Bike Commute : The Gears

จากบทความจักรยานเมื่อสัปดาห์ก่อนทำให้มีเพื่อนรักจักรยานเพิ่มขึ้นอีกนิดหน่อย พอได้เรียนรู้ว่าการปั่นไปทำงาน หรือที่ฝรั่งเขาเรียกกันว่า Bike Commute เนี่ย หลาย ๆ คนยังเริ่มไม่ถูกเลยซะทีเดียว การใช้จักรยานในการเดินทางประจำวันนั้น ไม่เหมือนกับการใช้รถยนต์ เราอาจจะปั่นจักรยานเป็นตั้งแต่อายุห้าขวบแต่การใช้ในการเดินทางนั้นมันเป็นละเรื่อง รถยนต์เริ่มขับไปหน้าถอยหลังได้ก็สามารถออกถนนได้แล้ว แต่จักรยานกลับเหมือนกับการขับเครื่องบินที่อาจจะใช้เวลาเพียง 40 ชั่วโมงก็ทำให้คุณได้ใบขับขี่แต่จะมีสักกี่คนที่กล้าบินเดี่ยว (ไม่งั้นเราจะมีศัพย์ว่าบินเดี่ยวหรอกหรือ)

การขี่จักรยานในท้องถนนจะว่าไปแล้วเหมือนกับการขี่เครื่องบินเป็นอย่างมาก เราต้องมีทักษะมากเพียงพอจึงจะเกิดความมั่นใจในการออกถนนคนเดียว (ปั่นในวันรณรงค์ หรือ Car Free Day ไม่ได้ใช้ทักษะนี้) นอกจากนี้การปั่นจักรยานในเมืองยังจะต้องมีการศึกษาเส้นทางไว้เป็นอย่างดีเพื่อการขับขี่ที่ปลอดภัย ไม่ต่างไปจากนักบินที่ต้องวางแผนเส้นทางบินอย่างละเอียดก่อนทำการบิน แยกไหนเลี้ยวไปทางไหน ถ้าติดไฟแดงควรจอดตรงจุดใด และเริ่มออกตัวเมื่อไร บริเวณใดมีป้ายรถเมล์อันตราย บริเวณใดมีท่อจอมโหด จุดใดใกล้ทางแยกไฟแดงที่จะมีรถติด เพราะทันทีที่รถติดจะเริ่มมีสิงห์มอไซด์แทรกมาตามร่องที่เราปั่นมากขึ้น ทางใดมอไซค์ชอบสวน ทักษะเหล่านี้ใช้เวลาในการสะสม และใช้ประสบการณ์เฉพาะในการปั่น และนี่คือการปั่นจักรยานในชีวิตจริง เมื่อจักรยานเป็นเหมือนลมหายใจของเรา การกลั้นลมหายใจไว้เพื่อรอทางจักรยาน หรือแม้กระทั่งที่จอดจักรยานดี ๆ มันคงเป็นไปไม่ได้ ยกเว้นเสียแต่ว่ามันไม่ใช่ลมหายใจของคุณ

อย่ามองผมผิดไปนะครับ ผมไม่ได้ต่อการการเรียกร้องทางจักรยาน หรือที่จอดจักรยานดี ๆ เพียงแต่มันเป็นลมหายใจที่กลั้นไว้ก็มีแต่แนวโน้มจะสิ้นไปเท่านั้น อีกอย่างผมเชื่อในการกระทำ เชื่อในกระบวนการ proactive การเรียกร้องหรือ complain จะมาก็ต่อเมื่อผมกำลังทำอยู่และกระทบโดยตรงกับผมเท่านั้น ผมคงไม่เรียกร้องให้รัฐบาลแจกลานจอดเครื่องบินเพียงเพราะผมอยากขับเครื่องบิน หรือมีเครื่องบินจะขับเท่านั้น ผมจะเริ่มเรียกร้องก็ต่อเมื่อผมเริ่มใช้เครื่องบินทุกวันและอยากจอดมันไว้ใกล้ ๆ บ้านผม เป็นต้น

ทีนี้ถ้าหากว่าเราอยากปั่นจักรยานไปทำงาน ซึ่งทักษะทั้งหลายคงต้องค่อย ๆ สะสมกันไปเรื่อย ๆ นั้น ในวันที่จะเริ่มปั่น เราจะทำอย่างไรได้บ้างที่จะทำให้การใช้จักรยานไปทำงาน หรือทำธุระอื่น ๆ เป็นไปด้วยความราบรื่น แน่นอนว่าเราสามารถใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ มาช่วยเหลือเราได้ และชีวิตจะง่ายขึ้นมาก ผมคิดว่าอุปกรณ์เสริมต่าง ๆ เหล่านี้มีความสำคัญต่าง ๆ กันไปในหลายระดับ ตั้งแต่ The Must, Nice to Have และอื่น ๆ นี่คืออุปกรณ์ต่าง ๆ ตามความเห็นของผม อันนี้ไม่รวมจักรยานพร้อมยางในและปั๊มลมนะครับ คุณต้องซ่อมปัญหาพื้นฐานของคุณให้ได้ก่อนถ้าอยากที่จะปั่นไปไหนมาไหนแล้วละก็

The Must : ขาดไม่ได้

1. Helmet หมวกกันน๊อก : เป็นอุปกรณ์สิ่งเดียวที่ผมคิดว่าขาดไม่ได้เลยในการปั่นไปทำงาน หมวกกันน๊อกช่วยชีวิตผมไว้หลายครั้ง ตั้งแต่สมัยที่ผมยังต้องอดข้าวเก็บเงินซื้อในราคาใบละ 1800 บาท ขณะที่จักรยานผมราคา 1400 บาท สมัยนี้มีหมวกกันน๊อกหลากหลายรูปแบบ รวมไปจนถึง commuter style ที่ผมคิดว่าการใช้รุ่นแบบนี้ก็เป็นการประกาศตัวได้ดีว่าเราปั่นจักรยานไปทำงาน ไม่ใช่ Bike Junkie ที่ใส่ Giro เท่านั้น

2. Tail Light ไฟท้าย : วันใดวันหนึ่งคุณต้องเจอกับสภาพอากาศไม่เป็นใจ ฟ้ามืดคริึ้ม เจ้านายลากงานจนโพล้เพล้ ไฟท้ายคุณภาพดี ๆ จะทำให้คุณมั่นใจไปอีกหลายขุม ว่าจะไม่มีใครจูบบั้นท้ายคุณเพียงเพราะมองไม่เห็นคุณ

3. Bike Lock ที่ล๊อกจักรยาน : ผมแนะนำอย่างน้อยคุณต้องมี cable typed lock พกติดจักรยานไว้ เพราะในสภาวะการจักรยานยังไม่ครองเมืองที่ล๊อกจักรยานแบบเฉพาะนั้นหายาก ไม่ต้องพูดถึงแบบดี ๆ ที่หลาย ๆ คนพยายามเรียกร้อง จะมีก็เพียงแต่ที่ล๊อกจักรยานเฉพาะกิจ คุณจะขอบคุณ cable lock ของคุณถ้ามันยาวพอที่จะคล้องจักรยานเข้ากับเสาไฟฟ้าได้ ถ้าคุณจะเพ่ิมความมั่นใจ ก็ค่อยคิดถึง u-lock เพิ่มอีกตัวหนึ่ง เมืองไทยยังไม่มีกฎหมายห้ามจอดจักรยานดังนั้น จอดให้มันกลางแจ้งที่สุด รถคุณก็จะปลอดภัย

The Should : ควรมีไว้เลย

1. Front Light ไฟหน้า : อันนี้ ไม่ใช่เพื่อที่จะส่องทางในซอยเปลี่ยว แต่คุณปั่นจักรยานในเมืองไทยต้องระวังรถสวน ไฟหน้าของเราจะช่วยให้เราปลอดภัยจากผู้ขับขี่ที่ไร้ระเบียบ และมีอยู่มากในประเทศเรา

