Barefoot Running : Race days testing

ใครที่ติดตามบทความของผมมาบ้างคงเริ่มจำได้แล้วว่าผมมีปัญหากระดูกสันหลังเสื่อม แต่ดันทุรังกลับมาวิ่งอีกครั้งจากบทความในวารสาร Nature ที่แสดงให้เห็นว่าการวิ่งด้วยปลายเท้า-กลางเท้า จะมีลดแรงกระแทกที่มีต่อข้อต่อทั้งหมดตั้งแต่ข้อเท้า เข่า ไปจนถึงหลัง ผมกลับมาวิ่งอีกครั้งด้วย Vibram Fivefingers ผู้นำด้านการโปรโมทการวิ่งปลายเท้า ด้วยนวัตกรรมสองลักษณะหลัก ๆ คือ พื้นรองเท้าที่บางมาก (หนาประมาณสองมิลลิเมตร) รวมถึงไม่มีส่วนรองรับบริเวณส้นเท้า เหมือนกับรองเท้าวิ่งในท้องตลาดทั้งหมด อีกส่วนหนึ่งที่สำคัญคือการที่รองเท้ามีช่องรองรับนิ้วเท้าทั้งสิบนิ้ว ซึ่งช่วยให้เกิดการเคลื่อนไหวอย่างอิสระของนิ้วเท้าทั้งหมดซึ่งจะทำให้ระบบการทรงตัวของนักวิ่งดีขึ้น ทั้งหมดทั้งสิ้นตั้งอยู่ในสมมุติฐานที่ว่าการวิ่งของมนุษย์นั้นถูกออกแบบให้วิ่งเช่นนี้ ตั้งแต่ยุคที่ยังไม่มีการประดิษฐ์รองเท้าวิ่งขึ้นมา หรือการวิ่งด้วยเท้าเปล่านั่นเอง

Vibram Fivefingers ใช้งานกับผมได้ดี จนผมใช้มันในการวิ่งมาราธอนแรกในชีวิตของผม ซึ่งผมได้เขียนประสบการณ์นั้นเอาไว้แล้วก่อนหน้านี้ (40K at 40 in Vibram) แน่นอนว่าโดยนิสัยของผมเองในเมื่อรองเท้าถูกออกแบบมาเพื่อเลียนแบบการวิ่งเท้าเปล่า แล้วการวิ่งเท้าเปล่าเองล่ะจะมีใครทำอะไรทิ้งไว้บ้างไหม ผมได้ค้นพบว่า กระแสการวิ่งด้วยปลายเท้า-กลางเท้า มาแรงมาก ๆ และมีแนวการวิ่งในรูปแบบดังกล่าว อยู่ด้วยกันสามรูปแบบ ผมพบกับรูปแบบแรกมีชื่อว่า Pose Running ในรูปแบบของวิดีโอ ผู้นำเสนอเป็นชาวรัสเซียผมฟังภาษาลำบากเลยไม่ค่อยสนใจมากนัก หลังจากนั้นผมได้ซื้อหนังสือที่ชื่อว่า Chi Marathon เพื่อมาทำความเข้าใจการวิ่งรูปแบบนี้ในอีกรูปแบบหนึ่ง หนังสือเล่มนี้ทำให้ผมสนใจที่จะเปลี่ยนรูปแบบการวิ่งอย่างจริงจัง นอกเหนือจากการที่เปลี่ยนรองเท้าเพียงอย่างเดียว หลังจากนั้นไม่นานผมก็พบกับหนังสือชื่อ Barefoot Running Step by Step ภาพของการวิ่งปลายเท้า-กลางเท้าก็สมบูรณ์ในที่สุด

โดยรวมแล้วรูปแบบการวิ่งแนวนี้จะต้องเน้นความเร็วรอบของการก้าวเท้ามากกว่าระยะก้าวเท้า เนื่องจากการลงด้วยปลายเท้านั้นจะทำให้ไม่สามารถก้าวเท้าเกินระยะร่างกายได้ การ overstretch จึงไม่เกิดขึ้น ก้าวที่สั้นลงนี้จึงถูก compensate ด้วยความถี่ของการก้าวเท้า ทุกรูปแบบนั้นเน้นความเป็นธรรมชาติ กฏพื้นฐานทางฟิสิกส์ เช่นแรงโน้มถ่วง กฏของสปริง เพื่อใช้อธิบายกลไกต่าง ๆ ของการวิ่งนั้น ๆ แม้ว่ารูปแบบของร่างกาย และการขับเคลื่อนร่างกายโดยรวมนั้นจะแตกต่างกันอยู่บ้างในแต่ละวิธี อย่างไรก็ตามผมยังไม่ได้มีโอกาสศึกษาอีกแนวการวิ่งที่เรียกว่า Natural Running ที่ถูกโปรโมทโดยรองเท้าวิ่งกลางเท้าอีกยี่ห้อหนึ่งที่ได้รับความนิยมคือ Newton Shoes ที่เน้นการลงกลางเท้าเป็นหลัก แต่ผมคาดว่าคงไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

ผมต้องยอมรับว่ารูปแบบการวิ่งแนวนี้ทำให้ผมสามารถวิ่งได้ยาวนานขึ้นอย่างมาก ความอดทนผมเพิ่มขึ้น อาจจะเป็นเพราะเป็นรูปแบบที่เน้นประสิทธิภาพสูงที่สุด อย่างไรก็ตามผมก็พบว่าผมมีอาการบาดเจ็บเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการวิ่งบ่อยครั้งมากขึ้นเมื่อเทียบกับอดีต อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ไม่อาจสรุปว่าการใช้รูปแบบการวิ่งปลายเท้า หรือการใช้รองเท้าที่ไม่มีระบบรองรับอย่าง Vibram จะเป็นต้นเหตุ ในอดีตระยะทางการแข่งขันผมจำกัดอยู่ที่ 10K เท่านั้น และอยู่ในช่วงวัย 20 ปลาย ๆ ในขณะที่ในปัจจุบันการวิ่ง 10K ของผมไม่ถูกเรียกว่าวิ่งยาวอีกต่อไป ในขณะที่ผมอยู่ในวัย 40 ต้น ๆ ปัญหา ITBS ที่เคยเกิดกับผมด้วยสาเหตุการสึกของรองเท้า กลับมามีปัญหากับผมในช่วงนี้ (สงขลามาราธอน : Welcome to ITBS) แต่ยังไม่แน่ใจว่าเกิดจากอะไร รองเท้า Vibram ของผมมีการสึกในทิศทางที่น่าจะเป็นต้นเหตุของ ITBS ได้ อย่างไรก็ตามด้วยพื้นหนาเพียงสองมิลลิเมตร ไม่น่าจะทำให้เกิดการผิดรูปของการลงเท้าได้ ในขณะนี้ผมสันนิษฐานว่าเป็นที่ Biomechanics ของขาโก่งเล็ก ๆ ของผม รวมกับความอ่อนซ้อมของกล้ามเนื้อ support ทำให้การลงขาของผมผิดรูป ร่วมกับการ overstretch ของผมที่เกิดจากศักยภาพทาง aerobic ที่เพิ่มขึ้นจนเกิดความต้องการเร่งความเร็วเกินกว่าความแข็งแรงของกล้ามเนื้อจะรับได้ เรื่องนี้ยังคงต้องพิสูจน์กันต่อไป

แต่สิ่งแรกที่ผมตัดสินใจทดลองก่อนคือ การวิ่งเท้าเปล่า การวิ่งเท้าเปล่านั้นจะส่งเสริมให้เราโฟกัสเรื่องรูปแบบการวิ่งมากยิ่งขึ้นเนื่องการที่ต้องระวังในการลงเท้ามากเป็นพิเศษ ผมเองเคยทดสอบการวิ่งเท้าเปล่ามาเพียงหนึ่งครั้งในการซ้อมที่สวนลุมพินี ถนนเรียบเนียน ใช้เวลาประมาณ 15 นาที เท้าของผมรู้สึกแสบ ๆ เล็กน้อย แต่ไม่ได้มีปัญหาอะไรเป็นพิเศษ อย่างไรก็ตามเนื่องจากการซ้อมของผมโดยปกตินั้นจะเป็นถนนหลวงที่เต็มไปด้วยเศษหิน กระจก ผมจึงไม่เคยคิดที่จะถอดรองเท้าวิ่งเพื่อซ้อม จะมีบ้างก็รอบ ๆ บ้านในช่วง WU/WD ระยะทางไม่เกิน 1 Kg ในขณะที่ผมเองเป็นคนที่ชอบถอดรองเท้าเป็นนิสัย ผมเองก็ถอดรองเท้าทำกิจกรรรมประจำวันของผมเมื่อทำได้ จนเป็นนิสัย ทำให้นิสัยการลงเท้าของผมค่อนข้างจะเน้นความปลอดภัยเป็นหลัก ไม่ลากเท้า ไม่ลงน้ำหนัก (ไม่เดินเสียงดัง) เพื่อหลีกเลี่ยงการเหยียบเศษกรวดเศษหิน แม้ว่าผมจะไม่ได้ซ้อมวิ่งเท้าเปล่า แต่ประสบการณ์เท้าเปล่าของผมเองนั้นมีมากกว่ามนุษย์ชนคนเมืองคนอื่น ๆ มากมายนัก ผมเชื่อเช่นนั้น

