Hydrate : The cheapest highway to new PR

ในการแข่งขันสามครั้งสุดท้ายของผม มีสิ่งคล้าย ๆ กันเกิดขึ้นคืออาการอืดภายหลังการแข่งขันผ่านไปประมาณเกือบ ๆ สองชั่วโมง (ระยะเวลารวมตั้งแต่สองชั่วโมงไปจนถึงสามชั่วโมง) ผมเริ่มรู้สึกว่าผมมีปัญหาเรื่องการเตรียมอาหารสำหรับการแข่งขัน ผมจึงได้เริ่มค้นคว้าเพิ่มเติมเกี่ยวกับ nutrition สำหรับนักกีฬา ครั้งล่าสุดกับสมุยทวิกีฬาที่มีความผิดพลาดในการจัดบริการน้ำ ทำให้ผมทำการแข่งขันโดยขาดน้ำตลอดการวิ่ง 10k และนอกจากนี้ยังไปขาดน้ำต่อในระยะทาง 44.5k ของการปั่นจักรยานเมื่อผมทำน้ำของผมหล่นที่ระยะทาง 10k แรก ความฝืดที่เกิดขึ้นจากความหิวน้ำ ความเครียด และความร้อนทำให้ความรู้สึกระหว่างการแข่งขันมันทรมานมาก ๆ ในขณะที่ผมพยายามลากสังขารเข้าเส้นชัยโดยไม่ให้เสียเวลามากจนเกินไปนัก ผมก็เริ่มสงสัยว่าถ้าหากผมมีการเตรียมการเรื่องอาหารได้อย่างถูกต้องจะทำให้ความรู้สึก และเวลาของผมดีขึ้นได้อีกเท่าไร และนี่คือส่วนหนึ่งของการค้นคว้าที่ผมได้มา ผมขอเริ่มที่ “น้ำ”

น้ำเป็นส่วนประกอบที่สำคัญที่สุดของอาหารทั้งหมด เพราะมนุษย์ไม่สามารถขาดน้ำได้เกินหนึ่งสัปดาห์ก่อนที่จะเสียชีวิต เนื่องจากน้ำเป็นสัดส่วนกว่าร้อยละหกสิบของร่างกายคนเรา อยู่ในทุกชิ้นส่วนของร่างกาย ทำหน้าที่หลาย ๆ อย่าง ตั้งแต่หล่อลื่น ส่งสินค้า ส่งพลังงาน ระบายความร้อน น้ำจึงเป็นสสารที่สำคัญในการแข่งขัน เป็นกลไกหนึ่งที่น่าจะส่งผลต่อผลงานในการแข่งขันมากพอ ๆ กับเวลาซ้อมที่เตรียมมาก่อนหน้านั้นทั้งหมด

ความรู้ทั้งหมดของผมเกี่ยวกับน้ำคือ เราควรจะดื่มน้ำอย่างน้อยวันละแปดแก้ว และผมเองก็ไม่เคยทำสำเร็จ ในขณะที่เราควรจะวัดน้ำหนักก่อนและหลังการออกกำลังกายเพื่อจะดูว่าเราสูญเสียน้ำมากเท่าไรและดื่มทดแทนให้เพียงพอ ซึ่งผมเองยังไม่เคยทำ ผมเป็นคนที่ทานน้ำน้อยมากและมีปัสสาวะสีเหลืองตลอดเวลา อาการที่ใคร ๆ เขาว่าเป็นอาการเบื้องต้นของ dehydrate และนั่นอาจจะหมายถึงผมใช้ชีวิตแบบขาดน้ำมาตลอดชีวิต แต่จากการค้นคว้า “น้ำ” มีรายละเอียดอีกเยอะแยะมากมายที่น่าจะนำมาประยุกต์ใช้อย่างง่าย ๆ และอาจจะทำให้ PR ใหม่เป็นเรื่องที่ง่ายขึ้นก็ได้

ที่น่าสนใจที่สุดคือ dehydration อาจจะสามารถเกิดขึ้นได้ภายในระยะเวลาหนึ่งชั่วโมงถ้าหากเริ่มต้นจากสภาพร่างกายที่ขาดน้ำอยู่แล้ว และจะส่งผลให้ performance ลดลงได้มากถึงร้อยละ 48 เลยทีเดียว นอกจากนี้จะส่งผลให้เกิดอาการต่าง ๆ ที่เกิดจากความร้อนในร่างกายที่สูงเกินไป ได้แก่ ตะคริว เป็นต้น ผมเป็นตะคริวทุกครั้งในการแข่งขันที่ระยะเวลาเกินสองชั่วโมงขึ้นไป ผมน่าจะรู้ตั้งแต่แรกว่าอะไรเป็นสาเหตุ แต่ผมเคยเชื่อว่าตะคริวเกิดจากขาดเกลือแร่ หรือความไม่สมดุลย์ของเกลือแร่ในกล้ามเนื้อ เพียงเท่านั้นไม่เคยคิดว่า dehydrate อาจจะเป็นสาเหตุหนึ่ง

American College of Sports Medicine ได้ออกเอกสารแนะนำเกี่ยวกับ น้ำ สำหรับการออกกำลังกาย จากการรวบรวมข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ในงานวิจัยมากมายเอาไว้ดังนี้

  • ดื่มน้ำก่อนออกออกกำลังกาย 0.5 ลิตร 2 ชั่วโมงก่อนออกกำลังกาย เพื่อลดความเสีียงของ dehydration ก่อนกำหนดและให้ระยะเวลาเพียงพอในการดูดซึม
  • ระหว่างการออกกำลังกายควรดื่มน้ำให้เร็ว และสม่ำเสมอ หรือถ้าเป็นไปได้ตื่มให้มากที่สุดเท่าที่ร่างกายจะรับไหว (เอางั้นเลย)
  • แนะนำให้ดื่มน้ำเย็น (15-22 degrees C) หรือน้ำดื่มที่มีการปรุงรส และใช้อุปกรณ์ที่ดื่มง่าย ทั้งหมดทั้งสิ้นเพื่อช่วยให้เราดื่มมากขึ้น บ่อยขึ้น เพราะสะดวกและอร่อย
  • ออกกำลังกายน้อยกว่าหนึ่งชั่วโมงให้ใช้น้ำเปล่าก็พอ แต่ถ้าเกินหนึ่งชั่วโมงให้เสริมด้วย glucose-electrolyte drink และเสริมด้วย sodium (Gatorade อะไรพวกนี้เตรียมไว้ให้แล้ว)

นอกจากนี้ NATA (National Athletic Trainers’ Association) ก็มีคำแนะนำที่ละเอียดขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง

  • 2-3 ชั่วโมงก่อนแข่ง เริ่มด้วยน้ำ 500 มิลลิลิตร
  • 10-20 นาทีก่อนแข่ง ตามด้วยน้ำ 250 มิลลิลิตร
  • ระหว่างการแข่งขันดื่ม 250 มิลลิลิตร ทุก ๆ 10-20 นาที
  • 6-8% carbohydrate เป็นปริมาณที่เหมาะสมสำหรับร่างกาย และจะเหมาะอย่างยิ่งถ้าออกกำลังกายเกิน 45 นาที
  • เกลือโซเดืยม ในน้ำจะช่วยให้อยากดืี่มน้ำเพิ่มขึ้น และช่วยให้การดูดซึมน้ำในร่างกายเร็วขึ้น
  • น้ำเย็น (10-15C) ดีกว่าน้ำอุ่น
  • หลังออกกำลังกาย ภายใน 2 ชั่วโมงให้ดื่มน้ำเท่ากับปริมาณน้ำที่สูญเสียไป (ชั่งน้ำหนักก่อนหลังออกกำลังกาย)
  • หลังออกกำลังกาย ภายใน 6 ชั่วโมงให้ดื่มน้ำเพ่ิมอีก 25-50% จากปริมาณน้ำที่สูญเสียไป

เครืี่องดื่มอะไรบ้างที่ต้องระวังไม่ควรใช้ระหว่างออกกำลังกาย NATA ก็ยังได้แนะนำไว้เพิ่มเติม ซึ่งได้แก่ น้ำผลไม้, น้ำอัดลม, เครื่องดื่มที่มีปริมาณ carbohydrate สูงกว่า 8% เครื่องดื่มเหล่านี้ทำให้การดูดซึมน้ำได้ช้า และอาจทำให้เกิดแกสในกระเพาะ แน่นอนเครื่องดื่มที่มีคาแฟอีน และแอลกอฮอล์ก็ไม่แนะนำ

แม้ว่าน้ำผลไม้จะดีต่อสุขภาพโดยรวม แต่ไม่ควรใช้น้ำผลไม้เพื่อทดแทนการสูญเสียน้ำของร่างกายในกรณีนี้ เนื่องจากการดื่มในปริมาณที่มาก ในน้ำผลไม้จะมีน้ำตาล fructose เป็นหลักซึ่งย่อยยากกว่าน้ำตาลอื่น ๆ ในเครื่องดื่มจำพวก sport drink  ไม่ควรใช้ดื่มระหว่างออกกำลังกาย เพราะอาจจะทำให้เกิดอาการตะคริวในลำไส้ได้ แต่ถ้าหากต้องการใช้หลังออกกำลังกายควรเจือจางหนึ่งต่อหนึ่งจะลดปริมาณ carbohydrate ให้อยู่ในระดับ 6-8% ซึ่งเหมาะสมต่อการดูดซึมของร่างกายมากกว่า

น้ำอัดลม ควรหลีกเลี่ยงอย่างยิ่งเนื่องจากปริมาณน้ำตาลสูงเกินไป นอกจากทำให้อ้วนแล้วจะยังทำให้การดูดซึมในระบบเป็นไปได้ยากและช้า ยิ่งไปกว่านั้น น้ำตาลอาจจะทำให้ insulin พุ่งสูงขึ้น ตามไปด้วยระดับน้ำตาลในเลือดตก ซึ่งส่งผลให้เกิดอาการเหนื่อยและหมดแรงค้าง แกสก็จะยังทำให้ท้องอืดได้ง่าย น้ำตาลที่ใช้ในน้ำอัดลมเป็น fructose ที่ไม่ส่งผลดีต่อการดูดซึมของร่างกายอีกเช่นกัน

สรุปง่าย ๆ น้ำเปล่าเย็น ๆ กินให้มากที่สุดเป็นสิ่งที่ดี ในวันที่ยาวกว่าหนึ่งชั่วโมงเสริมด้วย sport drink หรืออาจจะเรียกแบบวิชาการว่า Carbohydrate Electrolyte Drink แน่นอนว่า Gatorade ใช้ได้แน่ ๆ แต่สัญชาติไทยอย่าง Msport หรือ Sponsor ที่มีราคาที่ถูกกว่าสักหน่อย ดูเหมือนว่าไม่ค่อยให้ใช้ข้อมูลวิจัยเหล่านี้ให้เป็นประโยขน์เท่าไรนักครับ เท่าที่ผมลองใช้ Sponsor รสชาติแรงไปนิดครับ Msport ค่อนข้างโอเค สำหรับรสชาติ แต่ทั้งสองยี่ห้อจะมีปริมาณน้ำตาลสูงมากครับ (ส่วนนี้คือส่วนที่เรียกว่า carbohydrate) ตั้งแต่ 10% กว่า ๆ เลยไปถึง 15% กว่า ๆ เลยทีเดียว ทำให้ปริมาณแคลลอรี่สำหรับทั้งสองเจ้านี้จะสูงเป็นพิเศษ ถ้าคิดจะใช้คงต้องเอามาเจือจางครับ ก็น่าจะเป็นไปได้เหมือนกัน ผมชอบ Msport สีขาว รสชาติดีอาจจะลองทำสูตรเจือจางเสียหน่อยแล้วลองใช้ดูครับ แต่ใน 7-11 ยังมีอีกยี่ห้อนึงครับ ราคาสุงหน่อย แต่สัดส่วนน้ำตาลอยู่ประมาณ 7% และมี Sodium และอื่น ๆ ค่อนข้างพอดี (ส่วนนี้จะเป็นส่วนที่เรียกว่า Electrolyte) รสชาติก็พอใช้ได้ เป็นของญี่ปุ่นชื่อ Poncari Sweat หรืออะไรเนี่ยแหละ วางไว้ไกล้ ๆ กัน ไปลองกันดูได้ครับ ผมชอบมากกว่า Msport นิดหน่อยแต่มันแพง แต่ว่าส่วนใหญ่ผมจะซื้อ Gaterade จาก Big C มาตุนไว้ในตู้เย็นแล้วเอาไปใช้ทุกวันที่ออกกำลังครับ ที่เลือกตัวนี้เพราะมันหาซื้อง่าย ตาม 7-11 ก็มี ราคาถูกกว่า Poncari Sweat และในรายการแข่งขันก็มักจะใช้แจกด้วย ทำให้ไม่ต้องกลัวว่าจะมีปัญหาตอนแข่งแล้วหาไม่ได้ หรือกินของไม่ต้องสำแดงตอนแข่งอะไรทำนองนี้