2. Messenger Bag : กระเป๋าสะพายที่ออกแบบสำหรับขี่จักรยาน กระเป๋าประเภทนี้ ถูกออกแบบเป็นอย่างดี และจะช่วยให้คุณปั่นไปทำงานได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้น การใข้กระเป๋าสะพายจะดีกว่าเป้เพราะบ้านเราเป็นเมืองร้อน กระเป๋าสะพายจะลดอาการหลังแฉะได้อย่างมาก ยี่ห้อดี ๆ อย่างเช่น Timbuk2 หาได้ที่ Loft ก็จะมีอะไรดี ๆ หลายอย่าง เช่น นวมหุ้มสายสะพายหนาแน่น สายรัดเพ่ิมความมั่นคง ช่องเปิดด่วนต่าง ๆ ที่จะเอาไว้ใส่กระเป๋าสตางค์ มือถือพร้อมช่องต่อสาย handfree เป็นต้น

3. Sport Glasses แว่นกันแดด แว่นกันลม : ถ้าจะให้ดีเลนส์ transition ก็จะสะดวกมาก การปั่นกลางแดดร้อน แว่นกันแดดจะช่วยเพ่ิมการมองเห็นได้เป็นอย่างมาก ถ้าเป็นแบบ polarized ก็จะช่วยตัดแสงแยงตาที่มาจากหลังรถได้มาก ส่วนเวลาโพล้เพล้เราจะเจอปัญหาแมลงเป็นส่วนใหญ่ ดังนันแว่นกันลมจะช่วยได้ถ้าหากว่าแว่นกันแดดของคุณมืดจนเกินไป

The Nice : มีไว้บ้างก็ดี

1. Rear Fender บังโคลนหลัง : ถ้าใครไม่มีวันที่มีฝนแม้เพียงปรอย ๆ จะหงุดหงิดมาก ๆ ในขณะที่บังโคลนหน้าจะยังไม่สำคัญมากนักเพราะจะพอหลบด้วยตัวถึงจักรยานได้อยู่บ้าน แต่ถ้าไม่มีบังโคลนหลังแล้ว ถ้าถนนมีประวัติฝนตกมาก่อนหน้าคุณมาเล็กน้อยเท่านั้นก็เป็นอันก้นเปียกแน่นอน

2. Bike Gloves ถุงมือจักรยาน : เมื่อเกิดอุบัติเหตุถุงมือจะช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบา ถ้าคุณเลือกแบบมีผ้าขนหนูบริเวณหลังมือ ก็จะช่วยคุณในวันที่ร้อนเหลือเหงื่อไหลเข้าตา เมื่อเหตุการณ์สองเหตุการณ์นี้เกิดกับคุณ คุณจะขอบคุณที่มีถุงมือ

3. Leg Wrapper สายรัดขากางเกง : คงมีไม่กี่คนสามารถใส่ขาสั้นไปทำงานได้ และทุก ๆ คนสามารถที่จะแค่พับขากางเกงขึ้นเพื่อป้องกันขากางเกงเปื้อน หรือเข้าไปพันกับจานโซ่ แม้กระทั่งยัดขากางเกงเข้าไปในถุงเท้า แต่การใช้สายรัดจะทำให้สะดวกกว่ากันเยอะเลย นอกจากนี้ก็มั่นใจกว่าด้วย

The Luxury : อย่างหรู

อันนี้อาจจะเยอะหน่อย ที่ผมถือว่าเป็น luxury ที่มีประโยชน์ครับ ผมมีเอง หรือ อย่างน้อยเคยได้มีมาบ้างในบางช่วงของการปั่น

1. Shower room ห้องอาบน้ำ : ไม่มีอะไรจะดีไปกว่าการที่คุณจะสามารถหาห้องอาบน้ำในที่ทำงานของคุณได้อีกแล้วครับ การปั่นจักรยานของคุณจะสุขมาก ๆ คุณไม่ต้องกลัวฝน คุณแต่งตัวอย่างไรก็ได้ ใช้จักรยานอะไรก็ได้ คุณมีทางเลือกหลายวิธีครับ ในอาคารหลังหนึ่ง ๆ มักจะมีห้องน้ำบางที่ที่จะมีห้องอาบน้ำครับ ลองหาให้ดีอาคารของคุณอาจจะมีห้องแบบนี้อยู่ก็ได้ ทำความรู้จักแม่บ้าน หรือ รปภ. ครับ ชมรมว่ายน้ำ ถ้าหากว่าคุณทำงานในมหาวิทยาลัย หรือสถานออกกำลังกาย เป็นอีกแหล่งหนึ่งครับ

2. Rain Suit ชุดกันฝน : ชุดแบบนี้ก็จะทำให้คุณสนุกขึ้นอีกหลายระดับครับ ถ้าคุณต้องออกไปทำงานในขณะที่ฝนตกไม่หนักมาก แต่ก็หนักเกินที่จะใส่ชุดทำงานไป การมีชุดดังกล่าวเอาไว้ก็จะลดข้ออ้างที่จะไม่ใช้จักรยานในวันนั้นไปได้มากครับ พวก Hard Shell ทั้งหลายมีให้เลือกหลายยี่ห้อครับ ผมใช้ของ Pearl Isumi ไม่เคยผิดหวังครับ แต่ไม่ได้ใช้บ่อยนักครับ

3. Bike Shoes in disguise รองเท้าจักรยานที่ใส่ทำงานได้ : ใครที่ปั่นจักรยานมานาน ๆ อาจจะเริ่มติดใจระบบ clipless pedal ผมเป็นคนหนึ่งที่ต้องใช้ ถ้าไม่ใช้จะออกอาการขาดความเชื่อมั่น ผมเลือกใช้รองเท้าจักรยานของ Mavic : Cruize ที่มีสีดำและมีเชือกผูกเหมือนรองเท้าผ้าใบทั่วไป ผมสามารถใส่รองเท้านี้คู่กับกางเกงสเลคได้อย่างไม่ขัดเขินครับ

4. Rain Protection System อุปกรณ์ป้องกันฝน : ถ้าคุณไม่ได้ใช้กระเป๋าจักรยานที่กันน้ำได้ คุณอาจจะเปลี่ยนไปใช้แบบกันน้ำได้ แต่ผมไม่ค่อยชอบเพราะส่วนใหญ่มันจะเทอะทะ และผิวสัมผัสไม่ค่อยน่าใช้เท่าไร ผมเลือกที่จะพกถุงกันน้ำ ที่สามารถหาซื้อได้ตามร้านแคมปิ้งทั่วไป และถุง Zip Lock ขนาดเล็ก ๆ เอาไว้ใส่มือถือก็เท่านั้นครับ

เพียงเท่านี้คุณก็ไปได้ทั่วแล้วครับ เชื่อผมเถอะครับ ผมไปมาทั่วแล้วในทุกสภาพ เปลี่ยนอุปกรณ์มาหลากหลายรูปแบบ แต่ lucky number 13 ชิ้นนี้ กินขาดทุกสภาพครับ ยกเว้นเวลาหิมะตกหนักครับ คุณต้องมีชุดอุปกรณ์พิเศษสำหรับกันหนาวเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อยครับ เร่ิมจากหัว ตัว ขา มือ และเท้า แต่ท่่ี่เหลือเหมือนกันทุกอย่างครับผม ถ้าคุณได้ลองปั่นในสภาพหิมะแล้ว คุณจะรู้ซื้งเลยว่าการปั่นจักรยานในเมืองไทยที่ใคร ๆ ว่าร้อน ไม่เหมาะกับการปั่นไปทำงานนั้นง่ายกว่ากันหลายเท่านักครับ ไม่ต้องรวมถึงตอนที่ฝนตกปรอยด้วยลูกเห็บนะครับ บรึ๋ยไม่อยากจะคิดถึงเลย ผมจำได้เลยว่าผมร้องไห้เป็นครั้งแรกกับสภาพชีวิตของผมในวันนั้น