การแข่งขันแรกที่ผมตัดสินใจลองด้วยเท้าเปล่า เป็นการแข่งขันวิ่งวันมหิดลที่ มอ.หาดใหญ่ วันนั้นผมไปค้างบ้านเพื่อนที่นั่นเพื่อที่จะได้ทำงานในตอนเช้าวันรุ่งขึ้น ซึ่งบังเอิญว่าในวันรุ่งขึ้นนั้นเพื่อนของผมซึ่งอยู่ในกลุ่มผู้จัดวิ่งจำเป็นต้องเข้าร่วม ผมจึงถือโอกาสเข้าร่วมด้วยความไม่พร้อมเป็นที่สุด นั่นคือไม่มีชุดวิ่ง ไม่มีรองเท้า แต่ด้วยระยะทางเพียง 4K ผมคาดว่าด้วยเวลายี่สิบนาทีเศษ ไม่ต่างจากระยะทางที่เคยซ้อมที่สนามลุมฯมากนัก ผมไม่น่าจะเกิดปัญหาอะไร อย่างไรก็ตามผมก็ยังเลือกที่จะถือรองเท้าแตะคู่ใจวิ่งไปกับผมด้วย วิ่งวันนั้นผ่านไปได้อย่างดี ด้วยความฉงนสนเท่ห์จากเพื่อนร่วมวิ่งทั้งหมด ผมทำเวลาสบาย ๆ ที่ 23 นาที ไม่เร็วแต่ก็ไม่ช้านัก ความมั่นใจในการวิ่งเท้าเปล่าผมมีมากขึ้น วันนั้นผมไม่รู้สึกถึงอาการของ ITBS เลย แม้ว่าก่อนหน้านั้นผมไม่สามารถวิ่งได้เกิน 3Km ก่อนที่จะเริ่มเกิดปัญหา อย่างไรก็ตามในวันนั้นข้อพับนิ้วเท้าขวาประมาณนิ้วกลางก็เกิดอาการช้ำเลือดขึ้น คาดว่าเกิดจากการเหยียบก้อนหิน อาการช้ำนี้อยู่กับผมประมาณสองวัน แต่ไม่ได้ทำให้ต้องเดินกระเผลกหรืออย่างไร

ผมมีรายการสมุยมาราธอนที่วางแผนเอาไว้ว่าจะไปเข้าร่วม แต่เนื่องจากภาระงานที่อาจจะชนกัันจึงยังไม่แน่ใจนัก ร่วมกับอาการ ITBS ที่ยังไม่หายเท่าไร ระยะซ้อมผมยังไม่สามารถดันให้เกิน 5K ได้โดยไม่เกิดอาการเจ็บเข่า แต่ด้วยความบังเอิญว่าภาระงานของผมถูกยกเลิก ผมว่างขึ้นมาอย่างกระทันหัน บวกกับเพื่อนที่นัดไปด้วยกันนั้นยังไม่เคยไปสมุยมาก่อนเราจึงตัดสินใจ เข้าร่วมระยะทาง 10K ด้วยกันคนหนึ่งบาดเจ็บอีกคนหนึ่งอ่อนซ้อม แต่เช่นเดียวกันกับการแข่งขันอื่น ๆ ของผม Lifestyle Sport แบบนี้จะถูกพ่วงด้วยการปรนเปรอด้วยโรงแรมหรู ๆ อาหารอร่อย ๆ และการพาลูก ๆ เที่ยวสนุก ๆ สไตล์คนมีครอบครัว ก่อนวันแข่งขันผมยังไม่กล้าตัดสินใจเท่าไรว่าจะถอดรองเท้าวิ่งหรือไม่ ในใจผมคิดว่าน่าจะเอาอยู่แต่ผมก็ยังจัดรองเท้าไปด้วยจนถึงหน้างานวิ่งเลยทีเดียว

ผมตัดสินใจครั้งสุดท้ายเมื่อจอดรถก่อนเข้าไปที่เส้นสตาร์ท ผมเดินเท้าเปล่าเข้าไป และแล้วผมก็ต้องวิ่งในวันนี้เป็นระยะทางทั้งสิ้น 10.55k ด้วยเท้าเปล่า เพื่อนผมถามด้วยน้ำเสียงห่วง ๆ ว่าจะไหวเหรอ ไม่พองเหรอ ผมตอบว่าเจ็บเท้าน่ะ ผมไม่กลัวเท่าไรหรอก ผมกลัวเจ็บเข่ามากกว่า (ITBS จะทำให้งอเข่าไม่ได้เมื่อเกิดอาการ และการวิ่งหรือแม้กระทั่งเดินของคุณจะทรมาณมาก) ในใจผมคิดอย่างนั้นจริง ๆ เพราะคาดว่าแม้ว่าเท้าจะเจ็บ พองหรืออะไรก็ตามที่จะเกิดขึ้นได้นั้น ไม่น่าจะทำให้ผมเจ็บปวดได้มากเท่ากับ ​​ITBS ผมเองคาดหวังเล็ก ๆ ว่าจะเจอนักวิ่งเท้าเปล่าสักคนในงานนี้ เพราะเป็นสถานที่ท่องเที่ยว นักวิ่งเท้าเปล่าที่ผมเจอในเมืองไทยส่วนใหญ่จะเป็นชาวญี่ปุ่น ผมเจอทั้งในงานกรุงเทพมาราธอน และพัทยามาราธอน สมุยมาราธอนก็อาจจะมีปะปนอยู่บ้าง

เส้นทางวิ่งของสมุยมาราธอนสำหรับระยะ 10K นั้นยังอยู่บนถนนสายหลักที่เป็นคอนกรีต ปนกับถนนลาดยางช่วงสั้น ๆ ไม่น่าหนักในมากนักสำหรับการวิ่งเท้าเปล่าระยะทาง 10K ครั้งแรกของผม ผมตั้งใจออกวิ่งคู่ไปกับ โด่ง เพื่อนที่มาด้วยกัน เพราะรู้ดีว่าคราวนี้ผมไม่ต้องการทำความเร็วสูงมากนัก เนื่องจากข้อกังวลทั้งสองข้อคือ ITBS และ วิ่งเท้าเปล่า ระยะทางผ่านไปอย่างรวดเร็วไม่ทันจะตั้งตัวเราทั้งคู่ก็ถึงจุดกลับตัว ถนนที่ผ่านมาทั้งหมดผมได้สัมผัสมันมาก ๆ อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ช่วงที่ถนนไม่เรียบนัก ทำให้ช่วงที่ถนนเรียบมีความรู้สึกกับเท้าราวกับวิ่งอยู่บนพรม มีความกังวลเล็กน้อยบริเวณข้อพับของนิ้วนาง นิ้วก้อยของเท้าขวาของผม เพราะในครั้งที่ซ้อมวิ่งที่สวนลุมฯ ผมพบว่าจุดนี้เกิดการเสียดสีกับพื้นถนนมากกว่าที่คาดไว้ อย่างไรก็ตามอาการนี้ไม่เกิดขึ้น ยกเว้นบริเวณเท้าขวาด้านหน้่าที่ออกอาการร้อนนิด ๆ ซึ่งผมไม่แน่ใจว่าเกิดจากอะไร ตลอดการวิ่งครั้งนี้ผมเน้นการซอยขาเป็นอย่างมาก การเร่งความเร็วเกิดจากการซอยขาทั้งสิ้น ไม่มีการ overstretch แม้แต่น้อย ผมเริ่มเห็นประโยชน์ของการไม่ใส่รองเท้าเสียแล้ว

เราวิ่งกันมาถึงระยะประมาณ 8K ยังไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้นเลย มีนักวิ่งทักทายผมสองสามคน เกี่ยวกับการวิ่งเท้าเปล่า และแล้วสิ่งที่ไม่อยากให้เกิดก็เกิดขึ้นจนได้ อาการ ITBS เกิดขึ้นนิด ๆ แล้วที่ระยะนี้ ผมจึงชลอความเร็วลงเล็กน้อย พร้อม ๆ กับเพื่อนผมเริ่มบ่น ๆ ว่าเหนื่อยเพราะในช่วงแรกเขารู้สึกว่าเร่งเกินไปหน่อย ตอนนั้นเราเห็นป้าย 40K นั่นหมายความว่าเหลือเพียง 2.195K เท่านั้นจะถึงเส้นชัย ผมก้มลงมองนาฬิกาแล้วก็เปรย ๆ กับเพื่อนว่าเราน่าจะทำเวลาต่ำกว่าหนึ่งชั่วโมงได้นะ เราเร่งความเร็วขึ้นเล็กน้อย แม้ว่าอาการเจ็บเข่าของผมเริ่มปรากฏชัดขึ้นเรื่อย ๆ เราเร่งฝีเท้ากันได้สักพัก ทันใดนั้น ผมก็เห็นป้าย 2K ซึ่งบอกระยะทางที่ยังคงเหลือ แม่นแล้ว เจ้าป้ายบอกระยะมันไม่แม่นยำจริง ๆ ด้วย ในใจผมเริ่มคิดถึง Garmin 910XT ที่เคยคิดว่าจะถอยหลังจากแข่งขันพัทยามาราธอน ถ้ามีเจ้านี่ผมก็ไม่ต้องพึ่งพาป้ายบอกระยะอีกต่อไป เช่นเดียวกันกระเป๋าน้ำคาดเอว Nathan ที่ผมถอยมาสำหรับรับมือกับการแจกน้ำที่ไม่เป็นไปตามคำสัญญาของผู้จัดงาน