Samui Triathlon/Duathlon : The Good, The Bad and The Beauty

สมุยไตรกีฬา 2012 ผ่านไปเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2012 ที่ผ่านมาถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก เป็นครั้งแรกและถือว่าสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ มั่นใจว่าจะไม่ใช่ครั้งสุดท้าย  นักกีฬาระดับแนวหน้าของโลก ไม่ว่าจะเป็นแชมป์ไอรอนแมนหลากหลายสนามอย่าง Cameron Brown รวมทั้งรายการ World Championship ที่ Hawaii อย่าง Farris Al Sultan หรือเจ้าของสถิติโลกในปัจจุบัน Marino Vannhoenacker

David Dellow ผู้ชนะในวันนั้นเขียนไว้ในบล๊อกของเขา “Coming into the 15km turn around point I crossed paths with Faris – a world and European ironman champion, I took the turn and 30 seconds later crossed paths with Marino vanhoenacker – the current ironman world record holder, 30 seconds later I crossed paths with Aaron Farlow – 2 time iron distance champion and then 30 seconds later I saw Marcel Zamora – 5 time ironman champion. I was feeling good at the turn and I thought I was in with a chance of the win but I knew I’d have my work cut out for me with the blokes that were around.” คงทำให้เห็นภาพความดุเดือดของการแข่งขันครั้งนี้

ในฝ่ายหญิงก็มี Big names อย่าง Caroline Steffen หรือ legend อย่าง Belinda Granger ในวันนั้นไม่ต่างกับรายการมาสเตอร์ใหญ่ ๆ ของโลก เมื่อเสริมกับบรรยากาศในเดือนที่ร้อนที่สุดของประเทศไทย อากาศร้อนชื้นอย่างเกาะเมืองร้อน ทำให้สมุยไตรกีฬาถูกกล่าวขวัญถึงอย่างมากมายในโลกไซเบอร์ในแวดวงของนักไตรกีฬาชั้นนำของโลก (โปรฯพูดถึงสมุยไตรกีฬา)  สมุยไตรกีฬาได้ถูกบันทึกลงในปฏิทินของไตรกีฬาโลกแล้วอย่างไม่ต้องสงสัย (Video Intoduction)

ด้วยการเลือกระยะทางไตรกีฬาในระยะทาเกือบเท่ากับระยะ Ironman คือ ว่ายน้ำ 4000 เมตร จักรยาน 122.65 กม. และวิ่ง 30 กม. ซึ่งเป็นระยะทางยาวที่สุดในพื้นที่เอเซียเปซิฟิก แม้ว่าการจัดรายการกีฬาในสถานที่ท่องเที่ยวชั้นนำของโลกกำลังเป็นเทรนด์สำคัญที่แหล่งท่องเที่ยว สร้างอีเวนท์เหล่านี้ขึ้นเพื่อเป็นหนึ่งในแรงดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งนักกีฬาและผู้ชม ที่สำคัญบรรยากาศของความเป็นนานาชาติที่จะถูกสร้างผ่านกิจกรรมกีฬาระดับโลก ไม่แปลกที่เกาะสมุยจึงต้องการรายการกีฬาที่สำคัญนี้เช่นกัน แต่เกาะสมุยมีเป้าหมายที่สูงกว่านั้น ความตั้งใจของเทศบาลสมุยที่จะปักหมุดที่เกาะสมุยลงบนแผนที่ไตรกีฬาโลก และต้องการเป็นหนึ่งในรายการที่นักกีฬาทุกคนต้องเข้าร่วม (ความตั้งใจของนายกฯสมุย)

ไตรกีฬาเป็นกีฬาเพียงไม่กี่ประเภทที่ให้โอกาสนักกีฬามือสมัครเล่นสามารถเข้าร่วมแข่งขันในสนามเดียวกัน พร้อม ๆ กันกับมือหนึ่งของโลก ไตรกีฬาเป็นกีฬาสำหรับ participant มากกว่าสำหรับ spectator และต้องการ Amatuer มากกว่า Professional ในสิบปีที่ผ่านมาไตรกีฬาเป็นกีฬาที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก จากจุดเริ่มต้นถึงวันที่บรรจุลงในโอลิมปิก จากผู้เริ่มต้นเพียงไม่เกินสิบคนจนปัจจุบันมีนักกีฬาไตรกีฬาที่ลงทะเบียนเป็นหลักล้านคน จากเริ่มต้นที่เป็นกีฬายอดนิยมสำหรับชนชั้นกลางอย่างทนาย แพทย์ วิศวกร เนื่องจากการลงทุนเริ่มต้นที่สูง ในปัจจุบันมีหลายคนกระโดดลงมาลงทุนในระดับสูงเช่นนี้แม้ว่าจะรายได้ที่มีอาจจะต้องใช้เวลานับปีกว่าจะได้จักรยานที่ใช้ในการแข่งขันกีฬาที่รัก และที่สำคัญไตรกีฬาไม่ใช่กีฬาเล่น ๆ ที่จะชวนเพื่อมาเล่นเช้าวันอาทิตย์เพื่อสุขภาพ แต่ไตรกีฬาต้องเข้าแข่งขัน ต้องเดินทาง ทั้งหมดนี้ทำให้ไตรกีฬาไม่เป็นเพียงกีฬา ไม่เป็นเพียงงานอดิเรก แต่เป็น life style ที่แพงมากเลยทีเดียว

ทันทีที่สมุยจัดไตรกีฬา ผมก็ตัดสินใจไปในทันที ด้วยเหตุผลเดียวกันกับรายการที่ภูเก็ต การได้เดินทางไปพักผ่อนสองสามวันก่อนร่วมแข่งขันกีฬาที่ตัวเองรัก กับนักกีฬาระดับโลกที่ตัวเองคลั่งไคล้ ในสถานที่ที่หลาย ๆ คนในโลกเรียกมันว่าสวรรค์ แล้วผมจะพลาดมันได้อย่างไร อย่างไรก็ตามสำหรับ long distance triathlon กับครั้งแรกของผู้จัด รวมไปถึงค่าสมัครที่กระเดียดไปในทิศทางที่เรียกว่าถูก ยิ่งไปกว่านั้นผู้จัดยังเป็นคนที่คุ้นเคย ไม่ไปร่วมก็ไม่รู้จะว่าอย่างไรแล้ว แน่นอนว่าเมื่อการแข่งขันเสร็จสิ้น สิ่งต่าง ๆ ที่ขลุกขลักอยู่บ้าง หักลบกับบรรยากาศของสมุย บรรยากาศการแข่งขัน ความตั้งใจของผู้จัด ผมต้องยอมรับว่าประทับใจ และมั่นใจว่าผมจะต้องกลับไปอีกในทุก ๆ ปี ถึงแม้ว่าสมุยไตรกีฬาจะไม่ดังเปรี้ยงปร้างข้ามคืนอย่างอาบูดาบีไตรกีฬา แต่รายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่สามารถปรับปรุงได้จะทำให้ good กลายเป็น great ได้อย่างง่ายดาย

ต่อไปนี้คือรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่สมุยไตรกีฬาสามารถนำไปใช้เป็นข้อคิด ถือว่าเป็นการรีวิวร์จาก weekend warrior ที่อยากกลับไปสมุยเพื่อเจอกับ the greatest traiathlon event on the gulf of Thailand

เริ่มจากกระบวนการแนะนำตัว แม้ว่าวิดีโอทั้งหมดของโครงการนี้มีการเตรียมอย่างเป็นมืออาชีพ แต่ความไม่เรียบร้อยของเวปไซท์ รวมถึง fine print ที่เน้นเรื่องการยกเลิกการแข่งขัน จะคืนเงินเพียง 50% เท่านั้น ทางเลือกในการสมัครที่ดูแปลก ๆ ที่ให้เลือกระหว่างใช้ license ของนักกีฬาที่ไม่รู้จะไปหามาจากไหน หรือใบรับรองแพทย์ที่ไม่รู้ว่าจะไปบอกหมอว่าอย่างไร แต่สุดท้ายก็มี Waiver ให้ในภายหลังที่ผมได้สมัครโดยใช้ option อีกแบบคือซื้อประกันที่ผมไม่ได้ต้องการ

เนื่องจากนักไตรกีฬามากกว่า 90% จะต้องเดินทางดังนั้นข้อมูลการเดินทาง ที่พัก เบอร์โทรศัพย์ติดต่อต้องใช้งานได้จริง แต่เท่าที่ทดลองโทรไปตามเบอร์ที่ให้ไว้กลับไม่สามารถตอบคำถามใด ๆ ได้เลยแม้ว่าคำถามที่ผมถามจะเป็นเพียง race package pickup ได้เมื่อไร และที่ใดเพียงเท่านั้น เนื่องจากข้อมูลดังกล่าวไม่ชัดเจนมาก ๆ ในข้อมูลที่มีให้ ภาษาอังกฤษในเวปไซท์เรียกได้ว่า incomprehensible อ่านแล้วไม่เข้าใจอะไรเลย แม้กระทั่งคำว่า bike check-in ที่แม้ว่าจะดูเหมือนว่าจะชัดเจนว่าต้องฝากจักรยานไว้ข้ามคืน แต่ด้วยความไม่ชัดเจนและไม่มีข้อมูลอื่นใดเพิ่มเติม ทำให้ต้องลุ้นเอาว่าจริง ๆ ผู้จัดงานต้องการอะไร และดูเหมือนว่าเจ้าหน้าที่ทั้งหมดไม่มีใครรู้เรื่องเลยไม่ว่าจะถามใคร ยกเว้นฝรั่งหนึ่งคนที่คุมการ check-in จักรยานนั่นเอง ผมต้องเดินทางกลับไปมาหลายเที่ยวกว่าจะทำอะไรให้เรียบร้อยตามที่ผู้จัดต้องการ ผมว่า race package pickup, mandatory race briefing, bike check-in อย่างน้อย ๆ สามเรื่องนี้ต้องมีข้อมูลที่ชัดเจนครับ ไม่งั้นสับสนมาก ๆ เบอร์โทรศัพย์ที่ให้ไว้ต้องเตรียมคำตอบเรื่องนี้ให้ชัดเจนและถูกต้อง