Slow life in Bangkok

กรุงเทพมหานครเป็นเมืองฟ้าอมรเมืองแรก ที่ผมให้สัญญากับตัวเองว่าผมจะไม่มีวันมาใช้ชีวิต(ส่วนใหญ่)ของผมเป็นอันขาด จากสภาพเด็กบ้านนอกเคยใส่แต่กางเกงขาสั้นในวันที่ยังมีกางเกงยีนส์ขายาวเพียงตัวเดียวในชีวิต การเข้ามาเรียนที่มหาวิทยาลัยแถวสามย่านและต้องเดินทางจากรามคำแหงทุกวันเช้าเย็น ระยะเวลาในการเกินทางเฉลี่ยสองชั่วโมง มันเกินความเข้าใจของผมจริง ๆ นั่นคือ first impression ของกรุงเทพฯ ที่ผมได้สัมผัส เมื่อ 23 ปีที่แล้ว แม้ว่าในปีถัดมาผมย้ายที่พักมาอยู่เชิงสะพานสาธรและเลือกที่จะปั่นจักรยานไปมหาวิทยาลัยด้วยระยะทาง 7 กิโลเมตร ด้วยเวลาไม่เกิน 20 นาที ผมควบคุมชีวิตของผมบนความบ้าดีเดือดของสภาพรถติดบนสะพานสาธรได้แล้ว แต่ความประทับใจแรกนั้นก็ไม่สามารถทำให้ผมเปลี่ยนความคิดนั้นได้

เวลาผ่านไปประมาณ 13 ปีจากวันนั้น ผมได้เริ่มต้นชีวิตการทำงานของผม แน่นอนว่าไม่ใช่ที่กรุงเทพฯ แต่มันเป็นจังหวัดปัตตานี ในที่ที่ใครมาเยือนก็ล้วนแต่ถูกตราหน้าถึงความเป็นเดนตาย แม้ว่าผมจะต้องเดินทางนับ 1000 กิโลเมตรเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ โดยเฉลี่ยเดือนละมากกว่าหนึ่งครั้ง แต่ยังห่างไกลกับความรู้สึกเมื่อได้ประสบเมื่อแรกเริ่ม ผมไปทำงานเป็นระยะเวลาสั้น ๆ กรุงเทพฯ เหมือนเป็นสถานที่ในการหาสินค้า เป็นสถานที่ในการทำงาน ประชุม เพียงผ่าน ๆ หรือบางครั้ง งานคอนเสิร์ต ผมเดินทางกลับไปมาด้วยความรวดเร็วเหมือนกับ transit ในเมืองใหญ่ ๆ ของโลกที่ผมจำเป็นต้องไปในบางครั้ง

เมื่อเดือนที่แล้ว ผมมีโอกาสที่จะมาใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ อีกครั้งเหมือนทุก ๆ เดือนที่ผ่านมา เป็นระยะเวลาสั้น ๆ แต่ไม่สั้นอย่างที่เคยเป็น ประมาณหนึ่งสัปดาห์ เช่นเคยที่ผมต้องมาทำงาน ประชุม เช้าบ้าง เย็นบ้าง แต่คราวนี้แตกต่างกว่าหลาย ๆ ครั้งที่ผ่านมา งานของผมถูก cancalled หลายงาน ผมมีวันว่างเป็นช่วง ๆ ในสัปดาห์นั้น ผมมีลูกตัวเล็ก ๆ สองคน และภรรยาที่ผม ตุเลงไปด้วยกันทุกที่ทุกการเดินทางของผม ลูก ๆ ที่อยู่ในวัยกำลังซน ผมจึงนึกสนุกทดลองใช้ชีวิตประดุจดั่งคนกรุงเทพฯ เพียงแต่ว่าลดความเร็วของชีวิตลงเล็กน้อย เพื่อทำความเข้าใจกับตัวเองว่าความสัมพันธ์ของผมกับกรุงเทพฯ ในวันนี้เป็นอย่างไร

ผมใช้ชีวิตที่บ้านหลังเดิมที่เชิงสะพานสาธร แต่วันนี้สถานีรถไฟฟ้า แทบจะเกยบันไดบ้านของผม หลังจากเสร็จภาระกิจส่วนใหญ่สำหรับทริปแล้ว ผมต้องรออีกประมาณสามวัน เพื่อภาระกิจสุดท้าย เริ่มวันแรกของวันเบา ๆ ผมตื่นเช้าเพื่อแต่งตัวไปออกกำลังกายในสวนสาธารณะยอดนิยมที่สุดแห่งหนึ่ง คือ สวนลุมพินี แม้ว่าจะเป็นเวลาค่อนข้างจะเช้าสำหรับผม (ประมาณเจ็ดโมง) ผมก็แทบจะไม่เห็นใครอยู่ในชุดลำลอง หรือชุดกีฬาอีกแล้ว คนกรุงเทพฯส่วนใหญ่เริ่มออกไปทำงานกันบ้างแล้ว ครอบครัวเล็ก ๆ ของผมพะรุงพะรังกันไปบนรถไฟฟ้า อย่างช้า ๆ มองเห็นคนรอบข้างกำลังอยู่ในวงจรของความเร่งรีบ ผมนึกถึงภาพยนต์เรื่อง Chungking Express ขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ ทุก ๆ คนเหมือนบินผ่านครอบครัวผมไป และเราก็ใช้เวลาสั้น ๆ ของการเดินทางบนรถไฟฟ้า BTS หยอกล้อกันไปเป็นระยะทางประมาณสี่สถานี

ชีวิตของคนกรุงเทพฯ ช้าลงในทันทีที่ผมเหยียบเท้าเข้าไปในสวนลุมพินี ผมเห็นชายเชื้อชาติอินเดียสองคนเดินผ่านไปพร้อมกับฝึกฝน “ห้วเราะบำบัด” สร้างรอยยิ้มให้กับแม่ค้าขายน้ำ ผมเดินนำครอบครัวเพื่อไปหาเก้าอี้นั่งเล่น ก่อนที่ผมจะวิ่งออกไปตามเส้นทางวิ่งรอบ ๆ สวนแห่งนี้ สัมผัสกับหลากหลายชีวิตที่เลือกเข้ามาทำกิจกรรมยามเช้ากันที่นี่ แม้ว่าจะไม่ใช่เวลาที่หลากหลายชีวิตเหล่านั้นจะสามารถเข้าทำงานตามมาตรฐาน 8-5 ได้อีกแล้ว กลุ่มคนเหล่านี้เป็นกลุ่มที่สามารถใช้ชีวิต slow life ในเมืองกรุงที่ busy ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก มีหลายคนเหมือนกันที่ไม่จำเป็นต้องเร่งรีบเหมือนกับกลุ่มคนกลุ่มแรกที่ผมพบปะใน BTS เมื่อสักครู่ ในใจผมรู้สึกอิจฉาเล็ก ๆ เมื่อวิ่งผ่านร่มเงาต้นไม้ใหญ่ ๆ ในสวนแห่งนี้ ขณะที่คิดว่าเงานี้สามารถปกคลุมให้ทางวิ่งนี้ร่มเย็นได้ตลอดทั้งวันเลยทีเดียว

