย จนเกิดปัญหาขึ้นน่ันแหละ ถึงหันกลับมามองและดูแลมากขึ้น คุณพ่อเป๊กที่เป็นกระดูกคอติดกัน ไม่เหลือผิวข้อ จนทับเส้นประสาท ทำให้แขนชาไปข้างหนึ่ง พอดีขึ้น ก็กลับไปยกเวทอีก จะหยุดอีกครั้งก็ตอนเจ็บ นี่แหละหนอ…

      2. คือคนที่เป็นกระดูกเสื่อม เหมือนพี่ (พ่อเป๊กก็คงโรคเดียวกัน) มันจะติดกันในที่สุด รอลุ้นเอาว่าโดนเส้นหรือไม่โดน ถ้าไม่โดนหรืออาการหายไป ก็จะถือว่าหายจากโรคครับ จะไม่มีปัญหาแบบเดิมอีกในข้อเดิม (แต่ยังเหลืออีกหลายข้อที่เสื่อมไปเรื่อย ๆ) flexibility ก็จะหายไปเรื่อย ๆ ตัวนี้แหละสำคัญมันทำให้บาดเจ็บง่าย เซ็งเหมือนกัน

  3. พี่อาร์มเป็นเร็วไป ส่วนหนึ่งเพราะใช้ร่างกายหนักหรือเปล่าคะ อีกส่วน ก็คงเกิดจากความแตกต่างของร่างกายของแต่ละคน จะเรียกว่า บางคนเกิดมาก็ไวกับทุกสิ่ง…ได้ไหม เป็นอะไรที่คนอื่นไม่ได้เป็นกันง่ายๆ เหมือนเป๊ก 55 ถ้าให้เป๊กมอง เป๊กว่าโรคแบบนี้มันยากมากที่จะป้องกัน แค่รู้ว่า อะไรที่ทำให้มันแย่ลง กึอย่าไปทำ ได้แค่นั้น
    เป๊ก คิดไม่ถึงว่า การเล่นกีฬาหนักในระดับเป๊ก (ไม่ถึงทีมชาติ) มันจะทำให้เกิดการบาดเจ็บเรื้อรัง เมื่อไม่กี่วัน ว่างๆ เลยคิดดูเล่นๆ ว่าเมื่อก่อน ตอนจะไปแข่ง ต้องเก็บตัวยังไง ก่อนไปซ้อมแบด คุณแม่ให้วิ่งก่อน น่าจะประมาณ 5 km. (5 รอบใหญ่ สนามกีฬา) กระโดดเชือกนักมวย ที่เป็นท่อยาง 500 เชือกเล็ก 1000 ครั้ง ตบลม จำไม่ได้ว่ากี่ครั้ง วิ่งคอร์ท แล้วถึงเริ่มน็อคลูก และเล่นเกมส์จริง อันนี้คือกิจวัตรก่อนแข่ง ซึ่งตอนปิดเทอม มาเก็บตัวที่กทม. จะเน้นการเล่นในคอร์ท นี่คือการซ้อมที่เบาที่สุดก่อนแข่ง และต้องทำเป็นเดือนๆ เพื่อให้ร่างกายอยู่ตัว ไม่นับการยกดัมเบล แม้แต่ข้อมือ ยังต้องเล่นเป็นร้อยต่อครั้ง ตอนนั้นไม่ค่อยเจ็บเพราะยังเด็ก มาออกอาการตอนเรียนป.ตรี และกลายเป็นเรื้อรัง และนักกีฬาที่เล่นนานๆ เท่าที่เห็น ก็เจ็บกันหมด เป็นกันทั้งนั้น อยู่ที่ใครใช้อวัยวะส่วนไหนหนัห แม้แต่คุณพ่อเป๊ก
    พี่อาร์มว่า การใช้ร่างกายแบบนี้ เกี่ยวกับการเสื่อมของกระดูกโดยตรงไหมคะ