ในการนั่งฟัง race briefing ซึ่งมีการแปลระหว่างอังกฤษกับไทย มันก็ดีครับ แต่คนที่แปลเป็นไทยดูเหมือนว่าไม่ได้เตรียมตัวมาก่อนเลย เพราะไม่รู้จริง ๆ ว่ารายการจะให้ทำอะไร เวลาฟังไม่ทันก็แปลแบบข้าม ๆ มั่ว ๆ หรือบางครั้งมีการใช้ภาษาเฉพาะไตรกีฬาก็จะไปไม่เป็นเสียเลย เดาเอาว่าคนที่ฟังเอาเฉพาะภาษาไทยจะไม่รู้เรื่องเลยครับ โดยเฉพาะกฏที่สำคัญ ๆ อย่างเช่นเรื่อง non-drafting rule ที่เห็นคนไทย draft กันแหลกลาฬ ดูแล้วคนไทยเป็นคนขี้โกงมากจริง ๆ race briefing ไม่ใช่เรื่องการประชาสัมพันธ์ แต่เป็นเรื่องของกฏ กติกา มารยาท ความปลอดภัย ความช่วยเหลือ จุดให้น้ำ หรือ cut off time อะไรทำนองนี้ครับ ควรให้คนที่รู้กฏจริง ๆ มาคุยเรื่องกฏ ไม่งั้นก็มั่วอย่างที่เห็น สาวประชาสัมพันธ์ชาวไทยโม้ไปเรื่อยโดยไม่พูดถึงกฎเลยแม้แต่นิดเดียว นอกจากแปลผิด ๆ อย่างเช่น aid station แปลเป็นจุดให้น้ำแปดจุด เป็นต้น

การแข่งขันซึ่งแบ่งเป็นไตรกีฬาและทวิกีฬา แต่เลือกที่จะให้มีจุดเริ่มต้นที่แตกต่างกัน และเส้นทางจักรยานและวิ่งที่ค่อนข้างจะแตกต่างกัน แม้ว่าจะไม่มีอะไรผิดแต่ก็ทำให้การจัดการเป็นไปด้วยความยากลำบากและอาจจะเกิดการผิดพลาดขึ้นได้ง่าย และเรื่องที่ไม่น่าจะเกิดก็เกิดขึ้นเมื่อบนเส้นทางการแข่งขันของทวิกีฬาทั้งวิ่ง 10k จักรยาน 44.5k มีจุดให้น้ำอยู่เพียงจุดเดียวคือประมาณ 500 เมตรก่อนถึงเส้นชัย ในขณะที่ 5k สุดท้ายมีจุดให้น้ำเพ่ิมขึ้นอีกจุดที่ 2.5K ตามที่วางแผนไว้ ทั้งหมดเกิดขึ้นเนื่องจากการที่ต้องมีการปล่อยตัวสองจุดทำให้การดูแลภายหลังการปล่อยตัวจุดแรกถูกละเลยไป แต่โชคดีที่ว่าแม้ว่าอากาศจะร้อนมาก ๆ แต่ก็ไม่มีใครที่เกิด heat stroke ขึ้นมา (อาจตายได้) เรื่องแบบนี้คงเกิดพลาดครั้งที่สองได้ยากครับ แต่การจัดงานแบบยาก ๆ เช่นนี้มีแต่จะก่อให้เกิดความผิดพลาดที่ไม่ควรจะเกิดครับ ควรวางแผนใหม่ให้ดีครับ

ผมเห็นด้วยกับการลดขยะโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเกาะสวรรค์อย่างสมุย แต่มีหลายวิธีที่ดีกว่าที่ทางผู้จัดเลือกที่ใช้อยู่อย่างนี้ครับ หนึ่งนโยบาย bring your own cup อันนี้ตลกมาก ๆ ครับและคงโด่งดังไปทั่วโลกไปแล้ว คิดดูครับวิ่งระยะเวลา 1-3 ชั่วโมงให้พกแก้วไปตลอด จะถือไปยังไงผมเองเลือกที่จะไม่ถือเลือกใช้ water belt แทน แต่เพื่อนข้าง ๆ ผมถือไปด้วยได้เพียงครึ่งทางก็บีบจนแตก ที่ตลกไปกว่านั้นสำหรับทวิกีฬาถือไปเฉย ๆ ครับ ไม่มีน้ำแจกให้ เช่นเดียวกันครับ นโยบาย bottle for bottle สำหรับจักรยาน ในความเป็นจริงทำได้ยากครับ จักรยานมีที่เก็บขวดน้ำประมาณสองขวด ไม่มีใครอยากจะพกมากไปกว่านี้ แต่ในบางกรณีอาจจะอยากได้ขวดเสริมเพื่อราดหัว ราดขา ก็มีอยู่บ้าง ขวดแลกขวดทำให้วางแผนไม่ถูกเลยจริง ๆ วิธีที่ดีกว่าคือกำหนดระยะทิ้งขยะและแจ้งกับนักกีฬาให้ช่วยให้ความร่วมมือจะดีกว่าครับ นักกีฬาส่วนใหญ่จะพยายามให้ความร่วมมือ ยกเว้นเหตุสุดวิสัย เช่น ตกหล่น ร้อนมาก เหนื่อยมาก ซึ่งอาจจะมีขยะเรี่ยราดไปบ้างซึ่งควรจะเป็นหน้าที่ของผู้จัดที่ควรจะให้รถเก็บตกนอกจากจะทำหน้าที่เคลียร์พื้นที่ ตามนักกีฬาคนสุดท้ายแล้วก็ใล่ทำความสะอาดไปด้วย (นี่ควรจะถูกคิดไปในค่าสมัครให้เรียบร้อย)

เรื่องของการแจกอาหาร และประเภทของอาหารสามารถปรับปรุงได้มากขึ้นอีกครับ จุดให้น้ำสำหรับการวิ่งค่อนข้างจะโอเคครับ แต่สำหรับจักรยานน่าจะปรับปรุงได้อีก ยิ่งได้เห็นจากการซ้อมของผู้จัดแล้วยิ่งเห็นว่าเกิดจากความไม่เข้าใจในกีฬา ไม่ว่าจะเป็นวิ่งหรือจักรยาน นักกีฬาส่วนใหญ่ถ้าเป็นไปได้จะพยายามไม่หยุดรับน้ำและอาหารแต่จะวิ่งผ่านและหยิบไป ดังนั้นระยะจุดให้น้ำต้องขยายเป็นระยะยาว ๆ เพื่อให้มีระยะหยิบที่ยาวเพียงพอ แต่ในจักรยานจะต้องใช้คนกระจายตัวกันเป็นระยะยาว ๆ เพื่อให้จักรยานสามารถหยิบได้ทัน ในบางการแข่งขันผู้แจกน้ำอาจจะวิ่งเหยาะ ๆ ตามด้วยซ้ำ แต่ผมไม่คิดว่าดีเท่าไร น่าจะอยู่นิ่ง ๆ แบบที่เป็นน่ะดีแล้ว แต่ปัญหาที่เห็นคือเนื่องจากมีน้ำหลายประเภท ในความเป็นจริง นักกีฬาอาจจะต้องการน้ำหลายประเภทในการหยิบแต่ละครั้ง ซึ่งหมายความว่าต้องมีการแบ่งระยะให้ยาว และระบุประเภทน้ำให้ชัดเจนครับ การตะโกนถามก่อนเข้าจุดให้น้ำไม่ใช่วิธีการที่ใครเขาทำกันครับผม

อาหารในจุดให้น้ำส่วนใหญ่จะไม่ค่อยมีประโยชน์ครับ เพราะนักกีฬาส่วนใหญ่จะพยายามไม่ทานอะไรหนัก ๆ หรืออะไรที่ผิดแผกจากที่เคยซ้อมเนื่องจากกลัวว่าท้องจะรับไม่ได้ กระเพาะของนักกีฬาจะทำงานค่อนข้างจำกัดเพราะเลือดส่วนใหญ่ต้องไปเลี้ยงส่วนอื่นของร่างกายครับ กล้วย แอปเปิ้ล อาจจะพอได้เนื่องจากเป็นอาหารที่เขาแนะนำให้ทานก่อนแข่งอยู่แล้ว แต่อย่างอื่นอาจจะไม่ค่อยมีประโยชน์เท่าไรนัก เรื่องน้ำหลัก ๆ ก็คือน้ำเปล่ากับน้ำเกลือแร่ ส่วนโค้กอะไรที่มีให้เนี่ย ถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ หลาย ๆ คนอาจจะอยากเลี่ยงครับ เพราะมีการอัดแกส ทานเข้าไปแล้วก็เสียว ๆ จะปวดท้องเหมือนกัน แต่พอเอาเข้าจริง ๆ ผมก็ลองดูครับ เนื่องจากมันร้อนมาก จิบโค้กเย็น ๆ มันก็ชื่นใจดีเหมือนกัน แต่ในความเป็นจริง อันตรายมากครับถ้าไม่อยากเป็นอย่าง Ali Fitch เขียนไว้ “Ummmm, nup.  Every attempt to run was confronted with pain and sickness in my gut , nausea and cramping.  I tried and tried again in the first few km’s to run; a nice French support lady got off her motor bike to walk with me at about the 5km mark.  Not long after I puked and puked and puked.  Litres of coke on the ground, a grand unload, yuk, but so good to get it out. After refusing a lift to Thai hospital and sugar cubes(???) the same nice French lady kindly went in search of something to help me hydrate.  At the 10km mark she came back with something like gastrolyte, all mixed up in a bottle ready to go.  Down in went.” ครับผม อาเจียนและต้องแก้ด้วยยาลดกรดเท่านั้น แต่โดยรวมเธอก็ชมและจะยังอยากจะกลับมาอยู่นะครับ ในบล๊อกของเธอว่างั้น และเรื่องโค้กก็กลายเป็นเรื่องตลกที่เล่าต่อกันไปร่วมกับนโยบาย bring your own cup ไปโดยปริยายครับ ส่วนฟองน้ำที่แจกก็สำคัญมากครับ โดยเฉพาะสนามร้อน ๆ แบบนี้

ส่วนอื่น ๆ ของงานถือว่าเปอร์เฟกครับ บริเวณทรานสิชั่น เส้นชัย อาหารหลังเส้นชัย ไม่มีที่ติจริง ๆ บริการนวดเต็มสูตร อาหารทุกรูปแบบ บรรยากาศที่เส้นชัย แต่ถ้าจะให้บรรยากาศการแข่งขันที่ดีขึ้นกว่านี้ บนเส้นทางน่าจะมีการจัดกองเชียร์เป็นระยะ ๆ เหมือน กับที่ทำการซ้อม ในวิดีโอ ในรายการภูเก็ตก็จะมีการใช้นักเรียนโรงเรียนต่าง ๆ ตามที่จักรยานผ่านออกมาเชียร์กัน ซึ่งสนุกดีครับ เด็ก ๆ ก็ดูสนุกกันมาก ๆ ผมจะแวะเข้าไป Hi-5 กับกองเชียร์ตลอดครับ สนุกดี แล้วบรรยากาศก็ดูดีมีส่วนร่วมครับผม หวังว่าปีหน้าผมจะได้ไปอีกครั้งครับ คราวนี้ผมจะลงไตรกีฬาให้ได้ จะได้มีน้ำแจกกะเขาบ้าง อิอิ (วิดิโอสรุปรายการ)

Bike fitting : จักรยานที่คุณใช้พอดีแค่ไหน

สรีระของแต่ละบุคคลเป็นของขวัญที่บรรพบุรุษเราส่งผ่านมาให้เรา เราไม่สามารถทำอะไรได้มากนักกับมัน การปรับแต่งจักรยานให้เข้ากับตัวเรานั้น เป็นวิทยาศาสตร์ที่มีมูลค่าสูง และยังไม่นิ่ง อย่างไรก็ตามด้วยความรู้ที่สั่งสมกันมาเกือบสองร้อยปีนั้น เราก็มีไกด์ไลน์ที่พอที่จะทำเองได้ง่าย ๆ ที่บ้าน เพียงขอให้ใครบางคนช่วงถ่ายรูป ถ่ายวีดิโอให้เพียงเท่านั้น แค่นี้เราก็สามารถจะปรับแต่งจักรยานของเราให้เข้ากับเราได้มากที่สุดแล้ว อย่างไรก็ตามการให้มืออาชีพช่วยเราในการปรับแต่งไม่ได้แปลว่าไม่เป็นเรื่องสำคัญนะครับ มืออาชีพเห็นมามากกว่าเรา การแก้ไขปัญหาในการปรับแต่งย่อมดีกว่าเรา ถ้าใครที่สนใจจริง ๆ เท่าที่รู้ในเมืองไทยก็จะมีที่ร้านไบค์โซนที่รับการปรับแต่งจักรยานในราคาสมเหตุสมผลครับ