ผมวิ่งสั้น ๆ ประมาณครึ่งชั่วโมงแล้วกลับมารวมกับครอบครัวของผมอีกครั้ง เพื่อที่จะพาลูก ๆ ไปเล่นสนามเด็กเล่นสีสันสดใส ภายในสวนแห่งนั้น ผมบอกภรรยาผมว่าผมเห็นตั้งอยู่หลายสนามเลย รอบ ๆ สวนแห่งนี้ ว่าแล้วก็ค่อย ๆ เดินพาลูก ๆ ไป ระยะทางดูเหมือนว่าไกลกว่าตอนที่ผมวิ่งผ่านสักนิด แต่ในใจก็คิดว่าเมื่อถึงสนามเด็กเล่นลูก ๆ คงจะมีความสุขขึ้นจากการเดินตุเลงอยู่ ณ เวลานี้ จริง ๆ อย่างที่คิด ลูก ๆ สนุกกันมาก ๆ เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว กว่าที่ผมจะสามารถต่อรองให้ทั้งสองคนยอมโบกมือลาเครื่องเล่นต่าง ๆ เพื่อที่จะให้พ่อแม่ได้ไปหาอาหารเช้าทานกันในตอนสาย ๆ สิบโมงกว่า ๆ แล้ว เราเดินข้ามถนนไปหาของกินกันบริเวณซอยคอนแวนต์ ห่านพะโล้เจ้าประจำของผม ไม่ได้ลิ้มรสมาเกือบสามปีแล้ว เราจัดการอาหารทุกอย่างอย่างอิ่มอร่อยแม้ว่าจะต้องแบกลูกที่หลับอยู่บนบ่ากันคนละคนก็ตาม

วันต่อมาผมก็ออกไปวิ่งที่สวนลุมพินีอีกครั้ง คราวนี้ได้สัมผัสกับบรรยากาศของการออกกำลังกายยามเช้าที่เข้มข้นขึ้นเล็กน้อย แต่ครั้งนี้ลูก ๆ ไม่ได้ตามไปด้วยเพราะยังไม่ตื่น ผมออกมาเช้ากว่าเมื่อวานเล็กน้อย เมื่อเสร็จจากการออกกำลังกายผมก็เดินหาอาหารเช้าในบริเวณถนนสีลม เพื่อไปฝากครอบครัวที่บ้านพัก วันนี้ผมวางแผนจะพาลูก ๆ ไปข้างนอกอีกครั้ง ในช่วงเที่ยง ๆ ผมก็พาพวกเขาไปวิ่งเล่นกันที่ TK Park แม้ว่าเขาทั้งสองยังคงไม่ชื่นชมกับความเป็น Knowledge Park ของมันมากไปกว่าความเป็นสถานที่ที่มีหนังสือการ์ตูน Thomas มากเป็นพิเศษ แต่ดูเหมือนว่าพวกเด็ก ๆ ก็มีความสุขกับการปีนป่ายอยู่ไม่น้อย เราเล่นกันอยู่สักพักก่อนที่คุณยายของพวกเขาจะมาพาไปหาซื้อของเล่นที่ย่านสำเพ็ง ซึ่งดูเหมือนว่าแต่ละคนก็ได้ของเล่นถูกใจกันไปคนละอย่าง

ผมปิดท้าย slow life ที่กรุงเทพฯ ของผม ด้วยรายการกรุงเทพมาราธอน การออกจากบ้านตั้งแต่ตีสาม ให้ความรู้สึกสงบกว่าเวลาเร่งด่วนของกรุงเทพฯ หลายเท่านัก ผมลแข่งระยะทางฮาร์ฟมาราธอน หลังจากวิ่งจบก็รอเพื่อน ๆ ที่มาวิ่งด้วยกันเล็กน้อยก่อนจะหารถแทกซี่กลับที่พัก เมื่อกลับมาบ้านทุกคนก็ตื่นเตรียมพร้อมกันเรียบร้อยแล้ว ผมสัญญาว่าจะพาครอบครัวไปทาน Brunch ที่ เครปแอนด์โค รายการที่ผมคาดว่าจะเป็นไฮไลท์ของการใช้ชีวิตช้า ๆ ที่กรุงเทพฯ ครั้งนี้ การได้ตื่นสาย ๆ ออกมาทานอาหารเช้าปนเที่ยงในสวน ปล่อยให้เวลาผ่านไปอย่างช้า ๆ มันเป็นแผนที่ดูเหมือนว่าจะสมบูรณ์แบบเป็นอย่างมาก แม้ว่าเช้านี้ผมตื่นตีสามและวิ่งระยะทาง 21.1 กิโลเมตรมาแล้วก็ตาม แม้ว่าการไปคราวนี้ดูเหมือนว่าจะถูกใจพ่อแม่เสียมากกว่าลูก ๆ เพราะรอโอกาสนี้มานานมากแล้ว ผมใช้เวลาที่ร้านนานเท่าที่จะนานได้ เพื่อพักขาและซึบซับบรรยากาศสงบ ๆ ใจกลางกรุงเทพฯแห่งนี้ ส่วนลูก ๆ เมื่อจัดการกับของหวานเรียบร้อยก็ผลอยหลับกันทั้งคู่เพราะเวลาได้ล่วงเลยไปบ่ายนิด ๆ เสียแล้ว

สุดท้ายเพื่อปิดรายการ เราตัดสินใจพาเด็กไปสนามเด็กเล่นคนเมือง Funnarium แหม มันแพงได้ใจจริง ๆ แม้ว่าพ่อแม่จะมีความรู้สึกว่ามันคงน่าจะสนุกสำหรับเด็ก ๆ ทั้งเพื่อน ๆ มากมาย สีสันสดใส แอร์เย็นสบาย แต่ทว่า ลูก ๆ ทั้งสองคนไม่ได้มีท่าทางมีความสุขมากเท่ากับเงินที่ได้จ่ายไปพันกว่าบาทเพื่อสามชั่วโมง แม้ว่าหลาย ๆ เครื่องเล่นจะดูแปลกตา และมีสีสันน่าดึงดูดใจสำหรับเด็ก แต่ความแออัด หนวกหู ยุ่งเหยิง และบรรยากาศของความไม่เป็นธรรมชาติของสนามเด็กเล่นที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัย พวกเขาไม่ได้ดูสนุกเท่ากับวันที่ได้ไปปีนป่ายเสี่ยงภัยกันที่สวนลุมพินีเลยแม้แต่น้อย ดูเหมือนว่าธรรมชาติได้สร้างมนุษย์เพื่อมาอยู่บนโลกอย่างที่เราเห็น ๆ ไม่ใช่โลกนุ่ม ๆ ที่เราพยายามปรุงแต่งขึ้นด้วยความหวังดี ลูก ๆ ของผมใช้เวลาอยู่กับมันได้ไม่ถึงสามชั่วโมงก็เลิก เราก็ไม่ได้แปลกใจมากนักเมื่อเห็นเขาออกมาวิ่งเล่นด้านนอกอย่างสนุกสนานยิ่งกว่าข้างในหลายเท่า สงสัยว่าข้างนอกที่ว่านี้ อาจจะทำให้เขาหัวแตกหรือแขนหักได้ถ้าผิดพลั้งล้มลงไป นี่คงเป็นชีวิตจริง ๆ มากกว่ากระมัง

ด้วยเวลาสองสามวันในกรุงเทพฯ ครอบครัวเราได้ไปใช้ชีวิตอย่างเชื่องช้า ขัดกับความเร่งรีบของบุคคลรอบข้างและบรรยากาศโดยรวมของเมือง ผมเริ่มได้ข้อคิดว่าจริง ๆ แล้วเมืองไม่ได้เร่งรีบเลย แต่มนุษย์เราต่างหากที่เร่งรีบ ภูมิคุ้มกันต่อสิ่งรอบข้างที่ผมสร้างขึ้นจากการปั่นจักรยานฝ่าลมฝนและแดดร้อนในกรุงเทพฯ ปั่นฝ่าพายุลูกเห็บและหิมะหนาที่คลีฟแลนด์ โอไฮโอ สหรัฐอเมริกา ผมเติบใหญ่ขึ้นมาก ชีวิตช้า ๆ ของคนบ้านนอกของผมเป็นส่วนหนึ่งของผมไปเสียแล้ว ไม่มีใครหรือเมืองเร่งรีบใด ๆ จะมาขโมยจากผมไปได้ และแล้วผมก็บินกลับบ้านของผมที่ตำบลรูสะมิแล จังหวัดปัตตานี กลับมาใช้ชีวิตช้า ๆ ในบรรยากาศช้า ๆ ที่บ้านเกิดของผมตามเดิม กรุงเทพฯ แม้ว่าจะเป็นเพียงปัจจัยภายนอกที่ไม่อาจจะเปลี่ยนความเป็นผมได้อีกต่อไป แต่ผมก็ยังไม่เปลี่ยนใจ ผมจะไม่มีวันมาใช้ชีวิตที่นั่นเป็นอันขาด

Why bike? : Why not?