ผมมองดูนาฬิกาอีกครั้งก่อนที่จะบ่นกับเพื่อนผมว่าไม่ทันแล้วล่ะ คงต้องประมาณ ชั่วโมงสองนาที ไหวมั้ย เพียง 6 นาทีต่อกิโลเท่านั้น ที่เราต้องทำความเร็ว ในช่วง 700 เมตรสุดท้ายเป็นช่วงเวลาที่ผมเริ่มเครียดที่สุด ถนนเรียบลาดยางยาวไปจนถึงเส้นชัย ร่วมกับความเร็วที่กำหนดไว้ ทำให้ผมมีอาการ overstretch หลายครั้ง เมื่อร่วมกับ ITBS ทำให้อาการเจ็บเข่ารุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ ผมเริ่มกลัวที่จะต้องหยุดเดิน แต่ในใจก็ยังอยากทำเวลาให้ได้ตามที่ตั้งใจ เกิดสงครามขึ้นในจิตใจของผม ด้วยระยะเท่านี้เท้าเปล่าของผมไม่ทำให้เกิดปัญหาใด ๆ เป็นอย่างแน่นอน มีแต่เข่าเท่านั้นที่อาจจะหยุดผมได้ แต่แล้วเส้นชัยก็ใกล้กว่าที่คิด เวลาที่เราทำได้ตามที่หวัง 1:02:04 ไม่เลวนัก เราเข้าไปรับน้ำ อาหาร นั่งทานกันสักพัก ก่อนที่จะขับรถกลับที่พัก ผมสบายใจประสบการณ์ใหม่นี้ น่าจะเป็นประโยชน์กับผมในอนาคต ผมสามารถวิ่งเท้าเปล่าได้เป็นระยะเวลา 1 ชั่วโมงสำเร็จแล้ว เป้าหมายต่อไปควรเป็นอะไร คราวนี้ขอรักษาเข่าก่อนก็แล้วกัน รายการต่อไปกรุงเทพมาราธอน อีกสองเดือนพักให้เต็มที่ แล้วค่อยมาดูกันว่าจะลองฮาร์ฟ หรือ 10K อีกสักครั้ง

ปีนเขา : ความท้าทายของทุกเพศทุกวัย

ผมได้รู้จักกีฬาปีนเขาอย่างจริง ๆ จัง ๆ เมื่ออาการของกระดูกสันหลังเสื่อมเริ่มปรากฏชัด เมื่ออาการบาดเจ็บรุนแรงจนการวิ่งเป็นการทรมานร่างกายจนสุดจะเกินทน ผมตัดสินใจเลิกเล่นไตรกีฬา และพยายาสรรหากีฬาประเภทอื่นเพื่อทดแทน หนึ่งในนั้นคือ กีฬาปีนเขา ซึ่งเป็นกีฬาที่ผมมีโอกาสได้ลองมาบ้่างแล้ว แต่ด้วยความที่ยังค่อนข้างเป็นกีฬาใหม่ในขณะนั้น จึงหาสถานที่เพื่อที่จะเล่นได้ยากมาก ผมจึงเล่นไตรกีฬามาโดยตลอด เมื่อโอกาสมาเช่นนี้ผมจึงพยายามจัดหาเวลาที่จะไปร่ำเรียนอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ณ สวนสวรรค์ที่นักปีนเขาทั่วโลกฝันว่าจะได้มาเยือนเพียงครั้งหนึ่งในชีวิต ไร่เลย์ กระบี่ บ้านเรานี่เอง

กีฬาปีนเขา เกิดมากว่าหลายสิบปีแล้ว แต่ก็ยังถือว่าเป็นกีฬาที่ค่อนข้างใหม่ คนเริ่มรู้จักกีฬาปีนเขามากขึ้นในฐานะกีฬาที่บรรจุอยู่ใน X-Games แต่ภาพของกีฬาปีนเขาผ่านทางสื่อต่าง ๆ เช่น มนุษย์แมงมุมที่เที่ยวปีนตึกไปทั่วโลก ทอม ครูซ ที่ปีนเขาอย่างท้าทายในภาพยนต์ Mission Impossible หรือข่าวการเสียชีวิตของนักปีนเขาบางครั้งบางคราวที่ถูกนำเสนอเสียจนสร้างให้เห็นว่ากีฬาปีนเขาเป็นกีฬาเสียงอันตราย แต่ในความเป็นจริงแล้ว กีฬาปีนเขา นั้นปลอดภัยกว่าการปั่นจักรยานบนท้องถนนแม้ว่าจะมีความเชี่ยวชาญมากเสียอีก

กีฬาปีนเขาอาจจะแบ่งออกเป็นลักษณะย่อย ๆ ได้สามประเภท คือ

1. Free Climb บางครั้งเรียก Solo Climb หรือการปีนโดยไม่มีอุปกรณ์ป้องกัน ซึ่งเคยได้รับความนิยมสำหรับนักปีนเขาชั้นนำในอดีต ซึ่งความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยส่งผลต่อชีวิต ปกติแล้วการทำ Solo Climb นักปีนจะเลือกปีนเส้นทางที่ง่ายกว่าระดับความสามารถของตัวเองเพื่อความปลอดภัย อย่างไรก็ตาม ความบ้าบิ่นของนักกีฬาบางคน รวมไปถึงการสร้างแบบอย่างที่เสี่ยงตายแบบนี้ ในปัจจุบันไม่ได้รับการยอมรับมากนักในหมู่นักปีนเขา เนื่องจากถือว่าเป็นการสร้าง Bad Publicity ให้กับกีฬา การปีนแบบโซโลในปัจจุบันจึงค่อยๆ กลายมาเป็นการปีนที่เรียกว่า Deep Water Soloing ซึ่งออกไปปีนในทะเล เมื่อตกก็หล่นลงน้ำ หรือ Bouldering ซึ่งเป็นการปีนที่เน้นเทคนิคการปีนเป็นหลัก ไม่พูดถึงความสูง ปีนบนก้อนหินใหญ่ ๆ หรือเฉพาะบางช่วงของหน้าผา ในระยะที่ตกแบบไม่อันตรายมากนัก (แต่ก็จะมีเพื่อนคอยระวังภัยให้ในขณะปีน) ซึ่งลักษณะการปีนในสองรูปแบบหลังนี้เป็นที่นิยม และได้รับการยอมรับมากขึ้น (คลิปของนักปีนเขาโซโลชื่อดัง)

2. Traditional Climb ซึ่งเป็นการปีนโดยให้ระบบป้องกันภัย โดยนักปีนเขาจะต้องค่อย ๆ ปีนและติดตั้งระบบป้องกันภัยนี้ขึ้นไปเรื่อย ๆ ตามเส้นทางที่ปีน การปีนแบบนี้ ต้องใช้ความรู้ความรู้ความเชี่ยวชาญสูง นอกเหนือจากความสามารถในการปีนเขาแล้ว ความรู้เกี่ยวกับตำแหน่งการติดตั้งจุดป้องกันอันตรายต่าง ๆ รวมไปถึงวิธีการติดตั้ง ชนิดของอุปกรณ์ที่เหมาะสม เป็นทักษะที่สำคัญมากเท่า ๆ กับทักษะการปีน หรืออาจจะมากว่าเสียด้วยซ้ำ (คลิปที่อธิบาย traditional climb) การปีนประเภทนี้โดยทั่วไปแล้วนักปีนจะปีนในระดับที่ง่ายกว่าฝีมือตัวเองเล็กน้อยเช่นกัน เนื่องจากระบบป้องกันภัยที่ต้องเตรียมขึ้นนั้นผู้ปีนต้องเตรียมเองทั้งส่วนที่ยึดเข้ากับหน้าผา และส่วนที่ยึดกัับตัวนักปีนเอง (Quick draw)