    1. คือพี่เกิดอุบัติเหตุก่อนตั้งแต่หนุ่มๆน่ะ ไม่ได้ใช้มันหนัก แต่ทะลึ่งบ้างในบางวัน เพื่อนพี่ในวัยเดียวกันมีหลายคนมีอาการเริ่มต้นของกระดูกเสื่อมแล้ว เมื่อเทียบกันแล้วพี่ใช้งานมันหนักกว่ามาก ๆ ก็ไม่ได้พังมากกว่ามากนัก คือ สิ่งที่ทำมันก็มีแนวโน้มที่จะทำให้มันแย่ลงมากเพียงพอกับทำให้มีคงสภาพของมันได้นานขึ้น เพราะมันมีวิจัยออกมาทั้งคู่น่ะ แต่พี่ก็เลือกที่จะเชื่อว่าทำให้มันดีขึ้น เพราะพอใช้งานมันแล้วชีวิตเรามีความสุขขึ้น เพียงแต่พอเป็นแล้วก็ระวังขึ้นเท่านั้น
      อย่างที่บอกพี่ว่ากีฬาแบดที่เป๊กเล่นค่อนข้างรุนแรงกว่าทุกกีฬาที่พี่เล่น เพราะมันต้องกระชาก กระแทกกระทั้น ขณะที่กีฬาของพี่มันจะเนิบ ๆ ไปเรื่อย ๆ ITBS ก็เป็นโรคประจำของนักวิ่ง เช่นเดียวกันการผ่าตัดเข่าที่เป็นโรคประจำของนักแบด หรือเอ็นขาดเป็นโรคประจำของนักบอล (เพื่อนพี่ก็เป็นเหมือนกัน เลยต้องหันจากบอล มาวิ่งอย่างเดียว) โรคพี่น่ะรุนแรงน้อยกว่าโรคอื่นเยอะเลย เพราะมันเกิดเพราะเสียดสีแล้วอักเสบ พักผ่อนก็หาย แต่สาเหตุมันก็คงเกิดจากหลาย ๆ อย่างเริ่มตั้งแต่รองเท้า biomechanic และอาการเจ็บของ support muscle อื่น ๆ พี่ยังดูมันแบบห่าง ๆ ไปเรื่อย ๆ เพราะเลวร้ายที่สุดก็คือไปวิ่งในน้ำ แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าเริ่มเอาอยู่แล้ว แต่ยังไม่คิดจะใช้มันหนักมากนักในเวลานี้ ยังไปเน้นที่ว่ายน้ำ กับปั่นจักรยานได้อยู่

  4. เป๊กยอมรับและเห็นด้วยกับที่พี่อาร์มพูดเรื่องกีฬาแบด เป๊กว่านอกจากมันจะทำให้เป๊กแข็งแรง(ในช่วงที่เล่น)แล้ว มันยังทำร้ายข้อเข่า ข้อเท้า ข้อมือ และข้ออื่นๆ 555 พี่อาร์มเคยบอกเป๊กแล้ว เรื่องเราจะยอมอยู่เหมือนคนง่อยเปลี้ยเสียขา แล้วหยุดทุกกิจกรรมที่เคยทำหรือ ซึ่งหากทำแล้วมีความสุข ก็ไม่เห็นประโยชน์ที่จะเลิกทำนะคะ แต่ยังไงก็ตาม บางอย่างในร่างกายเราควบคุมไม่ได้ ถ้าจะใช้ ก็ต้องระวังอย่างพี่อาร์มว่า
    ตอนนี้เป๊กลดน้ำหนักไปได้พอสมควรแล้ว กลับมาจากเหนือคราวนี้ ตั้งใจแล้ว จะไปออกกำลัง อยู่ในเมืองคงไม่พ้นไปฟิตเนส ดีที่มีคลาสต่างๆเคยเล่นบอดีคอมแบท มันสะใจดี คราวนี้เหนื่อยแค่ไหน ก็ต้องบังคับตัวเองให้ได้แล้วล่ะค่ะ
    ปั่นจักรยานไม่ปวดเข่าเหรอคะ ข้อเข่ามันเสียดสีกัน เป๊กเคยลองหลายครั้ง ไม่เวิร์คสำหรับเป๊กเลย