เมื่อไม่นานมานี้ผมตัดสินใจลงทุนซ่อมจักรยานคันเก่าเพื่อนำมาใช้ปั่นไปทำงาน และออกกำลังกาย รวมไปถึง update อุปกรณ์เสริมต่าง ๆ ที่เสื่อมสลายไปตามกาลเวลากว่าห้าปีที่ไม่มีการใช้งาน การปั่นจักรยานประจำวันในช่วงนี้ของชีวิตกลับถูกตั้งคำถามมากกว่าช่วงใด ๆ ในชีวิตการปั่นจักรยานกว่ายี่สิบปีของผมเลยทีเดียว คำถามว่า “ทำไม” ดูเหมือนจะเป็นคำถามที่ตอบยากมาก ๆ ถ้าไม่ใช่ตอบว่า “Why not”

ความรุ่งเรืองของจักรยานถูกแบ่งออกเป็นสามช่วง ในช่วงแรกที่เป็นการกำเนิดจักรยานในรูปทรงปัจจุบันรวมไปถึงการคิดค้นล้อยางแบบเติมลมโดยนายดันลอป ช่วงที่สองเมื่อมีการคิดค้นจักรยานที่เรียกว่า “เสือภูเขา” และ ในยุคปัจจุบันนี้ ที่คำว่า “Bike Commuter” เป็นตัวฉุดกระแสการปั่นจักรยานในปัจจุบัน ในความเห็นของผมเองไม่มีคำตอบใดที่จะเหมาะสมไปกว่า “Why not” ณ เวลาปัจจุบัน อย่างไรก็ตามคำตอบนี้ก่อให้เกิดบทสนทนาต่อเนื่องอย่างไม่รู้จบจากเหล่า non-biker ไล่ไปตั้งแต่สภาพอากาศที่เหมาะสม สภาพบรรยากาศที่เหมาะสม ระยะทางที่เหมาะสม จักรยานที่เหมาะสม องค์ประกอบพื้นฐานที่เหมาะสม ไล่ไปตั้งแต่ที่จอด ถนน ทางจักรยาน ไปจนเพื่อนร่วมแก๊ง หรือเพื่อนร่วมถนน ทั้งหมดทั้งสิ้นนี้ ยังไม่เหมาะสมในการที่จะขี่จักรยาน ณ เวลานี้ และอาจจะเลยเถิดไปถึงภาพอันสยดสยองของการเสียชีวิตของหนุ่มนักเรียนนอกที่เลือกที่จะใช้จักรยานในการเดินทาง ผมเองได้ยินเวอร์ชั่นคล้าย ๆ กันนี้จากพ่อและแม่ของผมเองเมื่อเกือบสามสิบปีมาแล้ว ปัจจุบันเวอร์ชั่นคล้าย ๆ กันนี้ก็เวียนวนไปมาอยู่เช่นนี้ เหมือนแผ่นเสียงตกร่องข้ามทศวรรษ

จากประสบการณ์ในการชักชวน รณรงค์ ไม่ว่าจะการแสดงให้เห็นเป็นตัวอย่าง สร้างจิตสำนึก สร้างความเข้าใจ และอื่น ๆ อีกมากมาย มาตั้งแต่ยุคสมัยยังหนุ่ม ๆ ณ เวลานี้ ผมไม่คิดที่จะรณรงค์ หรือชักชวนใครอีกแล้ว เพราะคำตอบของ Why not ก็จะเวียนกลับมาให้ได้ยินบ่อยกว่าที่ได้ยินอยู่ทุกวันนี้ไปอีกหลายเท่าตามปริมาณการรณรงค์ หรือชักชวนที่ทำออกไป แต่กระนั้นเลย ในใจผมยังรู้สึกอยู่เสมอว่าจากประสบการณ์ของผม ไม่มีเวลาใดจะเหมาะมากไปกว่าในปัจจุบันนี้ที่จะหันมา Bike Commute … ผมอยากจะลองไล่ดูว่า Why

1. น้ำมันราคาสี่สิบบาท : คุณเคยจดบันทึกบ้างหรือไม่ว่าในแต่ละเดือนคุณจ่ายค่าน้ำมันไปเท่าไร ผมรับประกันว่าถ้าคุณหยุดขับรถภายในเวลาสองเดือน คุณจะสามารถนำเงินที่ประหยัดได้ไปถอยจักรยานแนว ๆ ออกมาปั่นไป 7-11 ฝั่งตรงข้ามถนนได้อย่างไม่ต้องอายแว้นหน้าไหน แม้ว่าเงินไม่ได้เป็นปัจจัยอะไรที่คุณจะต้องห่วงก็ตาม แต่ลองคิดดูว่าเงินจำนวนนั้นจะทำให้คุณได้ถอยอะไร ๆ ที่คุณไม่อยากได้ หรือยากได้ แบบไม่ต้องคิดอะไรได้อีกเท่าไร เท่านี้ก็มีความสุขแล้ว

2. Bike Commute : คำนี้ทำให้เกิดจักรยานหลากหลายรูปแบบที่สามารถตอบสนองความเป็นคุณได้มากกว่าเวลาใด ๆ ทั้งสิ้น จักรยานพับขนาดเล็ก ขนาดใหญ่ เสือภูเขา ล้อใหญ่ ล้อเล็ก city bike fixed gear vintage bike หลากหลายยี่ห้อ ที่นอกจากจะทำให้คุณมึนหัวได้พอประมาณแล้ว จะยังตอบความต้องการได้ทุกระดับกระเป๋า และสไตล์ เริ่มตั้งแต่ หลักไม่กี่พัน ไปจนถึงครึ่งล้าน

3. ภาวะโลกร้อน : ไม่ว่าเราจะตระหนักอย่างไรก็ตาม โลกของเราก็ยังต้องร้อนขึ้นทุก ๆ วัน แม้ว่าการออกมาปั่นจักรยานอาจจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงแนวโน้มเหล่านี้ได้ แต่ก็ไม่ได้เป็นส่วนที่เพิ่มภาระให้กับหน่วยงานใด ๆ หรือใคร ๆ ที่พยายามแก้ไขปัญหานี้ให้กับลูกหลานของเรา คุณจะกลายเป็นนักอนุรักษ์ได้โดยง่ายแบบไม่จำเป็นต้องไปยืนถือป้ายประท้วงบนถนนสายไหน

4. รัฐบาล : ทางจักรยานที่เหมาะสม เป็นเหตุผลยอดนิยมที่หลายคนให้กับคำถาม Why not ในยุคของรัฐบาลที่ไม่สามารถแม้กระทั่งแยกแยะว่าการทำผิดกฎหมายกับการไม่กระทำตามกฎหมายต่างกันอย่างไร ทางจักรยานจะไม่มีวันได้เกิดขึ้นอย่างแน่นอน อาจารย์ผู้ใหญ่ที่เป็นผู้นำการรณรงค์ทางจักรยานตั้งแต่ครั้งแรกในยุค พ.ต.จำลอง ศรีเมือง เป็นพ่อเมืองกรุงเทพฯ ไล่ไปเรื่อย ๆ มาเป็นเวลายี่สิบปี ในปัจจุบันนี้ท่านก็ยังไม่ได้เริ่ม bike commute ด้วยเหตุผลที่ว่านี้ ในปั้นปลายของชีวิตของท่าน เราก็คงยังไม่มีโอกาสเห็นสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในเมืองไทย เมื่อคิดว่ามันไม่มีวันเกิดขึ้น ก็ไม่ต้องรอ