3. Sport Climb เป็นการปีนที่ใช้ระบบป้องกันภัยเช่นเดียวกันกับแบบ traditional climb เพียงแต่ว่า ส่วนที่ติดกับหน้าผานั้นจะถูกเตรียมไว้อย่างถาวร นักปีนเพียงแต่ติดตั้งส่วนที่ยืดติดกับตัวนักปีนตามเส้นทางปีนที่ถูกเตรียมไว้ให้แล้ว โดยนักปีนรุ่นพี่ที่ฝีมือดีและต้องการสร้างเส้นทางต่าง ๆ เหล่านี้ให้นักปีนรุ่นหลังได้สัมผัสโดยทั่วถึงกัน การถือกำเนิดของ sport climb ทำให้กีฬาชนิดนี้แพร่หลายได้มากขึ้น เนื่องจากนักปีนฝีมือใหม่สามารถเข้าถึงจุดปีนต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ด้วยระบบเดียวกันนี้ทำให้สามารถ นำไปติดตั้งในพื้นที่ต่าง ๆ โดยใช้ระบบตัวยึดลักษณะเดียวกันกับหน้าผาจริง แต่เพิ่มเติม ตัวยึดจับสำหรับปีน เท่านี้เราาก็จะได้สิ่งที่เรียกว่าหน้าผาจำลอง เท่านี้กีฬาปีนเขาก็แพร่หลายเข้าสู่เมือง และผู้คนในกลุ่มใหญ่ได้ (คลิป urban climb แสดงให้เห็น sport climb ในสถานที่ด่าง ๆ )

ผมเองก็เป็นอีกคนที่มีโอกาสทำความรู้จักกีฬาปีนเขาผ่านรูปแบบที่เรียกว่า sport climb ครั้งแรกประมาณยี่สิบปีที่แล้วที่เมือง Rochester รัฐ New York ในรูปแบบของหน้าผาจำลอง ภายในมหาวิทยาลัยที่ไปเรียน หลังจากนั้นก็ไม่มีโอกาสได้เล่นอีกเลย จนกระทั่งมาค้นพบกีฬาประเภทเดียวกันนี้ที่ไร่เลย์เมื่อเรียนจบ จนในที่สุดได้ตัดสินใจไปเรียน course 3 วัน ที่ไร่เลย์ เพื่อจะเรียนรู้สิ่งที่เรียกว่า lead climb, rope control, multi-pitch climb และอื่น ๆ ที่จำเป็นสำหรับการเล่นกีฬา Sport Climb ได้อย่างสนุกสนาน

ไร่เลย์เปรียบเสมือนเมืองในฝันของนักปีนเขาทั่วโลก ทะเลอันดามันสีมรกต พร้อมกับหน้าผาหินปูน ที่เต็มไปด้วยเส้นทางปีนเขา กว่าสองร้อยเส้นทาง ขนาดว่านักปีนขั้นนำ สามารถใช้ชีวิตที่ได้นักเป็นปีได้ กว่าที่จะได้สัมผัสครบทุกเส้นทางที่ไร่เลย์มีไว้ให้ และมีนักปีนเขาหลายต่อหลายคนมาใช้ชีวิตวนเวียนกลับไปมาเช่นนี้หลายต่อหลายคน หลังจากที่เรียนจบ course 3 วัน ผมเองก็แทบจะใช้ชีวิตแบบนั้นอยู่เหมือนกัน ที่จะขับรถไปในวันพฤหัสแล้วกลับวันอาทิตย์ บางครั้งก็กระฉอกไปวันอังคาร กีฬาประเภทนี้มันมีเสน่ห์น่าหลงไหลเสียจริง ๆ

Sport Climb ใช้จุดยึดบนหน้าผาที่เรียกว่า Bolt ที่ทำจากไททาเนียมฝังบนผาด้วยกาวพลังสูง หรือการฝังด้วยน๊อตประเภทอื่น หรืออาจจะเป็น sling ซึ่งหมายถึงเชือกที่ผู้อยู่กับร่องรูตามธรรมชาติของหน้าผา นักปีนผาปีนขึ้นไปพร้อมกับเชือกผูกกับกางเกงพิเศษที่เรียกกันว่า harnesses เพื่อจะดึงเอาระบบความปลอดภัยส่วนตัวตามไปด้วย เมื่อปีนไปถึง bolt ก็ใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่า Quick Draw ซึ่งประกอบไปด้วย Calabriner เชื่อมกันไว้ด้วย sling คลิปด้านหนึ่งเข้า bolt บนหน้าผา อีกด้านหนึ่งคลิปเข้ากับบเชือกที่ตัวเองลากขึ้นมาด้วย เพื่อที่จะสร้างระบบรอกความปลอดภัยกับคู่ปีนที่ เฝ้ามองความปลอดภัยนี้อยู้่เบื้องล่างและเป็นผู้ควบคุมระบบเชือกเส้นนี้ ตำแหน่งที่เรียกว่า belayer นี้เป็นตำแหน่งที่สำคัญที่สุดในขั้นตอนการปีนผาแบบนี้ belayer ที่มีความใส่ใจจะสร้างให้กีฬานี้เป็นกีฬาที่ปลอดภัยมากกว่าการปั่นจักรยานทุกประเภทเป็นไหน ๆ

เมื่อนักปีนที่ปีนคนแรกนี้ปีนไปจนถึงสุดเส้นทางที่ออกแบบไว้ ก็จะเจอกับจุดที่เรียกกันว่า Anchor ซึ่งส่วนใหญ่จะประกอบด้วยห่วงโลหะใหญ่ ๆ ยึดอยู่กับ sling ยาว ๆ ล๊อคกับหน้าผาอย่างน้อย ๆ สามจุด ซึ่งเราจะใช้ห่วงนี้ในการร้อยเชือกที่เราลากขึ้นมา เป็นเสมือนรอกเพื่อใช้ในการโรยตัวลงไปสู่พื้น ในขณะที่ค่อย ๆ เก็บ Quick Draw ที่เราทิ้งไว้ตามเส้นทางปีน ก่อนที่จะใช้ระบบรอกดังกล่าวนี้ ในการปีนบนเส้นทางเดิมอีกครั้งถ้าต้องการ แต่ครั้งหลังนี้ไม่มีความจะเป็นต้องมีการลากเชือกขึ้นไป หรือ คลิปตัวเองเข้ากับหน้าผาอีกแล้ว เพราะระบบความปลอดภัยถูกสร้างไว้แล้วด้วยระบบรอกที่ว่า นักปีนที่ปีนคนแรกเพื่อไปสร้างระบบรอกเราเรียกว่า Lead Climber ส่วนการปีนภายหลังที่มีการสร้างระบบรอกไว้แล้ว เราเรียกมันว่า Top Rope Climb การ lead climb ก็จะยากกว่า top rope เล็กน้อย เนื่องจากความตื่นเต้น และจังหวะในการคลิปเชือกบางครั้งจำเป็นต้องใช้ทักษะในการทรงตัวอยู่บ้าง ในขณะที่ top rope นั้นคนปีนมีหน้าที่ปีนอย่างเดียว ระยะตกเป็นศูนย์ ในขณะที่ระยะตกของ lead climber จะประมาณ 1-2 เมตร ไม่สูงมากนักแต่สร้างความเสียวได้มากเลยทีเดียว

การปีนเขาสำหรับมือใหม่ มันเป็นกีฬาที่ทดสอบจิตใจและพละกำลังของร่างกาย แต่เมื่อคุ้นเคยกับมันมากขึ้นมันก็จะกลายเป็นเรื่องของเทคนิค การทรงตัว และการควบคุมภาวะจิตใจ ความสนุกของการปีนเขาอยู่ที่การแก้ปัญหาที่เส้นทางนั้น ๆ สร้างไว้ คล้าย ๆ กับการต่อ Jigsaw หรือเล่น Puzzle ในขณะที่ยังเป็นการออกกำลังกายกล้ามเนื้อและ cardio ได้ดีระดับหนึ่ง ด้วยความคลั่งไคล้กีฬาปีนเขาจากไร่เลย์ ทำให้ผมสรรหาสถานที่ฝึกซ้อมที่เป็นไปได้ ซึ่งก็พบว่าในพื้นที่ กรุงเทพนั้นก็มีหน้าผาเทียมอยู่จำนวนมากเลยทีเดียว ผมเองเคยได้ไปสัมผัสมาแล้วเกือบทุกที่ อย่างไรก็ตามบรรยากาศการปีนเขาจริงที่ไร่เลย์ กับการปีนเขาเทียมในกรุงเทพนั้นค่อนข้างจะแตกต่างกันอยู่มาก

ผู้คนที่ปีนผาเทียมในกรุงเทพนั้นค่อนข้างจะจริงจังก้บกีฬาเป็นอย่างมาก และโดยส่วนใหญ่จะค่อนข้างปิดตัวและไม่ค่อยจะต้อนรับผู้มาใหม่มากนัก ผิดกับบริเวณไร่เลย์ ที่กีฬาปีนเขาเป็นเหมือนกิจกรรมร่วมสนุกกันของเหล่าชาวเลย์ มีความเป็นเพื่อน ความสนุกสนานปะปนอยู่มากกว่า อย่างไรก็ตามผมอาจจะไม่ได้มีเวลาที่จะกลับไปที่ผาเทียมแต่ละแห่งบ่อยเพียงพอที่จะทำความรู้จักใคร การกล่าวเช่นนี้อาจจะไม่ค่อยแฟร์นัก ในขณะที่ผมไปไร่เลย์บ่อยครั้งจนทำความรู้จักคนในพื้นที่ไว้ได้หลายคน