เนื่องจากจักรยานมีหลากหลายรูปแบบ และหลาย ๆ คนก็ปั่นจักรยานเพื่อตอบโจทย์ที่แตกต่างกันไป ในกรณีนี้ผมอยากจะพูดถึงจักรยานเสือหมอบ หรือที่มีหน้าตามาตรฐานตามรูปแบบจักรยานเสือหมอบ เช่น จักรยานไตรกีฬา หรือจักรยานฟิกซ์ที่มีพื้นฐานมาจากจักรยาน  time trial รวมไปถึงจักรยานประเภท city bike ที่มีโครงสร้างลักษณะเดียวกันครับ คงมีน้อยคนนักที่จะมีโอกาสตัดเฟรมจักรยานอย่างที่มิเกล อินดูเรน แชมป์ตลอดกาลอีกคนของรายการทัวร์เดอฟรองค์ เราส่วนมากต้องเลือกจากร้านที่มีขนาดของจักรยานที่ถูกสร้างมาแล้ว แม้ว่าโครงสร้างของจักรยานแต่ละยี่ห้อจะไม่ตรงกันเสียทีเดียวแต่ก็ไม่ได้ผิดกันมากมายนัก อย่างไรก็ตามในปัจจุบันการใช้คาร์บอนไฟเบอร์ในการทำเฟรมก็ทำให้การเลือกจักรยานง่ายขึ้นมาอีกหน่อย เพราะมีขนาดให้เลือกไม่มาก เช่น S M L แต่การปรับแต่งจักรยานเป็นเรื่องที่ยากมากขึ้น

ขนาดของจักรยานที่เหมาะสมไม่วิธีการเลือก วัดหลายวิธี เช่น วัดความสูงของเป้าด้วยการถอดรองเท้ายืนหลังชิดกำแพง หาหนังสือหนา ๆ มาดันให้ชนระหว่างเป้าแล้วทำตำแหน่งเอาไว้ที่ผนัง ระยะนี้เรียกว่า inseam length ซึ่งทั่ว ๆ ไประยะ 2/3 ของ inseam length ก็จะเป็น size ของจักรยานที่เหมาะสมกับเรา แต่ก็ไม่ค่อยตรงไปตรงมามากนักเพราะแต่ละยี่ห้อมีวิธีการในการวัดขนาดจักรยานของตัวเองที่แตกต่างกันไปเล็กน้อย ในขณะที่วิธีที่ง่ายกว่านั้นก็คือ ยืนคร่อมจักรยาน แล้วลองยกจักรยานขึ้นมาชนกับเป้า ระยะนี้ควรจะมีระยะประมาณ 1 นิ้ว แต่รูปร่างของจักรยานที่เปลี่ยนไปทำให้วิธีนี้ทำได้ลำบากขึ้นในปัจจุบัน เมื่อเราได้ขนาดของจักรยานเป็นพื้นฐานแล้วก็ถึงเวลาปรับชิ้นส่วนต่าง ๆ ให้เหมาะสมครับ ถ้าหากว่าเราเลือกขนาดจักรยานที่เหมาะสมถูกต้องตั้งแต่ตอนแรก การปรับในระดับที่สองก็จะทำให้ง่ายขึ้น แต่ถ้าไม่ถูกก็จะทำให้เกิดปัญหาในการปรับแต่งต่อไปครับ แต่เนื่องจากปัจจุบันอุปกรณ์ปรับแต่งจักรยานมีมากขึ้นวิธีการแก้ไขปัญหาก็มีมากขึ้นเช่นกัน

ระยะที่สองในการปรับแต่งคือความสูงของอาน เนื่องการกล้ามเนื้อที่ใช้ในการปั่นจักรยานหลัก ๆ คือกล้ามเนื้อต้นขา หลักการตั้งระยะอานนี้ก็เพื่อให้ใช้กล้ามเนื้อมัดนี้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ Greg Lemond นักจักรยานคนสำคัญอีกคนของฝั่งอเมริกา คิดเป็นสูตรที่หลาย ๆ คนใช้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีนั่นคือ 0.883 x inseam length ก็จะได้ระยะจากด้านบนของอานวัดตามท่อนั่งไปจนสุดถึงจุดหมุนของบันไดพอดี แต่แนวคิดที่ง่าย ๆ ก็คือว่าระยะอานควรจะสูงที่สุดเท่าที่เราจะปั่นได้โดยไม่ต้องโยกซ้ายขวาเวลาปั่น นี่เป็นสิ่งแรกที่มืออาชีพจะต้องการดูครับ คือ เขาจะให้เราปั่นให้ดู สังเกตุการปั่น การโยกซ้ายขวา และลักษณะการปั่นของเรา วิธีที่ง่ายอีกวิธีหนึ่งคือใส่รองเท้า กางเกงที่จะใช้ปั่น แล้วขึ้นนั่ง ยืดขาให้สุด ถ้าหากความสูงของอานพอดีก็จะทำให้ เท้าขนานกับพื้นพอดี ลองทำทั้งสองข้าง โดยกระบวนการนี้จะเห็นว่าระยะนี้จะไม่เป๊ะครับ ขึ้นอยู่กับวิธีการปั่นของแต่ละคนอีกว่าชอบปั่นแบบปลายเท้าจิ้มลง ขนานพื้น หรือส้นเท้าจิ้มลง แม้ว่าโดยหลักการแล้วการปั่นจริง ๆ จะต้องการให้มีปลายเท้าจิ้มลงเล็กน้อยตามจังหวะการดึงขึ้นของกล้ามเนื้อหลังขาและก้น ในครึ่งรอบหลังของการปั่น ดังนั้นระยะอานแม้ว่าแต่ละคนจะมี inseam ที่เท่ากัน ขนาดของเท้า และลักษณะการปั่นยังไม่เหมือนกันครับ ประสบการณ์ของ bike fitter มืออาชีพจะเข้ามาช่วยมากในเรื่องนี้

อานสามารถปรับเลื่อนหน้าหลังได้อีกประมาณสองนิ้วเศษ ๆ ยกเว้นจักรยานสำหรับไตรกีฬา โดยเฉพาะเฟรมคาร์บอน ระยะนี้จะสามารถปรับได้ค่อนข้างมากจากทั้งตัวรางของอานเอง และเสาอานที่ออกแบบมาพิเศษ โดยพื้นฐานเราต้องการปรับอานเพื่อให้ไช้กล้ามเนื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกเช่นเดียวกัน วิธีการก็คือหมุนเท้ามาหยุดเมื่อขาจาน (crank arm) มาขนานกับพื้น ใช้ลูกดิ่งวางจากข้อหมุนของเข่าด้านหน้าลงมาควรจะตรงพอดีกับแกนบันได วัดทั้งสองข้างปรับอานให้เหมาะสม สำหรับไตรกีฬาแนวโน้มที่จะปรับให้แนวเข่าล้ำไปด้านหน้าเล็กน้อยเพื่อเลืยนแบบท่าวิ่ง แต่ปัจจุบันไม่ค่อยนิยมแล้วเนื่องจากว่ากันว่าประสิทธิภาพการปั่นที่เสียไปไม่คุ้มกับความพร้อมในการวิ่งที่จะได้กลับมานั้นมันไม่คุ้มกัน ระยะนี้สามารถปรับละเอียดได้อีกด้วยความยาวของขาจาน (crank arm) แต่ส่วนใหญ่เราไม่ค่อยจะไปยุ่งกับมันเพราะราคาสูง แต่จำไว้นิด ๆ ก็ดีว่าในใจเราอยากให้มันสั้นหรือยาวขึ้นอีกมั้ย เพราะเมื่อถึงเวลาเปลี่ยนอะไหล่ จะได้สั่งความยาวที่เราต้องการ

การปรับที่ผ่านมานี้เป็นการปรับที่สำคัญที่สุดเพราะเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับประสิทธิภาพในการปั่นโดยตรง หลังจากนี้เราควรจะนำจักรยานออกปั่นเพื่อทำความรู้จักกับมัน สังเกตุวิธีการปั่นของเราโดยเฉพาะอย่างยิ่งการหมุนขา การ flex เท้าที่จะส่งผลกับระยะที่เหมาะสมของอาน สังเกตุพฤติกรรมของเราในการเลื่อนก้นไปหน้าหลัง มุมสัมผัสของอานเมื่อปั่นเป็นระยะเวลานาน ๆ ในช่วงนี้พกประแจหกเหลืี่ยมตัวไขหลักอานไปด้วยเพื่อปรับแต่งระหว่างการปั่น เมื่อค่อนข้างพอใจแล้วก็มาปรับแต่งละเอียดของความสูงของ stem หรือ handle bar ซึ่งในปัจจุบันด้วยระบบ treadless ระยะนี้จะปรับได้ไม่มากนัก และบางครั้งอาจจะถูกปรับแต่งมาแล้วเมื่อซื้อจักรยานโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเราใช้เฟรมคาร์บอนไฟเบอร์ การปรับอาจจะทำให้โดยปรับมุมก้มเงยของ stem เพียงเท่านั้น โดยหลักการใครที่ปั่นทัวร์ริ่ง หรือปั่นไปทำงานอาจจะตั้งให้ความสูงของ handle bar อยู่ในระดับเดียวกับอาน ยิ่งปั่นเมืองมากเท่าไร handle bar ก็จะอยู่สูงขึ้นมากเท่านั้น แต่ถ้าเราคุยกับนักปั่น นักแข่งเขาก็จะแนะนำให้ลดความสูงให้ต่ำกว่าอานน้อยบ้าง มากบ้าง เพื่อลด frontal area ของเราตอนปั่น ซึ่งทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นกับหลายสิ่งหลายอย่าง ตั้งแต่ความอ่อนตัวของเราเอง ภาพที่เกิดขึ้นเมื่อเรานั่งปั่น ลองตั้งระยะดูให้เพื่อถ่ายรูปให้ดู เพื่อเทียบกับนักจักรยานที่เราชอบ ลองออกไปปั่นดูว่าเรารู้สึกอย่างไร พกหกเหลี่ยมไปปรับแต่ง

อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงจะไม่ตรงไปตรงมาอย่างนั้นมากนัก เพราะเมื่อถึงขึ้นนี้ระยะต่าง ๆ ที่เราสามารถปรับนั้นจะลดลงมาก ถ้าขนาดของเฟรมไม่ถูกต้องตั้งแต่แรกเราจะพบว่าเราแทบจะปรับอะไรไม่ได้เลย ด้วยระบบ threadless stem เราจะไม่มีโอกาสปรับแต่งความสูงของ handle bar นอกจากมุมก้มเงยของ stem เพียงเท่านั้น แต่ระยะดังกล่าวนี้สามารถแก้ไขปรับแต่งได้ด้วยอีกสองสามตัวแปรขึ้นอยู่กับประเภทของจักรยานที่เราใช้ ในกรณีนี้จะพูดถึงเสือหมอบและไตรกีฬาเท่านั้น เพราะประเภทอื่น ๆ นั้นไม่ใช่เรื่องสำคัญอีกต่อไปแล้วในขั้นนี้ ถ้าใช้เสือหมอบ วิธีง่าย ๆ ที่มักจะใช้กันก็คือ เมื่อจับที่ด้านบนของตัวเบรค หรือที่เรียกว่า hood ซึ่งเราจะใช้เวลามากกว่าร้อยละแปดสิบจับที่ตำแหน่งนั้น มองลงไปผ่าน handle bar ไปถึงดุมล้อหน้า ตัวแฮนด์ควรจะบังดุมหน้าพอดี ถ้าไม่พอดีก็สามารถปรับที่ตำแหน่งของ hood ปรับได้เล็กน้อย ความสูงของ stem ปรับได้เล็กน้อยหรือไม่ได้เลย มุมก้มเงยของ stem ซึ่งส่วนใหญ่ปรับได้เพียงก้มหรือเงย ปรับความยาวของ stem นั่นหมายถึงซื้ออันใหม่ ก็จะปรับได้อีกประมาณหนึ่ง ในขณะที่จักรยานไตรกีฬาก็คล้าย ๆ กัน ตำหน่งที่วางแขนของแอโร่บาร์อาจจะปรับความสูงได้เล็กน้อย หรือไม่ได้เลย stem ที่อาจจะปรับสั้นยาว ก้มเงยได้แต่ก็ต้องซื้อใหม่ อย่างไรก็ตามเป้าหมายในการปรับจะต่างกันเล็กน้อยกับเสือหมอบคือพยายามปรับให้มุมของต้นแขนทำกับลำตัวเป็นมุมฉากเมื่ออยู่ในท่าแอโร่เป็นหลัก และมุมเดียวกันนี้จะยังสามารถใช้กับการปั่นเสือหมอบขณะจับที่ hood ได้อีกด้วย ที่มุมนี้การรับน้ำหนักตัวของแขนเราจะค่อนข้างลงตัวครับจะไม่หนักแขน หรือหนักก้นช่วยแบ่ง ๆ กันไป