5. ความเท่ห์ : ไม่มีเวลาอื่น ๆ ใดในประวัติศาสตร์จักรยาน ยกเว้นในยุคต้นกำเนิดของจักรยาน ที่จักรยานจะเป็นตัวแทนของความเท่ห์อย่างเช่นเวลานี้ ในหนังสือแต่งบ้านตอนนี้ มากกว่า 60% เราจะเห็นจักรยานเป็นส่วนหนึ่งในหนังสือ ไม่ว่าจะเป็นบ้านพักอาศัย ร้านค้า ร้านอาหาร เหมือนกับเฟอร์นิเจอร์ชิ้นสำคัญอื่น ๆ ของบ้าน หรืออาคารหลังนั้น ๆ กิจกรรม การแสดงออกทั้งหลาย ถูกมองเป็นความรับผิดชอบต่อโลก มนุษย์ สังคม และอนาคต หลาย ๆ กระแสก็ตอบสนองเทรนด์นี้ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องแต่งกาย อุปกรณ์เสริม และอื่น ๆ

6. คุณภาพชีวิต : การที่จะใช้จักรยานเพื่อปั่นไปทำงาน จะสร้างกรอบชีวิตของคุณให้มีคุณภาพชีวิตโดยรวมที่ดีมากขึ้น นอกเหนือจากสุขภาพที่เกิดขึ้นจากการขี่จักรยานแล้ว การใข้จักรยานยังกำหนดให้คุณต้องคิดถึงระยะทางระหว่างบ้านและที่ทำงาน คุณจะพยายามลดระยะทางนั้น เมื่อคุณใช้จักรยานในการทำกิจกรรมอื่น ๆ มากขึ้นเรื่อย ๆ คุณก็จะเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างชุมชนรอบ ๆ ตัวของคุณให้กลับมาน่าอยู่ยิ่งขึ้น และ sustainable มากขึ้น คุณจะปั่นจักรยานออกไปซื้อของ มีเวลาทักทายเพื่อนบ้าน อุดหนุนร้านขายของชำเล็ก ๆ ในชุมชน ตลาดสดชุมชน ชีวิตของคุณจะกลับคืนมา ชีวิตชีวาของชุมชนจะกลับคืนมา คุณเริ่มก่อนก็ได้ประโยชน์ก่อน

ผมคงสามารถไล่ไปได้เรื่อย ๆ แต่สำหรับ non-biker แล้วล่ะก็ เหตุผลของเขาคงมากกว่าผมอีกหลายร้อยเท่า จึงไม่มีประโยชน์อะไรที่จะต่อความยาว แต่ผมมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่าถ้าคุณเคยฝันจะใช้ชีวิตอย่างมีความสุข แสดงออกด้วยการพึ่งพากำลังขาของเรา ถ้าคุณไม่เริ่มวันนี้ คุณก็จะไม่มีวันทำความฝันนี้ได้เลยในชีวิตคุณ

ปล. ภาพประกอบส่วนใหญ่นำมาจาก FB ของเพื่อนของผมโดยไม่ขออนุญาติ หวังว่าเขาคงให้อภัย ใครอยากชมต่อไป Facebook เขาได้เลย

Run for a reason : The Gears


12 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา ตีสาม ผมค่อย ๆ คืบคลานไปปิดนาฬิกาปลุก ก่อนที่จะพาร่างไร้วิญญาณไปแปรงฟัน อาบน้ำ วันนี้ผมมีรายการวิ่ง กรุงเทพมาราธอน 2554 ที่ต้องเลื่อนมาจากปลายปีที่แล้วเนื่องจากเหตุการณ์มหาอุทกภัย นี่จะเป็นรายการวิ่งแข่งขันครั้งแรกของผมในรอบเกือบยี่สิบปี ในการแข่งครั้งนี้ผมต้องซื้ออุปกรณ์ใหม่ทั้งหมดตั้งแต่หัวจรดเท้าเลยทีเดียว ความตื่นเต้นเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณเมื่อเสริมความตื่นเต้นจากการได้เล่นของเล่นใหม่เหล่านี้ ผมออกจากห้องน้ำเพื่อมาสวมใส่ชุดแข่งขันที่วางไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยตั้งแต่เมื่อคืน เป็นการเตรียมตัวเพื่อลดความฉุกละหุกของการตื่นเช้า

The Gears :

ชุดวิ่งต่างไปจากเมื่อยี่สิบปีที่แล้วเป็นอย่างมาก ชุดอดิอาสชุดนี้เป็นอุปกรณ์ชิ้นแรกที่ผมมีของอุปกรณ์กีฬาค่ายใหญ่ค่ายนี้ ปัจจุบันดูเหมือนว่ากางเกงวิ่งจะขายาวขึ้นมาก หรือเป็นเพราะว่ามีคนหันมาวิ่งกันมากขึ้นจึงต้องออกแบบให้โดนใจคนหมู่มาก เมื่อก่อนนั้นกางเกงวิ่งทุกตัวที่ผมมีสั้นจู๋เห็นโคนขาแล้วยังผ่าไปจนเหลือด้านข้างเพียงนิ้วเศษ ๆ เท่านั้น เข้าใจได้เพราะเราไม่อยากให้มีอะไรมาขัดขวางการวิ่งของเรานั่นเอง แต่เมื่อกางเกงขายาวเช่นนี้ เทคโนโลยีเป็นสิ่งสำคัญ ชุดนี้เป็นชุดที่อยู่ในระดับทอปของอดิดาสในเวลาที่ผมซื้อ ถักด้วยเส้นใย silver เพื่อช่วยในการถ่ายเทความร้อน ไม่รวมถึงระบบแห้งเร็ว moisture wicking และอื่น ๆ อีกมากมายลายตา ยี่สิบปีที่ผ่านมามันมีอะไรเปลี่ยนไปมากจริง ๆ ต่างจากคีเวิร์ด DriFit ของไนกี้ที่ผมคุ้นเคย

ผมสวมเสื้อยืดทับอีกตัวเพื่อไม่ให้ดูแปลกตาจนเกินไปนักสำหรับคนที่จะเดินออกจากบ้านตอนตีสามครึ่ง แล้วนั่งใส่รองเท้าไวแบรมห้านิ้ว (แล้วผมจะมาคุยทีหลัง) ก่อนที่จะคว้าหมวก Ironman ที่ผมได้ติดมือมาจากรายการ Ironman 70.3 ที่ภูเก็ต คว้าอุปกรณ์ทุกอย่างลงถุงแล้วรีบออกไปจับแทกซี่มุ่งไปหน้างานในทันที คนขับแทกซี่มองผมแปลก ๆ แล้วถามว่ามีอะไรกันเหรอพี่ ผมก็เล่าถึงรายการแข่งขันแล้วต่างคนก็ต่างทำหน้าที่ของตัวเองไป ผมหันไปจัดการกับอาหารเช้าที่เตรียมมาทั้งครัวซองค์และกล้วย คนขับเหลือบมองดูผมอีกครั้งราวกับสงสัยถึงสาเหตุที่แท้จริงของการใส่หมวกในเวลาตีสามเศษ ๆ ผมไม่ปล้นพี่หรอก ผมคิดในใจ