อย่างไรก็ตามในขณะที่การปีนผาจำลองนั้น จะเป็นการออกกำลังกายที่สนุกสนาน แต่ด้วยความเป็นของจำลองในพื้นที่ไม่กว้างใหญ่มากนัก บรรยากาศเต็มที่ก็ให้กับเราได้เพียงการออกกำลังกายที่สะใจ ได้เหงื่อ เมื่อเทียบกับการปีนเขาจริงนั้น บรรยากาศ วิว ทิวทัศน์ มันเป็นกีฬา ที่พ่วงกับการพักผ่อนหย่อนใจได้ดีที่สุดรูปแบบหนึ่งที่ยากจะหากีฬาประเภทอื่นมาเทียบเคียง

กรุงเทพไตรกีฬา : ความหวังของชาวกรุงเทพฯ

รายการกรุงเทพฯ ไตรกีฬา ที่มีการจัดขึ้นเป็นประมาณครั้งที่ 5 โดยประมาณ (ปี 2555) ซึ่งโดยในวงการไตรกีฬาสมัครเล่น มองว่าเป็นการท้าทายที่สำคัญของผู้จัดที่จะจัดรายการประเภทนี้ตามเมืองขนาดใหญ่ต่าง ๆ ที่มีชื่อเสียงของโลก อย่างเช่น กรุงเทพมหานคร เมืองฟ้าอมรของเรา ในรายการไตรกีฬาในเมืองนิวยอร์คที่จัดในปีนี้เป็นปีแรก ต้องใช้เวลาเตรียมการมากว่า 6 ปี และผมเชื่อว่าการจัดการรายการนี้ในพื้นที่กรุงเทพฯ ใช้เส้นทางว่ายน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาที่มีจราจรทางน้ำคับคั่ง เส้นทางปั่นจักรยานบนทางด่วนพิเศษทั้งเส้นทาง ต้องมีความยุ่งยากในการเตรียมงานไม่แพ้กัน ซึ่งสังเกตุได้จากการจำกัดจำนวนผู้เข้าร่วมที่ลดปริมาณผู้เข้าร่วมเหลือเพียง 300 คน จากไม่จำกัดจำนวน (มากกว่าหนึ่งพันคน) ในปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังเกิดการเปลี่ยนเส้นทางแข่งขัน เปลี่ยนเวลาแข่งขัน ในช่วงที่กระชั้นชิดกับวันแข่งขัน รวมถึงสถานที่ที่ต้องใช้ในการจัด race briefing ก็ยังต้องมีการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน ถ้าหากผู้จัดสามารถจัดรายการนี้ได้ประสบความสำเร็จ ในอนาคตอาจจะกลายเป็นจุดแข่งขันที่สำคัญสำหรับนักเดินทางแข่งขันมือสมัครเล่นจากทั่วโลก อย่างเช่น รายการชิคาโกไตรกีฬา อาบูดาบีไตรกีฬา หรือ อัลคาทราซไตรกีฬา (ซานฟรานซิสโก) ก็เป็นได้

สำหรับผมเอง เนื่องจากปีนี้เป็นช่วงที่เริ่มเข้าสู่ปีที่สองที่ผมเริ่มกลับมาออกกำลังกายหลังจากโรคกระดูกเสื่อมร่วมกับคำขู่ของแพทย์ได้หยุดผมไว้มากว่า 4 ปี ซึ่งปลายปี 2554 ผมได้เข้าร่วมการแข่งขันไตรกีฬาประเภทผลัด ในรายการ Phuket Ironman 70.3 และตั้งความตั้งใจไว้ว่าภายในหนึ่งปีผมจะกลับไปอีกครั้งเพื่อจัดการรายการ 70.3 นี้ด้วยตัวของผมคนเดียว การซ้อมของผมเป็นไปด้วยดีจนกระทั่งผมมีความมั่นใจในร่างกายของผมว่าผมจะสามารถจบรายการนี้ได้อย่างสบาย ๆ และปลายปีในรายการ 70.3 ซึ่งเป็นระยะที่ผมไม่เคยเข้าร่วมมาก่อนในชีวิต ผมจึงตัดสินใจลงรายการนี้เป็นไตรกีฬาแทนที่จะเป็นทวิกีฬา ตามที่ผมได้สัญญาไว้กับเพื่อน (ดร.วาทิน) ที่จะร่วมลงท้าทายระยะ 70.3 โดยไม่ได้แจ้งเพื่อนผมคนนี้ล่วงหน้า ซึ่งผมถูกค้อนเล็ก ๆ เมื่อเขาพบว่าในที่สุดผมเปลี่ยนมาลงไตรกีฬาโดยไม่ได้บอกเขาก่อน

โลเกชั่นของการจัดการแข่งขันบริเวณสะพานพระรามแปดนับว่าเป็นสถานที่ที่มีความเหมาะสมมากแห่งหนึ่งเลยทีเดียว พื้นที่ใต้สะพานถูกใช้เป็นบริเวณ transition area จะบริเวณการจัดงานอื่น ๆ สวนสาธารณะเล็ก ๆ ริมแม่น้ำ ที่สามารถใช้เป็นพื้นที่ในการยืดเส้นยืดสาย นั่งพักเพื่อเชียร์ ในขณะที่เส้นทางปั่นจักรยานบนทางด่วนพิเศษ ก็เป็นเส้นทางในฝันเส้นทางหนึ่งของนักปั่นทางเรียบ ในขณะที่การว่ายน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ก็เป็นไฮไลท์ที่สำคัญของผู้ร่วมแข่งขันหลายคนกล่าวขวัญถึง ไม่ว่าจะในทำนองของการได้โอกาสในการว่ายในแม่น้ำที่เป็นเหมือนสายโลหิตของประเทศ หรือความสยองขวัญที่จะต้องรับกับสภาพน้ำของแม่น้ำเจ้าพระยาที่รองรับน้ำทิ้งจากคลองหลากหลายสายในพื้นที่ กทม. ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าไม่มีคลองสายใดเลยที่น้ำไม่เสีย เป็นต้น

ผมเดินทางมาถึงสนามแข่งขันช้าไปเล็กน้อย เมื่อนำจักรยานเข้า transition area แล้ว ก็แทบไม่เหลือเวลาให้ วอร์มอับเลย นอกจากนี้การวอร์มอับสำหรับไตรกีฬาที่ต้องเริ่มต้นด้วยการว่ายน้ำ ก็ไม่เคยที่จะได้ผลเสียเท่าไรนักกับผม เพราะผมไม่ค่อยชอบวอร์มในน้ำ นักกีฬาทั้งหมดขึ้นเรือเพื่อไปเริ่มว่ายน้ำพร้อม ๆ กัน บนเรือขนาดใหญ่แต่เนื่องจากมีนักกีฬาค่อนข้างแออัด และไม่มีที่ยืดจับทำให้ผมไม่สามารถใช้เวลารอช่วงนี้ในการยืดแส้นยืดสายได้ ทำให้เพียงแต่รอเวลาเท่านั้น การปล่อยตัวเริ่มต้นช้าไปเล็กน้อย อาจจะเป็นเพราะต้องรอประธานจัดงานมาปล่อยตัวที่บนเรืออีกลำหนึ่ง ผมต้องออกตัวเป็นกลุ่มที่สองก็ออกอาการเซ็งเล็กน้อย เพราะรอมานานแล้ว ผมเองก็คาดเอาไว้ว่าผมจะใช้เวลาสักสิบนาทีแรกในการว่ายเพื่อวอร์มอัป เพื่อรอให้กลุ่มคนที่เริ่มว่ายจากจุดเดียวกันบริเวณท้ายเรือค่อย ๆ กระจายตัวกันออกไป นี่เป็นปัญหาการออกตัวจากท้ายเรือ