ทั้งหมดทั้งสิ้นของการปรับด้านหน้าของจักรยานสำหรับการแข่งขันนั้นคือเพื่อสิ่งที่เรียกว่าแอโร่ไดนามิก ยิ่งต่ำยิ่งดี แต่จะแลกกับความสบายในการปั่น ซึ่งยิ่งสูงยิ่งปั่นสบาย ระยะนี้จะเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ตามความอ่อนตัวของนักปั่น โดยเฉพาะกล้ามเนื้อหลังและหลังขา นอกจากนี้โดยหลักสรีระศาสตร์ ตำแหน่งต่าง ๆ ของร่างกาย ขา แขนก็ยังส่งผลต่อประสิทธิภาพการใช้กล้ามเนื้อ โดยเฉพาะกล้ามเนื้อต้นขา เรื่องนี้จะสำคัญมากในกรณีของไตรกีฬาที่มีความพยายามเป็นอย่างมากในการปรับแอโร่ไดนามิก เนื่องจากเป็นการแข่งขันแบบ non-drafting เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งความเป็นแอโร่ไดนามิกด้วยการปรับส่วนหน้า frontal area ไม่ว่าจะเป็นความสูงของบาร์ ความกว้างของที่วางแขน เป็นต้น หลักการคร่าว ๆ ของหลัก ergonomic ของการปั่นคือสร้างมุมปั่นของร่างกาย (ดูรูป) ให้เป็นมุมประมาณ 90 องศา ถ้ามากกว่านี้ประสิทธิภาพตก น้อยกว่านี้ประสิทธิภาพตก

จะเห็นว่าไม่ว่าจะเป็นเสือหมอบหรือไตรกีฬามุมดังกล่าวก็จะยังคงอยู่ ในขณะที่ไตรกีฬาต้องการลด frontal drag ให้มากที่สุดด้วยการก้มให้ต่ำที่สุด ก็ต้องมีการเลื่อนอานมาด้านหน้า เพื่อจะไม่ให้เสีย leverage ของกล้ามเนื้อต้นขาแต่มุมนี้จะยังคงอยู่ ส่วนเสือหมอบที่สามารถ drafting ได้ แอโร่ไดนามิกไม่ใช่เรื่องใหญ่การปั่นสูงขึ้นจะทำให้สบายกว่า ได้ระยะไกลกว่า การหายใจสะดวกกว่า อานจะต้องเลื่อนไปด้านหลังเพื่อคงมุม 90 องศานี้ไว้ จะเห็นว่าแม้ว่าเราจะสามารถเลือกซื้อจักรยานที่มีขนาดแปรค่าในระยะเพียง 2 ซม. เท่านั้น เราจะยังสามารถปรับแต่งให้เข้ากับลักษณะการปั่นของเราเอง เป้าหมายในการปั่นของเราเอง และเช่นเดียวกันแม้ว่าการปรับแต่งไม่ใช่เรื่องยาก แต่สายตาที่มีประสบการณ์ ของ bike fitter มืออาชีพจะยังสามารถช่วยให้เรามีความสุขกับการปั่น ไม่ว่าจะเพื่อสถิติส่วนตัว สุขภาพ หรือแม้กระทั่งความปลอดภัยในท้องถนน

หนังสืออิเลคโทรนิค : Replacement or Supplement

ตั้งแต่วันแรกที่อเมซอนแนะนำหนังสืออิเลคโทรนิคเข้าสู่ตลาด แอปเปิ้ลตามมาด้วยไอแพด ผมก็ได้แต่สงสัยว่าความรู้สึกในการอ่านหนังสือ หรือแมกกาซีนจากอุปกรณ์แห่งโลกอนาคตจะเป็นเช่นไร ในฐานะที่เป็นคนที่ชอบอ่านหนังสือเป็นชีวิตจิตใจ ทั้งแมกกาซีนและหนังสือ แมกกาซีนส่วนมากผมจะซื้อหนังสือแต่งบ้าน หนังสือ Lifestyle เช่น Wallpaper, A Day และอื่น ๆ อีกมากมาย โดยส่วนใหญ่ดูรูป อ่านบ้างเล็กน้อย ส่วนหนังสือส่วนใหญ่ก็เป็นหนังสือกลุ่มที่เรียกว่า Non-Fiction 80% ของหนังสือที่ผมซื้อจะเป็นภาษาอังกฤษ และจำนวนมากเลยทีเดียวที่ผมสั่งซื้อจากอเมซอนนี่แหละส่งมาจากต่างประเทศ ผมจึงคิดว่าอุปกรณ์ประเภทนี้น่าจะเหมาะสำหรับผมเป็นอย่างมาก

ตั้งแต่วันแรกที่เจ้า Kindle ออกสู่ตลาดผมก็ตัดสินใจในทันทีว่าผมต้องซื้อมัน แต่ผมมีข้อแม้ให้กับตัวเองว่าหนังสือลอทสุดท้ายที่ผมสั่งมาจากอเมซอน ผมต้องจัดการมันให้หมดเสียก่อน ผมจำไม่ได้แล้วว่ากี่เล่ม แต่คาดว่าประมาณ 4-5 เล่มน่าจะได้ แต่ไม่ทันที่ผมจะได้อ่านไปได้ถึงไหน ไอแพดก็ออกมาทำให้ชีวิตมันน่าปวดหัวมากยิ่งขึ้น พอผมอ่านจบทั้ง 4-5 เล่มแล้วผมจะถอยอะไรดีล่ะ ผมมีโอกาสได้แอบเห็นหน้าจอของ Kindle ของฝรั่งที่ดูแล้วทึ่งจริง ๆ ส่วนไอแพดก็สามารถเข้าไปลูบ ๆ คลำ ๆ ได้ที่ iStudio ทั่วไป ข้อแม้นั้นของผมก็ดูจะไม่หมดไปง่าย ๆ หนังสือกองนี้ช่างไม่สนุกเอาเสียเลย

แต่แล้วทุกสิ่งทุกอย่างก็เปลี่ยนไปเมื่อ คุณแม่ของผมซื้อไอแพด 2 ให้เป็นของขวัญ (สังเกตุว่าผมรอที่จะซื้อนานมาก ๆ จากวันแรกที่ Kindle เปิดตัวไปจนถึงวันที่ไอแพด 2 ออกจำหน่าย ) ในที่สุดผมก็มีโอกาสได้สำรวจความรู้สึกของผมที่มีต่อหนังสืออิเลคโทรนิคเสียที ผมรีบหาหนังสือทุกรูปแบบที่แจกฟรีมาอ่านดูบนไอแพด ความรู้สึกแรกก็แปลกใหม่และสนุกดีครับ แต่ความตื่นเต้นก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว ประโยชน์แรกที่ผมได้จากอุปกรณ์แห่งอนาคตชิ้นนี้ คือ Aps ที่ชื่อ Zinio ที่เรียกตัวเองว่า World Largest Newstand ผมใช้เพื่อซื้อหนังสือบ้านเล่มแรก สวยงามมากในราคาเพียงไม่เกินห้าร้อยบาท เมื่อเทียบกับแมคกาซีนหัวนอกที่ผมซื้อเป็นประจำที่ราคา 600-800 บาท ผมเริ่มเห็นประโยชน์ของเจ้าไอแพดนี่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งหนังสือที่ผมซื้อมานี้น่าจะมีสนนราคาไม่ต่ำกว่าพันเลยทีเดียว

มันช่าง Ironic จริง ๆ ที่ผมได้มาเห็นประโยชน์อีกครั้งหนึ่งของเจ้าไอแพดเมื่อศาสดาจ๊อปเดินทางกลับสู่สวรรค์ ผม pre-order หนังสือ Steve Jobs ทันทีที่เขาเปิดให้จอง ด้วยราคาเพียง 300 กว่าบาทเท่านั้น ก่อนหน้านี้ผมได้ลองใช้ iBook ของแอ๊ปเปิ้ลบ้างแล้วแต่เป็นหนังสือคลาสสิคที่เขาแจกฟรี ผมยังไม่เจอหนังสืออะไรที่อยากอ่านใน iBook เลย ในขณะที่หนังสือ PDF ทั้งหมดที่ผมใส่เข้าไปก็ยังไม่ดึงดูดเพียงพอให้ผมอ่าน นอกจากการรวบรวมหนังสืออิเลคโทรนิคที่ผมมีทั้งหมดเอาไว้ในที่เดียวกัน รวมไปจนถึงหนังสือเล่มที่ pre-order นี้ที่มีแต่ Kindle Store เท่านั้นที่มี ในขณะที่ iBook ยังไม่มีให้เลือกซื้อ เมื่อเปรียบเทียบปริมาณหนังสือแล้ว Kindle Store มีให้เลือกมากมายกว่า iBook Store หลายขุมนัก โดยเฉพาะใครที่ไม่อ่านหนังสือนิยาย หรือ Best Seller อย่างผม iBook Store เรียกได้ว่าปิดกันไปเลย

ทันทีที่หนังสือ Steve Jobs ออกสู่ท้องตลาดมันก็ถูกส่งตรงมาที่ Kindle Aps ที่อยู่ในไอแพดในทันที แน่นอนว่าด้วยความสนใจในตัวศาสดาอย่างมหาศาล ประกอบกับฝีไม้ลายมือการเขียนของผู้เขียน และช่วงเวลาของ Steve Jobs ที่คาบเกี่ยวกับชีวิตของผมเอง การอ่านหนังสือเล่มแรกบนไอแพดเป็นไปอย่างรวดเร็ว ผมใช้เวลาว่างระหว่างวัน รวมไปถึงช่วงก่อนเข้านอนประมาณ  3-4 วันที่จะอ่านหนังสือเล่มหนาประมาณ  800 หน้าให้จบได้อย่างสนุกสนาน แน่นอนว่าฟังก์ชั่นในการไฮไลท์ และการที่ได้เห็นคนอื่น ๆ ไฮไลท์ในหลาย ๆ จุด ทั้งที่ตรงหรือไม่ตรงกับเรา มันเพิ่มความรู้สึกของอะไรบางอย่างคล้าย ๆ Book club ให้กับเราได้พอสมควร นอกเหนือจากนี้ระบบแวดล้อมอื่น ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการใช้ การอ่านบนเจ้าไอแพดก็ถูกคิดมาแล้วอย่างดี ไม่ว่าการอ่านบนหน้าจอ LCD ที่สามารถเปลี่ยนสีกระดาษเป็นสีเหลืองนวล แทงตาน้อยลง และสามารถอ่านในเวลากลางคืนได้โดยไม่ต้องเปิดไฟ ความว่องไวในการเปิดหน้าย้อนกลับไปมา Dictionary ซึ่งแม้ว่าโดยปกติผมไม่ได้ใช้ ก็ดูจะมีประโยชน์ขึ้นมาทันทีเมื่อการใช้งานก็เพียงแค่เลือกคำที่ต้องการเปิดก็เท่านั้น ทั้งหมดทั้งสิ้นทำให้กระบวนการอื่นหนังสือบนไอแพด เป็นกระบวนการที่ค่อนข้างรื่นไหลเป็นธรรมชาติ ข้อเสียของความเป็นวัตถุที่จับต้องได้ หน้าปก กลิ่น สัมผัสถูกทดแทนด้วยความสะดวกอื่น ๆ ที่กล่าวไปแล้ว ผมถือว่าแทนกันได้เลยทีเดียว