แม้ว่าในรายการแข่งขันวันนี้ผมน่าจะวิ่งเข้าเส้นในเวลาประมาณเจ็ดโมงเช้า ที่พระอาทิตย์ยังไม่ตื่นมาทำงานดี ผมก็ตัดสินใจที่จะคว้าหมวกใบนี้เข้าการแข่งขันกับผมด้วย หมวกที่ออกแบบมาสำหรับใส่วิ่งระยะไกลนั้น มีไอเดียที่ช่วยให้การวิ่งนั้นสบายขึ้นเยอะเมื่อเทียบกับหน้าที่หลักในการบังแดดของมัน แน่นอนว่าการใส่หมวกอาจจะทำให้หัวร้อนขึ้นเล็กน้อย แต่การใช้ผ้าทีี่มีใยปรุ และแห้งเร็วนั้นจะลดปัญหานี้ไปได้มาก หมวกสีขาวไม่ดึงดูดแสงมากไปกว่าสีผม หรือสีของหนังศีรษะในกรณีของผม แต่ปัจจัยสำคัญที่ผมนำมันมาด้วยในวันนี้คือ build-in sweat management headband หรือง่าย ๆ มันคล้าย ๆ กับสายรัดศีรษะที่นักเทนนิสเมื่อยี่สิบปีที่แล้วนิยมใช้กัน พอซ่อนมันไว้ในหมวก เทคโนโลยีโบราณนี้ก็เข้ากับยุคสมัยได้โดยง่าย สำหรับคนที่มีไม่ผมและคิ้วบางอย่างผม อุปกรณ์ชิ้นนี้สำคัญมาก ๆ ไม่มึใครอยากจะต้องมีปัญหาแสบตาจากเหงื่อ ในขณะที่ปัญหาหลัก ๆ ควรจะเกิดกับขาเพียงเท่านั้น

ผมมาถึงหน้างาน ฝากของและ warm up เล็กน้อย จัดการเรื่องห้องน้ำ เดินไปจุดปล่อยตัว และยืดเส้นยืดสายรอ เพื่อนผมเดือนเข้ามาทักทาย เราคุยกันเล็กน้อย ก่อนที่สัญญาณปล่อยตัวดังขึ้นผมวิ่งออกไปช้า ๆ ตามคนจำนวนมากที่ค่อย ๆ ขยายตัวออกไปจนเต็มถนน เสียงเพลงจังหวะกระชับช่วยให้ผมค่อย ๆ ทำเวลาไล่ขึ้นมาเรื่อย ๆ จากจุดเริ่มต้นที่แออัด สำหรับคนที่เกิดมาในยุคของ Sony/Aiwa Walkman ผมไม่เคยคิดว่าจะสามารถพกพาเพลงลงแข่งขันวิ่งในระยะทางฮาล์ฟมาราธอนอย่างวันนี้ ในยุคก่อนนิตยสารวิ่งจะเขียนถึงการนับก้าว นับลมหายใจ นับต้นไม้ เรื่อยไปจนถึงท่องพุทโธ เพื่อดึงจิตใจของเราให้อยู่กับกิจกรรมซ้ำ ๆ อย่างนี้เป็นระยะเวลาสองชั่วโมง แต่ไม่ใช่วันนี้ ผมพก iPhone4s อายุไม่กี่เดือนของผมมาผจญภัยกับผมด้วย ต้องขอบคุณ H2O Audio Waterproof Armband ที่แม้ว่าจะใหญ่เทอะทะที่สุดในตลาด แต่กันน้ำ 100% เพียงพอที่จะทำให้ผมยอมมองข้ามความเทอะทะนั้นไป แต่ด้วยวัสดุนีโอปรีนและความเทอะทะของมันเองกลับทำให้การใส่อาร์มแบนด์นี้ มันสบายกว่าที่เห็นมากนัก ดนตรีอยู่กับผมทุกที่ที่ย่างไป


“You are behind your target pace 30 seconds” เสียงเตือนเบา ๆ แทรกผ่านเสียงดนตรี ส่งผ่านหูชั้นนอกของผมเข้าไปเตือนโสตประสาทที่เหลือ ผ่านไปเกือบสามในสี่ของการแข่งขันแล้ว ในหัวของผมสับสนเป็นอย่างมากเมื่อข้อมูลจากโคชที่ผมพกพามาด้วยในการแข่งขันครั้งนี้ ขัดแย้งกับข้อมูลที่ผู้จัดตั้งไว้ตามรายทางการแข่งขัน ใครถูกกันแน่วะเนี่ย ผมสบถ ความสนุกของการกลับมาซ้อมครั้งนี้ ครึ่งหนึ่งต้องยกให้เป็นผลงานของโคชที่ว่านี้เลยทีเดียว แทนที่จะลงทุนในระบบอื่น ๆ อย่างเช่น Garmin ผมเลือกที่จะใช้ Runkeeper ที่ลงใน iPhone4s ของผมเป็นโคชให้ผม น่าทึ่งว่าทุก ๆ ก้าวที่ผมวิ่งในรายการนี้ ถูกส่งอย่างสด ๆ ผ่านระบบ 3G ไปยังเวปไซท์ของรันคีปเปอร์ และครอบครัวผมสามารถมองเห็นผมในสนามแข่งขันทุก ๆ วินาทีถ้าต้องการ ผมไม่ได้ไปเที่ยวไหนแต่กำลังเหงื่อตกอยู่แถว ๆ สะพานพระรามแปด ภรรยาผมอาจจะสบายใจขึ้น ด้วยความช่วยเหลือของโปรแกรมต่อเชื่อม CycleLog ผมได้ข้อมูลที่ทำให้การแข่งขันหรือการซ้อมของผมสนุกขึ้นกว่ายี่สิบปีที่แล้วเป็นอย่างมาก “You are behind your ghost pace 1,450 meters” แม้ว่าผมจะวิ่งตามผีตัวนี้อยู่ตลอดก็ตาม ย้อนกลับไปยี่สิบปีที่ผ่านมา ไม่น่าเชื่อว่า ณ เวลานี้ผมกำลังสื่อสารกับดาวเทียมสามถึงสี่ดวงห่างออกไปกว่าหลายหมื่นกิโลเมตร บอกต่ำแหน่งของตัวเอง บันทึก คำนวณ ส่งข้อมูลผ่านระบบเซล 3G เข้าสู่เมนเฟรมของ รันคีปเปอร์ และ ไซเคิลลอค ที่อยู่อีกซีกโลกหนึ่ง เพื่อประกาศข้อมูลเหล่านี้สด ๆ ลงในเวปไซท์ ให้ใคร ๆ ติดตามการกลับมาของผมในวันนี้ได้

ชุดกีฬาไฮเทค ที่ผมซื้อมาด้วยเงินสูงเกินความจำเป็นไม่ได้ perform ได้ดีอย่างที่คุยโม้ ทั้งเสื้อและกางเกงเปียกโชก แนบติดตัวและขาของผมอย่างน่ารำคาญ ขาสั้นจู๋ยังจะดีเสียกว่า ว่าแล้วว่าทำไมนักวิ่งเคนยาทั้งหมดที่วิ่งสวนไปตั้งแต่ผมเริ่มวิ่งได้ไม่นาน ล้วนแล้วแต่ใส่ขาสั้น ๆ กันทั้งนั้น ผมบ่นก่นด่า อาจจะเป็นเพราะหลาย ๆ อย่าง ณ ตอนนี้มันไม่ได้ดั่งใจเอาเสียเลย ระยะทางจากดาวเทียม GPS ไม่ตรงกับระยะตามป้ายที่ผู้จัดรายการ ความเร็วที่ทำได้ที่คำนวณจากโคชไม่รู้ว่าแม่นยำแค่ไหน ไม่รู้ว่าใครหลอกใคร เครื่องดื่มเกลือแร่ที่ผู้จัดแจ้งว่าจะมีเสริมตั้งแต่ระยะ 16 กิโลเมตรเป็นต้นไป กลับมีเพียงที่ระยะ 16 กิโลเมตรเท่านั้น เสียงเพลงที่กรอกหู ณ ตอนนี้เหมือนตอกย้ำความซับซ้อน สับสน แต่ผมยังคงต้องวิ่งต่อไป ในกีฬาคนอึดความรู้สึกเหล่านี้จะมาหลอกหลอนเราให้หยุด ให้เลิกอยู่เสมอ เป็นการทดสอบของชีวิตที่เราได้รับการฝึกฝนให้เกร่งขึ้น