การว่ายน้ำสำหรับผมเป็นเรื่องไม่ยากมากนัก สิ่งที่ผมกังวลเพียงอย่างเดียวคือผมมีนิสัยชอบจิบน้ำนิด ๆ ระหว่างว่ายน้ำ สภาพน้ำ กลิ่นของน้ำจะเป็นปัญหากับผมเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตามการว่ายน้ำครั้งนี้ผมไม่เกิดปัญหานั้น ผมหยุดออกกำลังกายมานานจนนิสัยจิบน้ำของผมหายไปแล้วโดยไม่รู้ตัว สภาพน้ำ และกลิ่นก็ไม่ได้เลวร้ายเท่าที่คิด ตามประสบการการว่ายน้ำในการแข่งขันชิคาโกไตรกีฬาที่ใหญ่ที่สุดในโลกมีปัญหาเยอะกว่านี้มาก เหม็นกว่ามาก การว่ายน้ำแม้ว่าทางผู้จัดจะไม่ได้วางทุ่นเอาไว้เลย แต่การว่ายเลียบไปกับฝั่งที่อยู่ในด้านเดียวกับทิศทางการหายใจของผมก็ทำให้การ navigate การว่ายน้ำของผมเป็นไปได้โดยง่าย ผ่านไปหลายปีตอนนี้ชุดสำหรับไตรกีฬาอยุ่ในรูป Tri Suit ซึ่งผมได้มีการทดลองใช้เป็นครั้งแรก ก็ค่อนข้างน่าพอใจ อาจจะเป็นเพราะผมเลือกใช้แบบที่เรียกว่า Compression แม้ว่าผมไม่ค่อยเชื่อเรื่องประโยชน์ของ Compression มากนักแต่ประสบการณ์การใช้ชุดประเภท Tri Singlet นั้นผมว่ามันน่ารำคาญเมื่อต้องว่ายน้ำแล้วรู้สึกเหมือนใส่เสื้อยืดว่ายน้ำ การใช้ชุดรัด ๆ แบบนี้น่าจะรู้สึกดีกว่า และก็เป็นไปตามนั้น ผมว่ายน้ำเสร็จในกลุ่มแรก ๆ ตามปกติ เพราะแม้ว่าความเร็วของผมไม่ได้รวดเร็วขนาดนักว่ายน้ำแต่มีนักว่ายน้ำไม่มากนักที่หันมาเล่นไตรกีฬา ผมก็เลยสบายในขาแรกของไตรกีฬาในทุก ๆ ครั้ง

เมื่อขึ้นมาเตรียมสำหรับกีฬาต่อไปคือจักรยาน ผมเปลี่ยนเครื่องแต่งกายอย่างฝืด ๆ เพราะไม่ได้ซ้อม ไม่ได้แข่งมาเสียนาน อีกทั้งหมวกกันน๊อกรุ่นแอโร่ไดนามิกมันสวมใส่ลำบากเสียเหลือเกิน ในระหว่างการเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวผมก็ยังเกิดอาการลังเลว่าผมควรจะสวมรองเท้าจักรยานเลยหรือค่อยสวมใส่ขณะปั่นจักรยาน โดยปกติแล้วผมมักจะสวมขณะปั่นจักรยานเพราะรองเท้าจักรยานของผมค่อนข้างจะใส่เดินยากมาก แต่การสวมรองเท้าในขณะปั่นจักรยานก็เป็นเรื่องที่ต้องมีการฝึกฝนพอสมควร รองเท้าใหม่ร่วมกับขาดการฝึกซ้อมอาจก่อให้เกิดปัญหาไม่คาดคิดเกิดขึ้นได้ แม้ว่าในการแข่งขันครั้งนี้ผมตัดสินใจมาแล้วว่าจะใส่ระหว่างปั่นจักรยาน แต่ด้วยความอ่อนซ้อมจึงเกิดความลังเล และความลังเลนั้นสร้างให้ผมเกิดปัญหาตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มปั่น รองเท้าที่ติดอยู่กับจักรยานเรียบร้อยแล้วเกิดลากชนกับพื้นและหลุดขณะที่ผมกำลังเข็นจักรยานออกไปยังจุดขึ้นจักรยาน ผลคือต้องวางจักรยานเดินกลับไปหยิบรองเท้า กลับมาหยิบรองเท้าอีกข้างเพื่อใส่รองเท้าทั้งคู่ก่อนที่จะเข็นจักรยานออกไป ณ จุดขึ้นจักรยาน เมื่อคิดดูแล้วผมน่าจะเสียเวลาจากความผิดพลาดนี้ไปกว่า 3 นาทีน่าจะได้

ช่วงเวลาปั่นจักรยานเป็นความสุขของนักปั่นจักรยานโดยทั่วไปฝัน หลาย ๆ คนในการปั่นบนทางด่วนพิเศษความโอกาสที่ไม่สามารถหากันได้ง่าย ๆ ความคิดที่จะได้หลับหูหลับตาปั่นบนทางด่วนแบบไม่คิดชีวิตเป็นระยะเวลาชั่วโมงครึ่ง ทำให้ในการแข่งขันครั้งนี้ผมสามารถชวนเพื่อนนักปั่นมาสร้างทีมทวิกีฬาประเภททีมได้เพิ่มอีกถึงสองทีม เมื่อรวม ดร.วาทิน และผมแล้วเรามีนักกีฬาเข้าร่วมแข่งขันในวันนี้ ถึง 7 คน แบ่งเป็นผมที่ลงไตรกีฬา ดร.วาทิน (หรืออาจารย์ตุ๊ผู้บริหารสถาบันสอนภาษา iFast) ลงทวิกีฬา ทีมทวิกีฬาสองทีมที่มีนักกีฬาอีก 5 คน ที่เกิดจากความอยากปั่นบนทางด่วนล้วน ๆ ได้แก่สองพี่น้องวัชรักษะ (Jack & John) ทำให้ต้องเตรียมทีมนักวิ่งรอบตัวผม โด่ง ต่อ กร มาช่วยให้เกิดทีมขึ้นได้

ผมไม่ได้ตื่นเต้นอะไรมากนักเพราะผมไม่ชอบปั่นบนที่สูงเนื่องจากจะมีลมค่อนข้างมาก และก็เป็นอย่างที่คาด ลมกับผมไม่ค่อยถูกกันเท่าไรนัก อุปสรรคที่มองไม่เห็นแต่ให้ผลใกล้เคียงกับการปั่นขึ้นเขา นักปั่นแบบผมชอบเขามากกว่าลม ตัวเบาจะได้เปรียบเรื่องน้ำหนัก ในกรณีลมผมไม่ได้เปรียบอะไรขึ้นเลย เมื่อไม่ได้เปรียบผมก็เสียเปรียบเนื่องจากนักไตรกีฬาส่วนมากมีพื้นฐานกีฬามาจากจักรยาน หรือวิ่ง ซึ่งผมมีพื้นฐานมาจากว่ายน้ำ ทำให้เกิดความเสียเปรียบเป็นอย่างมาก เมื่อปั่นในสนามประเภทนี้ ผมถนัดสนามที่มีลักษณะ Rolling Hill อย่างภูเก็ตมากกว่า ผมจบรายการจักรยานด้วยเวลาไม่ค่อยดีนัก เนื่องจากความตื่นสนามของผมเองที่เริ่มต้นจากรองเท้าหล่น ปัญหาของ cyclometer ที่มีปัญหาของผมทำให้กะระยะทาง ความเร็ว และเวลาไม่ถูก คำนวณแรงไม่ค่อยเหมาะสม

ขาสุดท้ายคือการวิ่ง ในอดีตถือว่าเป็นจุดอ่อนที่สำคัญของผม แต่เนื่องจากว่าในระยะเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมา ผมเน้นการฝึกซ้อมวิ่งเป็นอย่างมาก ด้วยสาเหตุที่การวิ่งนั่นเองเป็นอุปสรรคในการเล่นกีฬาของผม ที่เป็นผลต่อเนื่องจากโรคกระดูกเสื่อมนั่นเอง ในวันนี้ผมรู้สึกมั่นใจในการวิ่งของผมเป็นพิเศษ ไม่ใช่เวลาของผมจะหรูหราอะไรนะครับ เพียงแต่ว่าผมไม่รู้สึกเครียดมากขณะที่วิ่ง ภายหลังจากที่ผ่านกีฬาหนัก ๆ มาแล้วทั้งสองประเภท ไม่ต้องมารู้สึกลุ้นเท่าไรว่าความรุ้สึกหลังจากลงจากจักรยานจะเป็นอย่างไร น่าเสียดายที่เส้นทางวิ่งที่จะได้วิ่งข้ามสะพานพระรามแปดถูกเปลี่ยนแปลงเป็นวิ่งรอบ ๆ บริเวณแถว ๆ นั้นสี่รอบ ซึ่งทำให้บรรยากาศการแข่งขันเสียไปค่อนข้างมาก อย่างไรก็ตามกลับกลายเป็นผลดีต่อครอบครัวของผม ที่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาตื่นเช้ามาเชียร์ผมแข่งขัน การได้เห็นผมวิ่งวนไปมาผ่านหน้าพวกเขาแปดรอบ มันทำให้การมาเชียร์ดูคุ้มค่าเล็กน้อย ไ่ม่เช่นนั้นพวกลูก ๆ ก็คงเห็นพ่อเฉพาะช่วง transition และเข้าเส้นชัยเพียงเท่านั้น อากาศในช่วงวิ่งค่อนข้างร้อนมาก แต่การจัดการเรื่องน้ำ และฟองน้ำของรายการมีเรียบร้อยและเพียงพอ ทำให้ไม่มีอาการอารมณ์เสียจากสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น

ผมเข้าเส้นชัยทำเวลาได้ตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ 3:13:54 อันดับของการว่ายน้ำเป็นอันดับต้น ๆ อันดับของการวิ่งของผมดีกว่าอันดับการปั่นจักรยาน เพราะฝีมือการปั่นของผมลดลงเป็นอย่างมาก หลังจากอาการเจ็บหลังที่ได้เล่ามาแล้วบ้าง ไม่น่าเชื่อว่าอาการกระดูกเสื่อมที่เป็นต้นเหตุให้หยุดกีฬาชนิดนี้เพราะวิ่งไม่ได้ กลับมาเป็นอุปสรรคในการปั่นจักรยานอย่างมีประสิทธิภาพ เสียมากกว่าการวิ่งเสียอีก ต่อไปนี้คงต้องคอยดูว่าการใช้โยคะ และ Core Training จะช่วยให้ประสิทธิภาพในการปั่นกลับคืนมาบ้างหรือไม่