เมื่อไม่นานมานี้ผมก็ยังได้ของขวัญวันเกิดล่วงหน้าจากน้องชาย เป็น Kindle Touch ตัวใหม่รุ่นที่มีโฆษณาพ่วงราคาย่อมเยา ขนาดกระทัดรัดมาเพิ่มอืกหนึ่งตัว เพื่อเป็นการเปรียบเทียบและศึกษาพฤติกรรมการอ่าน การใช้หนังสืออิเลคโทรนิคของผมเอง ผมจึงตัดสินใจที่จะสั่งหนังสือเล่มขนาดเดียวกันมาอีกหนึ่งเล่ม ชื่อหนังสือคือ Snowball ซึ่งเป็ชีวประวัติของ Warren Buffet อีกชายหนึ่งที่ผมค่อนข้างจะบูชาเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตามจะเป็นการเปรียบเทียบที่ไม่สมน้ำสมเนื้อกันมากนัก ในขณะที่หนังสือเรื่อง Steve Jobs เขียนโดยนักเขียนฝีมือเยี่ยม ผู้เขียน Snowball ยังอายุน้อยและฝีมือการเขียนเทียบกันไม่ติด อีกทั้งการนำเสนออาจจะมีข้อจำกัดอยู่บ้างเนื่องจาก Warren Buffet ยังมีชีวิตอยู่ ผมเองซื้อหนังสือเล่มนี้มาตั้งแต่เริ่มออกซึ่งนานมากแล้ว หนังสือขนาดประมาณ 900 หน้า ราคาอยู๋ที่ประมาณ 990 บาทถ้าจำไม่ผิด ผมซื้ออีกเล่มในรูปแบบ Kindle ในราคาประมาณ 450 บาทถูกลงอย่างน้อยครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว เนื่องจากสไตล์การเขียนที่ค่อนข้างเยิ่นเย้อ และนำเสนอตัวละครที่เป็นตัวประกอบมากจนเกินเหตุจนจำกันไม่ไหว และขนาดของหนังสือที่หนาเกือบ ๆ สามน้ิว ผมจึงอ่านมันไปได้เพียงไม่ถึง 10% ทิ้งช่วงมาเป็นระยะเวลานานมาก การซื้อมาใหม่คราวนี้ก็คงเป็นการเริ่มต้นอ่านใหม่อีกครั้ง

สิ่งประทับใจอย่างแรก ไม่ต่างจากสิ่งแรกที่ผมเห็นใน Kindle นั่นก็คือ หน้าจอที่สมบูญแบบเป็นที่สุด เหมาะสำหรับการอ่านเป็นอย่างยิ่ง แม้ว่าจะไม่สามารถเปลี่ยนสีจากสีขาวไปเป็นสีเหลืองนวลอย่างไอแพดได้ แต่หน้าจอขาวอย่างที่เห็นนั้นอาจจะสบายตากว่าอ่านจากกระดาษสีขาวจริง ๆ เสียด้วยซ้ำ เนื่องจากการสะท้อนแสงที่ต่ำมากจนแทบจะสังเกตุไม่เห็น เป็นข้อได้เปรียบที่ถ้าไม่ใช้เอง อธิบายให้เห็นความสำคัญได้ยากมาก ๆ แม้แต่ผมซึ่งมีศักยภาพในการมองหน้าจอเป็นระยะเวลาต่อเนื่องมากกว่าสิบชั่วโมงต่อวัน ซึ่งการใช้คอมพิวเตอร์หรือไอแพดไม่ได้รบกวนกระบวนการทำงานของตาผมมากไปกว่าที่เป็นอยู่อย่างไรเลย ผมยังรู้สึกถึงความได้เปรียบอันมหาศาลของหน้าจอ Kindle อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้ก็ต้องแลกกับความเฉื่อยชาในการตอบสนองของตัวเครื่อง ซึ่งผมไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะ CPU หรือระบบ touch ที่ค่อนข้างช้าและ unresponsive เมื่อชินกับการใช้งานไอแพดมาหลายเดือน การเปลี่ยนมาใช้ Kindle ก็ต้องปรับตัวกันพอสมควร การทำงานทุกอย่างกับ Kindle ต้องทำแบบเนิบ ๆ ค่อย ๆ เปลี่ยนหน้า ค่อย ๆ แตะแล้วไฮไลท์ เป็นต้น ความสามารถอื่น ๆ ของ Kindle เช่นการไฮไลท์แล้ว share การใช้ web browser ก็ค่อนข้างจะยุ่งยาก ช้าและทำให้ประสบการณ์ในการใช้ไม่บรรเทิงมากนัก อาจจะใช้เพื่อทดลองก็เพียงเท่านั้น popular highlight ก็ยังมีเหมือนกันกับฝั่งไอแพด แต่นี่อาจจะเป็นเพราะเป็นหนังสือ Kindle ที่สามารถอ่านได้ในหลาย ๆ ที่แบบไร้รอยต่อ

เมื่อมองโดยระบบแล้วผมคิดว่า Kindle เป็นระบบที่เวิร์คกว่า iBook ทั้งในเรื่องปริมาณหนังสือที่มีให้เลือก อิสระในการอ่านที่ไหน เมื่อไรด้วยอุปกรณ์ใด ๆ ก็ได้ มันทำให้ชีวิตคล้าย ๆ กับการพกหนังสือไปได้ทุกที่จริง ๆ ผมอาจจะอ่านที่หัวเตียงโดยไม่ได้เปิดไฟบนไอแพด แล้วมาอ่านต่อบนเครื่อง Kindle ในช่วงเช้าตอนออกไปทานอาหารเช้านอกบ้าน เนื่องจาก Kindle Touch เบาและพกสะดวกกว่าไอแพดหลายขุมอยู่ นอกจากนี้ผมจะยังสามารถมาเปิดของเครื่อง iMac ของผมเพื่อทำ research ถ้าต้องการได้อีกด้วย โดยอะไรก็ตามที่ผมเปลี่ยนแปลงบนเครื่องใดเครื่องหนึ่งก็จะถูก sync ไปยังเครื่องอื่น ๆ โดยอัตโนมัติ แต่อุปกรณ์ในการอ่านนั้นผมยังคิดว่า Kindle เองก็มีข้อดีของมัน ไอแพดเองมันก็มีข้อดีของมัน เนื่องจากมันเป็นอุปกรณ์คนละประเภทกัน เปรียบเทียบกันโดยตรงไม่ได้

ความพยายามของแอ๊ปเปิ้ลเองที่จะพัฒนาระบบของ iBook ไม่ว่าจะเป็น iTextbook ซึ่งเพิ่มฟังก์ชั่นของอุปกรณ์ช่วยเรียน เช่น การรวมไฮไลท์และโน๊ตไปเป็น Flashcard ใช้ช่วยในการทบทวน เป็นต้น ที่ผมดู potential แล้วก็สูงพอสมควร การแจก iBooks Author ฟรี ๆ รวมไปถึง Aps อื่น ๆ ที่ถูกออกแบบให้เป็น interactive book เช่น หนังสือเรื่อง Our Choice ของ Al Gore และหนังสือการ์ตูนเด็กอีกหลาย ๆ เล่ม ก็มีศักยภาพสูง แต่เท่าที่ผ่านมาผมยังไม่เจอหนังสือที่ผมสนใจจริง ๆ ไ่ม่ว่าจะเป็นฝั่ง iBook iTextbook หรือ Stand alone aps ทำให้ไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ อย่างไรก็ตามระบบโดยรวมของ iTextbook iBooks Author iTunesU เป็นระบบที่น่าสนใจเป็นอย่างมากแต่น่าเสียดายประเทศไทยยังไม่สามารถใช้งานได้อย่างครบสูตร

ผ่านไป 3-4 วัน Kindle ได้ช่วยให้ผมอ่าน Snowball ได้เพิ่มขึ้นมาก แม้ว่าจะไม่สะดวกในการอ่านก่อนนอนโดยไม่เปิดไฟ แต่เนื่องจากความสะดวกในการหยิบจับและพกพา รวมไปถึงอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ที่ยาวเป็นหน่วยเดือน ทำให้ไม่ต้องเคยคิดเรื่อง recharge หนังสืออิเลคโทรนิคเล่มนี้เหมาะมากสำหรับคนรักการอ่านหนังสือ ในขณะที่ไอแพดมีศักยภาพ ความสามารถของเครื่องมากกว่ามากมาย แต่ด้วย Kindle Aps เราก็สามารถประยุกต์ใช้เพื่ออ่านหนังสือได้ อย่างไรก็ตาม iBook iBooks Author iTextbook รวมไปจนถึง interactive books เล่มใหม่ ๆ ที่ออกมาเรื่อย ๆ ก็อาจจะเปลี่ยนแปลงความต้องการของเราจากการอ่านหนังสือก็เป็นได้ แต่นั่นคงเป็นเรื่องในอนาคต เพราะสเน่ห์ในการอ่านหนังสือไม่ได้อยู่เพียงภาพประกอบสวยงาม ภาพเคลื่อนไหว แต่หากอยู่บนความสามารถในการจินตนาการของผู้อ่าน บางครั้งภาพที่สร้างขึ้นมาเพื่อประกอบมิอาจเทียบกับภาพที่ถูกสร้างโดยจินตนาการในใจของผู้อ่านได้

มีอีกส่วนหนึ่งที่ผมยังไม่ได้แตะมากคือส่วนแมกกาซีน เนื่องจากผมชอบอ่านแมกกาซีนแต่งบ้าน ศิลปะ และแมกกาซีนหัวนอกอีกจำนวนหนึ่ง แม้ว่า Kindle จะมีแมกกาซีนขายแต่ความคิดที่จะซื้อแมกกาซีนสีขาวดำมาอ่านบน Kindle มันไม่ค่อยน่าพิศมัยมากนัก Zinio เป็นร้านที่มีแมกกาซีนให้เลือกมากมาย ผมสมัครสมาชิกหนังสือบ้านเมืองนอกเล่มหนึ่งชื่อว่า Dwell ในราคาปีละร้อยกว่าบาท คุ้มค่าจริง ๆ แม้ว่าเอาเข้าจริง ๆ จะไม่ค่อยได้เปิดอ่านในไอแพดเสียเท่าไร ส่วน DTAC ก็แจกแมกกาซีนของอัมรินทร์ฟรีจำนวนมหาศาล หัวละ  6-7 เดือนป่านนี้ยังโหลดกันไม่หมด อย่างไรก็ตามผมพบว่าการอ่านแมกกาซีนบนไอแพดไม่สามารถทดแทนการเปิดหน้าหนังสือด้วยมือ ผมก็เลยยังแวะร้านหนังสือเพื่อหยิบหนังสือแมกกาซีนต่าง ๆ มาเปิดเล่นเป็นครั้งคราว แต่ที่จะมีประโยชน์จริง ๆ คือเมื่อเจอบทความบางบทความในแมกกาซีนหัวนอกที่สนใจการสั่งซื้อผ่าน Newstand บนไอแพดจะประหยัดกว่าซื้อเล่มจริงเกือบ ๆ สองเท่า