    1. จักรยานต้องปั่นเป็นครับจะไม่ปวดเข่า แต่สำหรับคนมีปัญหาเข่าอย่ามาหัดตอนนี้เลยดีกว่า ถ้าหาของเล่นอื่นได้ แนะนำปีนเขาให้มั้ย กีฬานี้เหนื่อย สนุก ไม่มีการกระแทก และออกทริปได้เหมือนกับดำน้ำ ที่สำคัญไปเล่นคนเดียวได้ มีคลาสสอน มีข้อแม้เดียวคือ ตัดเล็บกุดเลย พี่ก็เล่นอยู่เรื่อย ๆ เมื่อมีโอกาส

  5. เคยเล่นฟิตเนส แล้วปั่นโดยรู้เท่าไม่ถึงการ คิดว่าจะ burn ได้ดี จนปวดถึงไปหาหมอ หมอบอกว่าต้องปั่นเบาะสูง ลองอีกหลายครั้ง ไม่ว่าสูงหรือต่ำ ก็ปวด เลยเลิกปั่นค่ะ
    ส่วนปีนเขา เป๊กน่าจะชอบนะพี่อาร์ม เคยลองไปปีนที่นึง ที่หมู่เกาะอ่างทอง จำชื่อไม่ได้ ขึ้นไปชมวิวต้องปีนขึ้น อันนั้นถึงจะสูง แต่อาจจะ basic เพราะใครก็ปีนได้ ทั้งที่กลัวความสูง พอลองปีน โห…หนุกอ่ะ ใช้แรงเยอะพอสมควร เป็นพวกบ้าพลัง เคยครั้งนั้นแค่ครั้งเดียว
    พอพี่อาร์มบอกมา ก็น่าสนใจนะคะ พี่อาร์มเล่นที่กรุงเทพฯเหรอคะ

    1. จริง ๆ แล้วไม่น่าจะมีปัญหาขนาดนั้น อาจจะเป็นเพราะเข่ามีปัญหาอยู่เยอะเลยเป็นปัญหา ปั่นจนปวดเข่าจริง ๆ ต้องปั่นเป็นชั่วโมงเลย จริง ๆ มันเป็นเรื่องของ seat height และเทคนิคการหมุนขานิดหน่อยเท่านั้น แล้วก็เป็นเรื่องของ flexibility กับ biomechanic อีกนิดหน่อย คนที่มีปัญหาอาจจะต้องดูกันละเอียด พี่กลับมาปั่นใหม่ ๆ ก็เจ็บเข่าเหมือนกัน ต้องลดความสูงอานลงพอปั่นไปสักพักก็เพิ่มขึ้นเหมือนเดิมได้ อะไรแบบนี้ คือมันจะรู้ว่าเจ็บตรงไหนเป็นเพราะอะไร ส่วนเรื่องปีนเขาเรื่องมันยาว เดี๋ยวเขียนใหม่เลยดีกว่า อิอิ หาเรื่อง

      1. เมื่อวานบังเอิญคุยกะพี่ที่เคยเล่นแบดด้วยกัน เค้าเป็นทีมชาติ บ่นปวดเข่าเพราะเข่าบวม แต่ยังไม่ได้ผ่า มันเป็นโรคประจำตัวนักแบดจริงๆ
        ปีนเขา เห็นละค่ะ ขอบคุณมากที่หาเรื่องเขียน 555
        มีเวลาจะรีบเข้าไปอ่านเลย น่าสนใจมากค่ะ

        ว่างๆ เขียนเรื่องยิงปืนบ้างสิคะ อิอิ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

w

Connecting to %s