เสียงของเส้นชัยได้ยินมาไกล แต่แล้วเส้นทางวิ่งก็พาผมห่างออกไปอีกครั้ง ขาของผมหนักขึ้นเรื่อย ๆ ผมไม่ค่อยแน่ใจว่าเป็นเพราะใจหรือร่างกาย มองดูเวลา ผมคำนวณไม่ถูกแล้วว่าผมจะทำได้หรือไม่กับเป้าหมาย เสียงเพียงดังขึ้นในหูของผมราวกับว่าเข้าใจ Yo Yo Ma บรรเลง unaccompanied cello suite ของ Bach แม้ว่าเป็นบทเพลงที่ผมรัก แต่ ณ เวลานี้มันเหมือนกับ soundtrack ของภาพยนต์ที่ตัวเอกของเรื่องกำลังสิ้นหวัง ในที่สุดกำแพงอันสวยงามก็อยู่ตรงหน้า ผมพยายามเร่งความเร็ว แต่ก็พบว่าหลาย ๆ คนเริ่มแซงผมราวกับผมยืนอยู่กับที่ เวลาสองชั่วโมงได้ผ่านไปแล้ว แม้ว่าตอนนี้เพลงได้เปลี่ยนไปเป็น Black Eyes Peas เร้าใจเต็มที่แล้ว แต่ในใจผมไม่เป็นสุขเท่าที่หลาย ๆ คนที่เส้นชัยคิดเมื่อเห็นผมค่อย ๆ วิ่งเข้าไป เสียงตบมือดังขึ้น ผู้ประกาศเรียกชื่อ “Nattapong Nithi-Uthai from Indonesia” เป้าหมายผมพังทลายไปแล้ว ผมวิ่งเข้าเส้นชัย ด้วยเวลา 2:02 “from Indonesia” ผมคิดในใจ มันเอามาจากไหนเนี่ย

ผมเดินตรงไปจนสุดทาง หาสนามหญ้าที่มุมเลี้ยวที่นักวิ่งที่เหลือทุกคนจะต้องวิ่งผ่าน ผมนั่งลงอย่างหมดแรง ผมถอดรองเท้าออกและมองมันอย่างภาคภูมิใจ ความสับสนจากสถิติที่น่าผิดหวังร่วมกับป้ายบอกระยะทางที่สุดแสนจะมั่วผ่านไปแล้ว ผมกลับวิ่งระยะทางนี้ได้เพราะรองเท้าคู่นี้จริง ๆ ไม่เสียแรงที่พยายามหาซื้อมาด้วยความยากลำบาก ประมาณ 12 ปีที่ผ่านมาเกิดอุบัติเหตุทางหลังกับผม จนกระทั่งในที่สุดกลายเป็นอาการของโรคกระดูกเสื่อม และทำให้ผมต้องหยุดวิ่งไปเมื่อกว่า 5 ปีโดยเด็ดขาด หลังจากผมพยายามหากีฬาใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นเพาะกาย ปีนหน้าผา แต่กีฬาคนอึดแบบนี้ดูจะตอบโจทย์ผมได้มากกว่า หลังจากตัดสินใจว่าจะลองกลับมาวิ่งอีกครั้ง ผมค้นหาข้อมูลในอินเตอร์เนทจนพบว่ามีการศึกษาที่บอกว่าการวิ่งด้วยปลายเท้า จะทำให้มีการกระแทกหลังส่วนล่างน้อยมาก ผมก็ลองทันทีด้วยรองเท้าแตะ เมื่อวิ่งสะสมไปสักหนึ่งร้อยกิโลเมตร ผมจึงตัดสินใจซื้อ Vibram Fivefingers ที่กำลังเป็นผู้นำในเทรนด์วิ่งปลายเท้าอยู่ในขณะนี้

แน่นอนว่าผมใช้ระยะเวลาปรับตัวอีกสักพักในการวิ่งด้วยปลายเท้า กล้ามเนื้อน่องและต้นขามีการใช้งานมากเป็นพิเศษและไม่ค่อยคุ้นเคย แต่เมื่อเพิ่มระยะทางมากขึ้นเรื่อย ๆ กล้ามเนื้อเหล่านี้ก็แข็งแรงขึ้นและไม่เป็นปัญหาอีกต่อไป กระแสการวิ่งด้วยปลายเท้าก็กำลังมาแรง ต่อไปน่าจะหาข้อมูลการวิ่งในลักษณะนี้ได้เพิ่มเติมอีกมาก จาก ณ เวลานี้ ถ้าจะหาก็ใช้คำว่า pose running หรือ chi running ก็มีอะไรให้อ่านไม่รู้จบแล้ว อีกปัญหาหนึ่งที่ผมเป็นกังวลแต่อาจจะไม่มากเท่าคนอื่น ๆ ที่จะหันมาใช้รองเท้าคู่นี้ คือ การไม่ใส่ถุงเท้าวิ่ง การเลือกรองเท้า fivefingers ให้ถูกขนาดเป็นเรื่องสำคัญมาก ถึงขนาดมีข้อมูลในเวปที่สอนวิธีการวัดอย่างละเอียด ในเวปเน้นให้เลือกไซด์ตามที่วัดได้จริง ๆ ทั้งสองข้าง ผมจำเป็นต้องเลือกไซด์ของผู้หญิงที่มีความฟิตมากกว่าไซด์ผู้ชาย ถ้าใครเท้าไม่เท่ากันเขาแนะนำให้ซื้อสองคู่เสียด้วยซ้ำ เมื่อรองเท้าฟิตพอดีปัญหาก็ไม่เกิด อาการรองเท้ากัดเกิดกับผมในวันแรกที่ได้รองเท้ามาเพียงวันเดียวเท่านั้น หลังจากนั้นก็ไม่เคยมีปัญหาอีกเลย รวมไปถึงในระยะทางฮาล์ฟมาราธอนวันนี้ด้วย

การไม่มี cushion ในรองเท้าอาจจะทำให้หลาย ๆ คนกังขาถึงผลลัพธ์ของการวิ่ง การซ้อม อันนี้ผมยังไม่สามารถบอกอะไรได้ เพราะผมยังอยู่กับมันได้ไม่นาน เสียงของฝรั่งดังขึ้นในหัวผมอีกครั้ง “Good luck in your Vibram. It’s pretty hard on your knee” ผมต้องยอมรับว่าผมไม่ได้รู้สึกถึงความแตกต่าง เมื่อนึกย้อนกลับไปเมื่อยี่สิบปีที่แล้วมากนัก ความรู้สึกเจ็บข้อเท้า และเข่า ซึ่งเกิดทุก ๆ ครั้งภายหลังการแข่งขันในระยะนี้ มันอาจจะมากกว่าการลงส้นเท้าแล้วมี cushion แต่อย่างน้อย รองเท้าคู่นี้ และการวิ่งปลายเท้า ทำให้ผมกลับมาเล่นกีฬาที่ผมรักที่สุดได้อีกครั้ง คือ ไตรกีฬา ผมวิ่งได้แล้ว ผมปั่นจักรยานได้แล้ว ว่ายน้ำไม่เป็นปัญหาแน่นอน ขอบคุณ Vibram Fivefingers ครับ

เพื่อน ๆ ผมมารวมตัวกันแล้ว เราชักภาพร่วมกันสองสามภาพก่อนแยกย้ายกันกลับบ้าน ผมค่อย ๆ เดือนโขยกเขยกไปขึ้นแทกซี่ ในใจตั้งคำถาม “Hard on my knee” ผมรู้สึกอย่างนั้น แต่ผมก็ยังดีใจมากกว่าผมไม่สามารถวิ่งได้อีกเลย