สุดท้ายสรุปว่าไอแพด และ Kindle เป็นคนละเครื่องกัน มีไว้ทั้งสองอันก็มีประโยชน์ หรือหาประโยชน์ได้ทั้งนั้น แม้ว่าทั้งสองเครื่องผมจะได้มาเป็นของขวัญ ถ้าหายไปทั้งสองเครื่องผมคงซื้อเพียงไอแพดกลับคืนมา แม้ว่า Kindle จะมีราคาเพียง 3-4000 เท่านั้น ผมก็คงไม่ซื้อชดเชย เพราะผมเองใช้งานอีกหลายฟังก์ชั่นของไอแพดที่ไม่ใช่การอ่านหนังสือ ส่วนการอ่านหนังสือบน Kindle นั้นผมคิดว่าตัวระบบมันดีกว่าตัวอุปกรณ์ไปมาก การมีอุปกรณ์ติดบ้านนั้นถ้าหากคุณเป็นคนชอบอ่านหนังสือทั้งไอแพดและ Kindle เป็นอุปกรณ์ที่เสริมกันได้ดี ไม่ใช่ว่ามีเครื่องใดแล้วอีกเครื่องจะถูกทิ้งให้เหงา แต่นั่นอยู่บนพื้นฐานของความชอบอ่านหนังสือของคุณเอง

จักรยานพ่อลูกอ่อน : Chariot review

ความฝันของคนปั่นจักรยานที่มีลูกเล็ก ๆ ทุกคนคือการได้พาลูก ๆ ร่วมไปกับกิจกรรมที่เรารัก นั่นคือการปั่นจักรยาน แต่กว่าลูก ๆ จะสามารถออกถนนปั่นร่วมกับคุณพ่อได้ อย่างน้อย ๆ ก็ต้องมีอายุโดยประมาณ 10 ขวบขึ้นไป (ตามแต่สภาพการปั่นของคุณพ่อ) นั่นเป็นระยะเวลานานมากเลยทีเดียว ผมไตร่ตรองแล้วในกรณีของผม ผมต้องรออีกประมาณ 7-8 ปี ป่านนั้นผมก็เข้าใกล้วัยเกษียณเข้าทุกทีแล้ว มันนานเกินไป เพราะลูก ๆ สองคนของผมเพิ่งจะได้วัยสองขวบกว่า ๆ และขวบกว่า ๆ กันเท่านั้น ผมจึงเริ่มมองหาวิธีอื่น ๆ ที่เป็นไปได้

หลังจากทำการค้นหาในอินเตอเนตสักพัก ก็พบว่าการนำลูก ๆ ไปปั่นด้วยกันกับเรานั้นสามารถกระทำได้ 4 วิธีด้วยกัน

  1. ใช้จักรยานแบบพิเศษที่มีพื้นที่สำหรับเด็ก ๆ : ส่วนใหญ่คล้าย ๆ ซาเล้งบ้านเราแต่มีขนาดเล็กกว่าและออกแบบให้เด็ก ๆ นั่งหรือยืนกันในกะบะ
  2. ใช้จักรยานพ่วง (Tandem) : ประเภทที่เห็นกันเยอะ ๆ แถว ๆ ทะเลบางแสนที่ให้เช่าปั่นกัน
  3. การใช้เก้าอี้เด็กซ้อนท้าย หรือวางด้านหน้า : คล้าย ๆ จักรยานเฟสสันบ้านเรา หรือแบบที่นั่งเด็กสำหรับมอเตอร์ไซด์ที่เราเห็นกันบ่อย ๆ เพียงแต่ว่าในกรณีเด็กเล็กก็จะมีเข็มขัดรัด พนักพิงที่ดูเรียบร้อยขึ้นมา
  4. การใช้รถลากในรูปแบบต่าง ๆ (trailor) : กรณีนี้อาจจะเป็นพ่วงข้าง หรือพ่วงท้าย ซึ่งจะมีขนาดต่าง ๆ กันให้เลือกสรร

เนื่องจากในปัจจุบันผมมีจักรยานอยู่แล้ว 3 คัน การที่จะซื้อคันใหม่มาเพิ่มอีกคันเพื่อการนี้จึงเป็นเรื่องที่ไม่น่าทำเท่าไรนัก แม้ว่าผมจะเจอเวปที่ชื่อว่า Practical Cycle ที่มีจักรยานแบบอื่น ๆ ที่แตกต่างไปจากเสือหมอบ และเสือภูเขาที่ผมมีอยู่เป็นอย่างมาก และหลาย ๆ คันในเวปนี้อาจจะเหมาะสำหรับใช้คนเด็ก ๆ อย่างที่ผมต้องการทำ แต่พอมาคิดดูแล้ว ไม่เอาดีกว่า ทำให้ตัวเลือกของผมเหลืออยู่เพียงข้อ 3-4 เท่านั้น

จริง ๆ แล้วทางเลือกที่ง่ายที่สุด และดูเหมือนว่าจะเป็นที่ยอมรับกันมากที่สุด น่าจะเป็นข้อที่ 3 ผมจึงทำการค้นคว้าเพิ่มเติม สืบราคา แต่มาพบข้อเสียของระบบนี้นั่นก็คือ การบรรทุกบนตัวจักรยานจะทำให้การบังคับและการทรงตัวเปลี่ยนแปลงไป และยิ่งไปกว่านั้นอุบัติเหตุจักรยานล้มเมื่อมีเด็กนั่งในเก้าอี้เด็ก เมื่อมานึกภาพดูแล้วค่อนข้างน่ากลัวเกินไปสำหรับผม เมื่อนำข้อเสียสองข้อนี้มารวมกันแล้ว ผมตัดสินใจได้ทันทีว่าผมต้องเลือกข้อ 4 เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ในชีวิตผมเกิดอุบัติเหตุเกี่ยวกับจักรยานหลายครั้ง เพียงนึกภาพย้อนกลับไปแล้วให้ลูก ๆ นั่งซ้อนผมอยู่ ผมไม่กล้าเลยทีเดียว

เมื่อผมตัดสินใจเลือกข้อ 4 แล้ว จึงเริ่มกระบวนการจัดหา ก่อนที่จะพบว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลยทีเดียว ผมต้องสั่งสินค้าตรงจากอเมริกา และเนื่องจากค่าขนส่งสินค้าแพงมาก ๆ ผมจึงตัดสินใจเลือกใช้ยี่ห้อที่ดีที่สุด แม้ว่าจะไม่ได้ใช้รุ่นที่แพงที่สุดของเขาก็ตาม เท่านี้ก็แทบจะหมดตัวกันเลยทีเดียว เนื่องจากเป็นสินค้าใหญ่ขนส่งทางเรือ ผมต้องรอนานกว่าสองเดือนกว่าที่เจ้า Chariot Cougar2 จะมาถึงบ้านของผม ใช่แล้วครับ ผมเลือกรุ่นรองทอปและนั่งได้สองคน

ผมรีบประกอบและทดลองใช้ในวันแรกในทันที แน่นอนว่ามียี่ห้ออื่น ๆ อีกหลายยี่ห้อ และรุ่นอื่น ๆ ที่ถูกกว่านี้อาจจะมากกว่าครึ่งหนึ่ง แต่ผมไม่เคยได้เห็นและไม่มีโอกาสได้ใช้จึงไม่รู้ว่าค่าใช้จ่ายที่ผมจ่ายแพงขึ้นนั้น มันแพงเกินไปหรือไม่ อย่างไรก็ตามจากค่าใช้จ่ายทั้งหมดซึ่งเป็นค่าขนส่งถึงหนึ่งในสาม ผมใช้มันมาแล้วกว่าสามสี่เดือน ผมว่าคุ้มค่าแน่นอนครับ สินค้ามีการห่อหุ้มอย่างดี คู่มือมีรายละเอียดมากมาย และเวปไซด์มีวิดีโอช่วยเหลือมากมาย

ผมติดตั้งระบบเข้ากับจักรยานเสือภูเขาของผม ผมใช้เสือคันนี้เป็นจักรยานหลักในการเดินทางทั่วไป เหมาะสมกับที่จะติดตั้ง Trailer ตัวใหม่ตัวนี้ สิ่งแรกที่เห็นจากระบบของ Trailer นี้คือระบบความปลอดภัยที่เป็นระบบสองชั้นในทุกจุดเชื่อมต่อ เมื่อจุดเชื่อมต่อชั้นแรก fail จะมีระบบป้องกันรองรับอยู่อีกหนึ่งจุดเสมอ ซึ่งทำให้สบายใจในระบบขึ้นเป็นอย่างมาก จุดเชื่อมต่อกับจักรยานเป็น Ball Joint ซึ่งจะทำให้จักรยานสามารถล้มลงนอนได้โดยไม่ดึงให้ตัว Trailer ล้มลงไปด้วย นี่เป็นเหตุผลหลักในการซื้อระบบนี้ของผม เพราะจักรยานล้มไม่ได้เกิดขึ้นยากนักสำหรับผม

Cougar 2 สามารถนั่งได้พร้อมกันสองคนโดยจะมีเข็มขัดรัด 5 ตำแหน่ง อีกทั้งยังสามารถปรับตำแหน่งให้นั่งกลางได้ถ้าหากมีคนนั่งเพียงหนึ่งคน การปรับเปลี่ยนสามารถทำได้ง่ายเหลือเชื่อ เหมือนกับชิ้นส่วนอื่น ๆ ทั้งระบบ ตั้งแต่การเปิดขึ้นมาใช้ ใส่ล้อ ต่อ hitch หรือการพับเก็บ ถอดล้อ น่าจะใช้เวลาไม่เกินสามนาทีในแต่ละครั้ง ซึ่งถือว่าระบบออกมาให้สามารถพับเก็บ และเอาออกมาใช้ได้โดยง่าย

ระบบอื่น ๆ ที่พร้อมสำหรับความสะดวกสบายของลูก ๆ ไม่ว่าจะเป็นระบบกันกระเทือนแบบแหนบที่ปรับความแข็งได้ ยางล้อขนาดใหญ่ ช่องหน้าต่างด้านข้าง ระบบกันฝน ระบบกันแดด ทั้งหมดที่เปิดปิดได้ และมีการออกแบบในรายละเอียด การเก็บ การเปิดใช้งาน ถุงเก็บของ ระบบปรับเปลี่ยนเป็นรถเข็น ระบบปรับเปลี่ยนสำหรับวิ่ง และอื่น ๆ สินค้าชิ้นนี้เป็นผลิตภัณฑ์อีกชิ้นที่ผมต้องยอมรับว่าเป็นการออกแบบที่คิดในรายละเอียดปลีกย่อยมากที่สุดเท่าที่เคยเจอมาในชีวิตของผม

ผมไม่ได้ทดสอบความสบายในการนั่งของ Cougar 2 แต่เท่าที่ได้ใช้กับลูก ๆ ของผม ผมคิดว่ามันคงน่าจะสบายอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียวเพราะกว่าร้อยละแปดสิบ ลูก ๆ ผมหลับหลังจากเริ่มปั่นไปได้สักประมาณ 10 นาที ทั้ง ๆ ที่เมื่อเริ่มปั่นเสียงคิดคักหยอกล้อกันของสองพี่น้องจะดังสนั่นขนาดไหนก็ตาม ผมยังไม่ได้วางแผนจะเดินทางไปไหนไกล ๆ กับ Trailer ตัวนี้ครับ คิดว่าคงต้องค่อย ๆ เพิ่มระยะทางให้กับลูก ๆ เขาก่อน ตอนนี้ผมยังไม่เคยปั่นเกินระยะ 15-20 นาทีเลยครับ ไม่รู้ว่านานกว่านี้เด็ก ๆ จะเบื่อจนเกิดอาการควบคุมไม่ได้หรือไม่ คงค่อย ๆ เรียนรู้กันต่อไปครับ

Baby Swimming : บทเรียนสำคัญที่ถูกมองข้าม

 

ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาครอบครัวเรามีโอกาสได้ไปว่ายน้ำกันมากขึ้นเนื่องจากเป็นช่วงปิดเทอม (ที่พ่อเลิกงานเร็วกว่าปกติเล็กน้อย) สิ่งที่เราสังเกตุได้จากการพาลูก ๆ ของเราทั้งสองคนในวัยสองขวบครึ่งและขวบสี่เดือนไปเล่นน้ำกันในคราวนี้ และยิ่งไปกว่าช่วงเวลาก่อนหน้านี้ก็คือความสนใจจากผู้คนรอบข้างที่อยู่ในระดับมากมายมหาศาลจริง ๆ ผู้สนใจเริ่มตั้งแต่วัยสิบขวบ ที่ว่ายเวียนมาด้อม ๆ มอง ๆ มาชวนคุย มาถามอายุ หรือแอบนินทากับกลุ่มเพื่อน ๆ อยู่ห่าง ๆ ไปจนถึงคุณยายวัยเจ็ดสิบที่มานั่งเฝ้าหลานของตัวเองเล่นน้ำอยู่ด้านที่ขอบสระ กลุ่มพ่อแม่ที่เริ่มพาลูก ๆ ของตัวเองมาเล่นน้ำ โดยมากจะเป็นลูกที่อยู่ในวัยประมาณ หกถึงแปดขวบ บ้างก็มาเรียนว่ายน้ำ บ้างก็พามาเพื่อเล่นน้ำ

ทุก ๆ คนให้ความสนใจกับลูก ๆ ของเราที่ไม่แสดงอาการกลัวน้ำให้เห็นเลย บางคนก็ชื่นชมว่าเจ้าหนูน้อยตัวเล็ก ๆ ทั้งสองคนทำไมถึงว่ายน้ำได้แล้ว ซึ่งจริง ๆ แล้วทั้งสองคนยังว่ายน้ำกันไม่ได้นะครับ อย่างไรก็ตามพฤติกรรมของทั้งสองคนแสดงให้เห็นถึงความมั่นใจในน้ำ ราวกับว่าสามารถว่ายน้ำกันได้แล้วอย่างไรอย่างนั้น ประกอบกับวัยน้อย ๆ ขนาดตัวเล็ก ๆ ที่ดูเด็กกว่าวัย ปราศจากอุปกรณ์ช่วยในการลอยตัวใด ๆ ทั้งสิ้น ต่างคนต่างกระโดดจากขอบสระตูม ๆ เพื่อที่จะตะเกียกตะกายไปหาพ่อแม่ สภาพการดำน้ำจากพ่อไปหาแม่ หรือแม่ไปหาพ่อ ดูราวกับว่าทั้งสองคนเกิดและโตกันในน้ำเลยทีเดียว มันสร้างคำถาม ความสนใจให้กับผู้คนรอบข้างทุก ๆ วัย (วิดีโอประกอบ)

จริง ๆ แล้วมันไม่ได้เป็นเช่นนี้ในวันแรกที่เราพาลูก ๆ มาเล่นน้ำ นั่นหมายถึงกว่าปีมาแล้ว ที่เราแนะนำพวกลูก ๆ เราให้ทำความคุ้นเคยกับน้ำ แม้ว่าเราไม่ได้เคยรับรู้มาก่อนเลยว่า สาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของเด็กไทยในวันนี้คือ จมน้ำ แต่เป็นเพียงเพราะว่าตัวผมเองชอบว่ายน้ำ และความจริงที่ว่าเราทั้งหมดอาศัยอยู่บน Water World พื้นที่ส่วนใหญ่บนโลกใบนี้เป็นผืนน้ำและเราทั้งหมดใช้ชีวิตอยู่บนเกาะ เราควรที่จะว่ายน้ำเป็นพร้อม ๆ กับเดินให้เป็น นี่เป็นความคิดของผมเอง แต่มันก็อาจจะเป็นเพียงเพราะประสบการณ์การจมน้ำของผมเอง ไม่มีใครรับรู้ เพียงผมยังมีชีวิตอยู่ ลูก ๆ ผมอาจจะไม่ได้โชคดีเหมือนกับผม

527257_533915513318425_731083025_n

เราเริ่มต้นช้าไปนิดหน่อยสำหรับลูกคนแรก, เซน คือ ประมาณ 5-6 เดือนโดยมีเป้าหมายเพียงต้องการให้เขาสามารถกลั้นหายใจเองเมื่อถูกกดลงใต้ผิวน้ำ แต่ได้มาเรียนรู้ในภายหลังว่าถ้าหากเราพาเขามาก่อนหน้านี้เหมือนกับตอนที่ลูกคนที่สองของเรา, ซาช่า ซึ่งอายุประมาณไม่ถึงสามเดือน เด็กทารกสามารถทำอะไรมหัศจรรย์ได้ไม่ต่างจากที่เราเห็นกันใน YouTube (ตัวอย่างวิดีโอ) โดยไม่ยากนัก ผมเพียงแค่ใช้ฝ่ามือรองที่ศีรษะของซาช่าและปล่อยให้เธอลอยตัวได้อย่างเป็นธรรมชาติ ในขณะที่เซนไม่มีโอกาสเช่นนั้นเลย ผมเข้าใจกระบวนการนี้มากขึ้นเมื่อซาช่าโตขึ้นและความสามารถนี้หายไปพร้อม ๆ กับความสามารถในการนั่งของเธอ นั่นใช้เวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์

แน่นอนว่าในเวลานี้ผมพบว่าผมไม่สามารถให้ลูก ๆ ผมผ่อนคลายมากเพียงพอที่จะลอยตัวอย่างวิดีโอตัวอย่างนั่นอีกแล้ว แต่ภายในเวลากว่าสองปีที่เราได้เรียนรู้ เราพบว่ามันยังมีอีกหลายเส้นทางที่เด็ก ๆ ทุก ๆ คนสามารถเดินผ่านไปสู่ความสามารถในการช่วยตัวเองในสระว่ายน้ำได้ เมื่อลูกทั้งสองคนของผมเลยวันที่ผมคิดว่าจะสามารถให้เขาลอยตัวในน้ำอย่างธรรมชาติได้แล้ว ผมจึงตั้งเป้าหมายเบื้องต้นให้เขาไม่จมน้ำเสียก่อน นิยามการจมน้ำของผมจากประสบการณ์ตรงของตัวเองคือ การกินน้ำ การสำลักน้ำ หรือการหายใจเอาน้ำเข้าจมูกหรือปอด ในวัยเด็กที่ผมคิดว่าผมจมน้ำในหลาย ๆ ครั้งนั้น ผมเล่นน้ำอยู่คนเดียว แต่ผมไม่ได้จมน้ำตามนิยามของผมนั่นคือ ผมไม่กินน้ำ ไม่สำลักน้ำ และไม่หายใจเอาน้ำเข้าจมูก ผมเพียงว่ายน้ำไม่เป็น ผมจมลงไปใต้ผิวน้ำจนถึงพื้น และผมก็เดินเข้าหาฝั่ง (หรือบางครั้งคลาน) ก็เพียงเท่านั้น ผมจึงคิดว่าทักษะนี้สำคัญที่สุด

ผมเริ่มด้วยการจุ่มเด็ก ๆ ให้หัวมิดน้ำ (ตัวอย่างวิดิโอ) เริ่มต้นด้วยเสี้ยววินาที และค่อย ๆ เพิ่มเวลาไปเรื่อย ๆ สิ่งสำคัญคือต้องเรียกคิวให้ดี ผมใช้การนับและยกตัวขึ้นเล็ก ๆ ก่อนที่จะกดลงน้ำ ผมใช้กิจกรรมจมน้ำนี้ร่วมกับกิจกรรมอื่น ๆ ที่ลูก ๆ ชอบ ไม่ว่าจะเป็นการกระโดดจากขอบสระ (ตัวอย่างวิดีโอ) การลากไปมาบนผิวน้ำ ไปจนถึงการเข้าหาขอบสระเพื่อเกาะ เราสังเกตุความสามารถของลูก ๆ ในการกลั้นหายใจ ทั้งระยะเวลาในการกลั้นหายใจ ไปจนถึงความสามารถในการกลั้นหายใจทันที่ที่ต้องการ จากการบอกคิวแบบชัด ๆ จะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นการไม่บอกคิวเลย จากช่วงระยะเวลาสั้น ๆ ไปจนนานเท่าที่เราคิดว่าเขาจะทำได้

ผมใช้หลายกิจกรรมเพื่อเพียงให้เขาสามารถกลั้นหายใจในน้ำได้เมื่อต้องการ และทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่จำเป็นได้เมื่ออยู่ใต้น้ำ โผไปหาขอบ เกาะโฟม กระโดดขอบสระ ลงไปหยิบของเล่นที่พื้นสระ หรือลงไปยืนบนพื้นสระ เป็นต้น ผมได้เรียนรู้ว่าการสอนลูกในการกลั้นหายใจนี้ เป็นการหัดพ่อแม่มากพอ ๆ กันกับหัดลูก ๆ เลยทีเดียว การอ่านหน้าตาท่าทางของลูกขณะทำกิจกรรมต่าง ๆ นั้นสำคัญมาก เพราะประสบการณ์ที่ไม่ดีทั้งหมดจะทำให้กิจกรรมต่าง ๆ ในอนาคตเป็นไปด้วยความยากลำบาก ในช่วงแรกของการหัดกลั้นหายใจนั้น บางครั้งเราสามารถทำกับเขาได้เพียงหนึ่งครั้งต่อวันเท่านั้น แต่ในบางครั้งเขาก็ยอมให้ทำได้หลายครั้ง เมื่อเขาเริ่มกลั้นหายใจได้ตามคิวที่บอกแล้ว ผมเริ่มหัดให้เขาทั้งสองเป่าปากในน้ำ เพียงเพื่อให้เขาเข้าใจว่าเมื่ออยู่ใต้น้ำสิ่งที่ควรทำคือหายใจออกไม่ใช่หายใจเข้า เมื่อรวมกิจกรรมทั้งหมดเข้าด้วยกัน การสอนให้ลูก ๆ เล็ก ๆ ไม่จมน้ำเป็นเรื่องไม่ยากเลย

ปัจจุบันเราอยู่ในสถานะการที่กำลังค่อย ๆ สอนให้เขาดำน้ำ หรือพาตัวเขาไปที่ต่าง ๆ ในขณะกำลังกลั้นหายใจในระยะทางที่ใกลขึ้นได้ ผมเองยังไม่มีเจตนาที่จะสอนการว่ายน้ำ เช่นเตะขา หรือการใช้มือให้กับพวกเขา ผมยังอยากเรียนรู้ว่าธรรมชาติจะสอนเราอย่างไรเมื่อเราไม่จมแล้ว แต่ต้องการช่วยตัวเองจากสถานะการณ์ตกน้ำนี้ให้ได้ ผมเริ่มเห็นเซน ลูกคนโต เข้าใจในสถานะการณ์และพยายามทดลองด้วยตัวเองในหลาย ๆ วิธีการที่จะเคลื่อนตัวเองไปในทิศทางที่ต้องการ ทดลองที่จะให้พ่อแม่ออกห่างจากขอบสระมาก ๆ เพื่อที่เขาจะได้ว่ายเข้าไปหา เป็นต้น จากประสบการณ์เล่นน้ำด้วยกันสี่คนพ่อแม่และลูกทั้งสอง ผมว่ามันคุ้มค่ามาก ๆ ครับ นอกเหนือจากทักษะการช่วยตัวเองกับน้ำที่พวกเขาจะได้หัดแล้ว เวลาของครอบครัวเราเพิ่มขึ้นอย่างมากมายมหาศาล ถ้าไม่เชื่อก็ลองดูครับ (ตัวอย่างวิดีโอ) การเอาเด็กขึ้นจากสระว่ายน้ำไม่ใช่เรื่องง่ายเลย และเมื่อมีสองคนด้วยละก็ อย่าให้บรรยายเลย