ผมใช้เวลาหลังการแข่งขันค่อนข้างนาน ติดใจอ่างน้ำแข็งที่ช่วยกระชับกล้ามเนื้อได้อย่างรวดเร็ว ลดอาการปวดเมื่อยแทบเป็นปลิดทิ้ง ผู้จัดการแข่งขันละเลยเรื่องน้ำบริเวณเส้นชัยไปบ้าง ผมไม่สามารถหาน้ำดื่มได้เลย ณ บริเวณเส้นชัย น่าเสียดายที่เตรียมมาอย่างดีในช่วงการแข่งขัน เรื่องนี้ไม่น่าพลาด บริเวณเส้นชัยอาจจะเน้นสปอนเซอร์ไปหน่อย แล้วสปอนเซอร์เหล่านั้น ไม่ได้สนใจที่จะมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือนักกีฬานอกจากการที่จะมาขายของ มีอาหาร และน้ำของสปอนเซอร์ที่ไม่ได้ให้นักกีฬาได้ใช้แต่เอามาล่อตาล่อใจ ผมในตอนนั้นซึ่งหิวน้ำเป็นอย่างมากต้องหาตอดจากขวดตามมุมต่าง ๆ ที่มีใครก็ไม่รู้วางทิ้งไว้กินไปเรื่อย ๆ จนเพียงพอ อย่างไรก็ตามแม้ว่างานให้รางวัลจะมีเวที และวีไอพีมานั่งขวางทางเดินของนักกีฬาอยู่มาก การเตรียมพื้นที่แบบนี้ก็สะดวกสำหรับครอบครัวนักกีฬาที่มาเชียร์อย่างครอบครัวที่มีลูกเล็ก ๆ สองคนพอสมควร เราใช้เวลานั่ง ๆ นอน ๆ แถว ๆ บริเวณ transition area อยู่พักใหญ่ ก่อนที่จะกลับบ้านไปพร้อมกับความประทับใจ สิ่งที่ขาดหายไปจากบรรยากาศแข่งขันไตรกีฬาที่ผมคุ้นเคยในต่างประเทศคือความเป็นกันเองของเหล่านักกีฬา ในประเทศไทยเต็มไปด้วยชมรมที่แต่งกายกันมาเป็นทีม ส่งเสียงเฮฮากันเป็นกลุ่ม ๆ ใหญ่ ๆ สำหรับคนไม่มีสังกัดอย่างผม มันก็รู้สึกแปลกแยกอยู่พอสมควรเหมือนกัน สงสัยคราวหน้าต้องหาทีมเข้าร่วมเสียแล้ว แต่ถ้าหาทีมยังไม่ได้ก็ช่วยทักทายกันหน่อยก็แล้วกันนะครับ

สงขลามาราธอน : Welcome to ITBS

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2555 ที่ผ่านมานี้ผมเข้าร่วมการแข่งขัน สสส. สงขลามาราธอน นานาชาติ เฉลิมพระเกียรติ  แม้ว่าจะอ่อนซ้อมเสียเหลือเกิน เนื่องจากภาระการเดินทางที่ถี่จนไม่เป็นอันซ้อมทำให้ในช่วงเวลาก่อนหน้าผมมีเวลาฝึกซ้อมสำหรับรายการนี้เพียงหนึ่งสองครั้ง นั่นคือ วิ่งระยะทางประมาณ 13 กิโลเมตร และอีกครั้งคือ ระยะทางประมาณ 9 กิโลเมตร ทั้งสองครั้งห่างกันถึงหนึ่งสัปดาห์ และห่างจากวันแข่งขันหนึ่งสัปดาห์ นอกจากนี้ยังไม่ได้มีการออกกำลังกายประเภทอื่นเลย แม้ว่าระยะทางประมาณนี้จะอยู่ในระดับคงที่แล้วสำหรับ base ที่ผมสร้างมาเป็นเวลาหนึ่งปี แต่ในใจผมคิดเสมอว่าถึงแม้หัวใจจะเอาอยู่ แต่ช่วงล่างอาจจะรับไม่ได้เพราะเป็นงานหนักแบบเป็นช่วง ๆ เพื่อนนักวิ่งของผมก็เห็นด้วยว่าถ้าเป็นแบบนี้นาน ๆ ไปไม่ดีแน่

ผมใช้เวลาตัดสินใจไม่นานนักที่จุดรับสมัคร ที่จะลงระยะฮาร์ฟมาราธอน เนื่องด้วยภาวะอ่อนซ้อม ระยะมาราธอนไม่ถึงแน่ แต่วิ่งมินิมาราธอน มันสั้นเกินไปสำหรับผมแล้ว ไม่ค่อยคุ้มค่าตื่นเช้าเท่าไร ในคืนก่อนหน้าที่จะวิ่งผมต้องไปร่วมงานมงคลสมรส ซึ่งไม่ส่งผลดีกับผมนัก เพราะผมไม่ค่อยถนัดการรับประทานอาหารในงานใด ๆ ผมทานได้ไม่มากนัก อีกทั้งลูก ๆ ทั้งสองที่เล่นมาทั้งวันเริ่มออกอาการงอแง เราจึงต้องหนีออกจากงานล่วงหน้า ก่อนที่อาหารจานหลักจะออกเสริฟ อย่างไรก็ตามยังโชคดีที่เพื่อนของผมที่ดูแลที่พักในคืนนี้ จัดอาหารเย็นเตรียมไว้ให้ ผมจึงทานเพิ่มอีกนิดหน่อยเวลาประมาณสามทุ่ม และพยายามรีบเข้านอน เพราะตีสามผมก็ต้องเริ่มตื่นมาเตรียมของแล้ว

ผมนอนหลับอย่างรวดเร็ว แม้ว่าจะเป็นเวลาสั้น ๆ ไม่เพียงกี่ชั่วโมง ผมก็รู้สึกว่าได้นอนเต็มอิ่ม ผมจัดอาหารเช้าเตรียมไว้เล็กน้อย แล้วก็ออกรถเพื่อเดินทางจากที่พักบนเกาะยอ เข้าร่วมงานบริเวณชายหาด สงขลา แม้ว่ามีการหลงทางเล็กน้อย ผมก็ยังเหลือเวลาที่จะได้วิ่งวอร์มสั้น ๆ เข้าห้องน้ำ และยืดเส้นยืดสาย ก่อนจะมายืนรอการปล่อยตัว งานนี้ไม่มีเสียเวลาเลยแม้แต่น้อย การจัดงานค่อนข้างดีครับ แต่คนไม่มากนักจึงไม่คิดว่าน่าจะมีปัญหาอะไร เมื่อเสียงปล่อยตัวดังขึ้นผมค่อย ๆ เดินออกไป และเริ่มวิ่งช้า ๆ เนื่องจากรู้ดีว่าซ้อมมาไม่ดีและวอร์มอัปไม่มากนัก

แต่แล้ว เมื่อระยะทางผ่านไปไม่เกินสองกิโล ผมก็เห็นเป้าหมายของผม ลุงรุ่นอายุ 60 ท่าทางแข็งแรง ผมคิดในใจว่าลุงน่าจะทำเวลาต่ำกว่าสองชั่วโมงแน่ ๆ ถ้าแกวิ่งไม่เร็วนัก เราเกาะ ๆ ไปก็น่าจะได้เวลาค่อนข้างดี ผมจึงตัดสินใจค่อย ๆ เกาะคุณลุงไป และเป็นไปตามคาดคุณลุงทำเวลาค่อนข้างดีสม่ำเสมออยู่ในช่วงที่ผมยังสามารถวิ่งตามได้ค่อนข้างสบาย ๆ แต่หารู้ไม่เวลาเฉลี่ยของคุณลุงอยู่ในระดับ 5 นาทีต้น ๆ เลยทีเดียว แม้ว่าจะไม่ใช่เวลาที่ดีที่สุดของผม แต่สำหรับระยะฮาร์ฟมาราธอนที่ความเร็วประมาณนี้ ที่ระยะทางห้ากิโลเมตรแรกแบบนี้ ไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ สำหรับผมเลยทีเดียว

เนื่องจากผมใช้ระบบ Percieve Exertion ในการฝึกซ้อม ในการแข่งขันผมความรู้สึกนี้ผมจึงใช้ในการซ้อมและแข่งขัน อย่างไรก็ตามผมยังใช้มันได้ไม่ค่อยดีนักในการแข่งขันและมักจะทำให้ผมวิ่งเร็วเกินไปในช่วงแรกของการแข่งขัน ผมพยายามถามตัวเองเรื่อย ๆ ขณะที่วิ่งตามลุงคนนั้นไปเรื่อย ๆ ผมคุยกับลุงเขาบ้างเล็กน้อย ในเชิงบ่น ๆ ว่าลุงเขาวิ่งได้เร็วจริง ๆ ลุงเขาก็เพียงเปรย ๆ ว่าช่วงแรกน่ะอย่าวิ่งให้เร็วมาก อย่าให้หมด ค่อยมาวิ่งกันจริง ๆ ในครึ่งหลัง ขณะนั้นความรู้สึกของผมก็ยังค่อนข้างดีอยู่ ยังสามารถไล่ตามคุณลุงไปเรื่อย ๆ ได้อย่างไม่ลำบากยากเย็น

ก่อนผ่านระยะกลับตัวคุณลุงเริ่มเจอเพื่อน ๆ ที่กลับตัวกันไปบ้างแล้วตะโกนแซว ว่าวิ่งช้าเกินไปแล้วนะ ผมยังไม่ได้เอะใจอะไร เมื่อถึงเวลากลับตัวเวลาของเราอยู่ที่่ 52:31 นาที ซึ่งเป็นความเร็วที่ไม่ได้ช้า แต่ก็ไม่ได้เร็วจนน่าตกใจ แต่ที่น่าตกใจกลับเป็นการกลับตัวของคุณลุง ผมเพิ่งเข้าใจสิ่งที่คุณลุงพูดถึง ความเร็วของคุณลุงดูเหมือนจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว การวิ่งไล่คุณลุงนั้นไม่ง่ายเหมือนที่ผ่านมาเสียแล้ว อย่างไรก็ตามต้องขอบคุณ Base ที่ผ่านมาของผม แม้ว่าจะเหนื่อยอยู่สักหน่อย ผมก็ยังสามารถเกาะหลังคุณลุงไปได้เรื่อย ๆ

คุณลุงเริ่มคุยกับผม ด้วยคำถามแรกว่าอยู่รุ่นไหน เอาซะแล้ว มันเป็นคำถามของคนที่ต้องการอันดับในการแข่งขัน ผมไม่ชอบการแข่งขันเอาเสียเลย พอผมบอกว่าผมอยู่รุ่น 40 คุณลุงก็ดูใจดีขึ้นมาในทันที บ่น ๆ ว่านึกว่าจะอยู่รุ่นเดียวกัน โหลุงก็ ไม่ทำร้ายจิตใจผมไปหน่อยเรอะ จากนั้นลุงแกก็เริ่มสาธยาย แกบอกผมว่าเกาะให้ดี ๆ นะ ถ้าตามลุงทันเนี่ย ในรุ่น 40 ก็คงได้อันดับไม่เกินที่ 30 ได้ยินเท่านั้น ผมเริ่มเหนื่อยขึ้นมาอย่างทันทีทันใด เหนื่อยขึ้นมาอย่างทันทีทันใด แต่ก่อนที่จะถูกความเหนื่อยเอาชนะใจผมไปนั้น ที่ระยะกิโลเมตรที่ 14 ผมเริ่มมีความรู้สึกแปลบขึ้นมาที่บริเวณเข่าเล็กน้อย ซวยละผมเริ่มคิดในใจ

ก่อนหน้านี้ ผมมีอาการบาดเจ็บบริเวณฝ่าเท้าขวา ทำให้ผมซ้อมได้ไม่เต็มที่ ร่วมกับการเดินทางที่ค่อนข้างถี่ การซ้อมระยะประมาณมินิมาราธอนเพียงสัปดาห์ละครั้งนั้นมีผลต่ออาการบาดเจ็บของผมเล็กน้อย อาการบาดเจ็บบริเวณฝ่าเท้าขวาค่อนข้างจะรบกวนการวิ่งของผมในช่วงการซ้อม และทำให้ผมต้องเลี่ยงไปใช้งานขาซ้ายค่อนข้างมากกว่าปกติเล็กน้อย ในการแข่งขันครั้งนี้เช่นกัน แม้ว่าจะไม่มีอาการบาดเจ็บของฝ่าเท่้ามารบกวนอีกแล้ว แต่ในใจผมยังค่อนข้างกลัวอาการจะย้อนกลับมาอีกครั้งในระหว่างแข่งขัน ผมจึงค่อนข้างจะเกร็งเท้าขวา และลงน้ำหนักด้านขาซ้ายมากเป็นพิเศษ

แต่แล้วมันก็กลับมาย้อนสุ่ตัวผมจนได้ ความรู้สึกแปลบ ๆ เริ่มกลายเป็นความรู้สึกคงที่ เริ่มส่งผลต่อการลงน้ำหนักตัวลงบนขาซ้าย ผมต้องก้าวสั้นลงเรื่อย ๆ ตอนนี้คุณลุงได้หนีหายไปจากผมแล้ว จากความเร็วประมาณ 5:20 นาทีต่อกิโล ความเร็วผมตกลงเหลือ  7 นาทีกว่า ๆ และในที่สุดผมก็ไม่สามารถงอเข่าซ้ายได้อีกต่อไป เพราะอาการเจ็บมันเหลือจะเกินทน ผมต้องเปลี่ยนเป็นเดินในทันที ที่กิโลเมตรที่ 18 ตอนนี้เวลาเท่าไรผมเริ่มไม่ค่อยสนใจแล้ว ผมสนใจเพียงแต่ว่าผมจะฟื้นทันเพื่อจะวิ่งเข้าเส้นชัยแม้เพียงระยะสั้น ๆ หรือไม่

นักเดินเร็ว มาเดินแซงผมที่กิโลเมตรที่ 19 ผมพยายามเลียนแบบท่าเดินของนักเดิน แต่ไม่เป็นผลเข่าซ้ายที่งอไม่ได้ ทำให้ผมไม่สามารถแม้กระทั่งเดินเร็วได้ แต่ด้วยความดันทุรังผมก็พบว่าผมยังสามารถเร่งความเร็วได้อีกเล็กน้อย ด้วยท่าเดินของคนขาเป็นโปลิโอ แบบที่ต้องดามเหล็กที่ขานั่นเอง ผมเดินสุดฤทธิ์ด้วยท่านี้ กัดฟันเต็มที่ทุกครั้งที่พลาดพลั้ง มีการงอของเข่า น้ำตาแทบจะไหล ร่างกายแทบจะทรุดลงไปนั่ง ผมเพียงบอกตัวเองว่าล้มไม่ได้ นั่งไม่ได้ เพราะไม่แน่ใจว่าจะลุกได้อีกหรือไม่

เมื่อผมมองเห็นเส้นชัยในระยะสายตา ผมพยายามทดลองวิ่งอีกครั้ง แต่เพียงหนึ่งก้าว ผมก็มั่นใจได้ทันทีว่า งานนี้ต้องเดินเข้าเส้นชัยอย่างเดียวเท่านั้น ผมทำเวลาได้ประมาณ 2:19:51 ช้ากว่าที่ตั้งใจไว้กว่าครึ่งชั่วโมง ผมค่อย ๆ กระเพลกไปใช้บริการนวด แม้ว่างานวิ่งครั้งนี้จะทำให้ผมบาดเจ็บเพิ่มเติม แต่บริการนวดในรายการนี้ถือว่าฝีมือเข้าขั้นจริง ๆ ในขณะนวดอยุ่นั้นผมรู้สึกเหมือนจะกลับมาวิ่งได้อีกครั้งเลยจริง ๆ แม้ว่าในความเป็นจริง แค่จะลุกเดินกลับไปที่จอดรถผมก็แทบเอาตัวไม่รอดแล้ว

ระหว่างเดินกลับไปที่รถ ผมเริ่มทบทวนอาการ และเหตุการณ์ทั้งหมด งานนี้อาจจะเกิดจากการซ้อมน้อย การบาดเจ็บฝ่าเท่้าเข้าร่วม หรืออาจจะเกิดจากรองเท้ามินิมัลลิสที่ผมเริ่มหัดใช้มันได้ไม่นานนัก อาการของผมใกล้เคียงกับอาการที่เรียกว่า Iliotibial “band” friction syndrome  (ITBS) ซึ่งเคยเกิดกับผมมาครั้งหนึ่งแล้วในวัยหนุ่ม ซึ่งแก้ไขด้วยการเปลี่ยนรองเท้าวิ่งก็หายไป แต่คราวนี้ด้วยพื้นรองเท้าที่ไม่มีระยะให้สึกหรอ ผมไม่แน่ใจว่าผมจะต้องแก้ปัญหามันอย่างไร

วันนี้ผมพักผ่อนมาเป็นระยะเวลากว่าหนึ่งสัปดาห์ แล้วลองกลับมาวิ่งเบา ๆ ใหม่ก็พบว่า อาการเดิมกลับมาอีกที่ระยะประมาณ 4 กิโลเมตร อืม น่าสนใจเสียแล้ว ต้องมาติดตามกันดูว่าผมจะจัดการกับมันอย่างไร ในเมื่ออีกเพียงสามสัปดาห์จะมีรายการวิ่งสมุยมาราธอนอีกรายการที่ผมอยากเข้าร่วม