Run for a reason : The Race


12 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา ตีสาม ผมค่อย ๆ คืบคลานไปปิดนาฬิกาปลุก ก่อนที่จะพาร่างไร้วิญญาณไปแปรงฟัน อาบน้ำ แต่งตัว วันนี้ผมมีรายการวิ่ง กรุงเทพมาราธอน 2554 ที่ต้องเลื่อนมาจากปลายปีที่แล้วเนื่องจากเหตุการณ์มหาอุทกภัย นี่จะเป็นรายการวิ่งแข่งขันครั้งแรกของผมในรอบเกือบยี่สิบปี ครั้งสุดท้ายผมลงรายการนี้ในระยะฮาล์ฟมาราธอน 21.1 กม. ด้วยเวลา 1:47 เป็นเวลาที่ดีที่สุดในชีวิตของผม อายุเพิ่มขึ้นอีกยี่สิบปี เป้าหมายของผมในปีนี้คือ ต่ำกว่าสองชั่วโมงในระยะทางเดียวกัน แต่ก็แอบหวังลืก ๆ ที่จะเข้าใกล้สถิติอันนี้ของผม แม้ว่ามีหลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนไปนอกเหนือจากอายุ หลายสิ่งหลายอย่างที่ผมจะมีโอกาสใช้ โอกาสที่จะทำ เป็นครั้งแรก ผมก็ยังคิดว่าทุกอย่างน่าจะไปได้ด้วยดีในวันนี้ ผมรีบแต่งตัวแล้วคว้ากล้วยหอมสี่ลูกที่เตรียมไว้ตั้งแต่เมื่อวาน แล้วรีบโจนออกไปเรียกแทกซี่ นาฬิกาบอกเวลาตีสามครึ่ง หลังจากบอกเป้าหมายกับคนขับแทกซี่แล้วก็ได้โอกาสปอกกล้วยเข้าปาก พลางคิด เราทำอย่างนี้ไปเพื่ออะไร

The Race :

กรุงเทพมาราธอน 2011 สำหรับปีนี้เป็นการจัดครั้งที่ 24 แล้ว จุดเริ่มต้นและสิ้นสุดอยู่บริเวณริมรั้วพระบรมมหาราชวังฝั่งกระทรวงกลาโหม ซึ่งให้ฉากของการวิ่งเข้าเส้นชัยยิ่งใหญ่ตระการตา สมกับเป็นรายการมาราธอนที่ยิ่งใหญ่งานหนึ่งของประเทศ ที่มีการจัดมาเป็นระยะเวลายาวนาน เมื่อนึกย้อนกลับไปเมื่อยี่สิบปีที่แล้ว กรุงเทพมาราธอน ครั้งที่ สอง สาม สี่ อยู่ในสภาพที่มีความเสี่ยงจะยกเลิกทุกปี แต่นี่ยี่สิบสี่ปีผ่านไป ช่างเป็นเรื่องที่น่ายินดี ไม่เหมือนกับ Jazz Festival ที่ต้องเปลี่ยนชื่อ ล้มหายตายจากไปด้วยระยะเวลาไม่เกินสองปี ผมมาถึงบริเวณปล่อยตัวประมาณตีสี่ เพื่อมาพบกับกระบวนการจัดการที่ดีขึ้นมากเมื่อเทียบกับยี่สิบปีที่แล้ว ผมตรงเข้าไปฝากกระเป๋า ก่อนที่จะออกวิ่งเหยาะ ๆ ประมาณยี่สิบนาที เพื่อเป็นการวอร์มร่างกาย เรียบร้อยแล้วก็เดินหาห้องน้ำเพื่อทำธุระที่จำเป็น ก่อนที่จะได้ตระหนักว่า ป้ายบอกทาง ใช้ไม่ได้เอาเสียเลย แม้ว่าผมจะดูแผนที่คร่าว ๆ มาแล้วว่าตำแหน่งของห้องน้ำอยู่ที่ใด แต่เมื่ออยู่หน้างานมันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด สุขาอยู่หนใด ผมพยายามมองหาป้ายแต่ไม่พบจึงได้ตัดสินใจเดินตามคนส่วนใหญ่เข้าไปในสวนสราญรม ผมคาดไว้ไม่ผิดคนส่วนใหญ่เหล่านั้นเดินไปเข้าห้องน้ำ แต่นี่ไม่ใช่ห้องน้ำที่ทางผู้จัดเตรียมไว้ แต่หากเป็นห้องน้ำเล็ก ๆ ภายในสวน พร้อมกับแถวยาว ๆ ผมเข้าคิวเพื่อรับฟังฝรั่งด้านหน้าก่นด่าผู้จัดอย่างเมามันส์ อยากจะบอกเขาว่านี่ไม่ใช่ห้องน้ำที่เขาจัดไว้นะ แต่ก็บอกไม่ถูกว่าที่เขาจัดไว้ให้มันอยู่ที่ไหน ก็เลยต้องเงียบไว้ก่อน

หลังจากห้องน้ำผมก็มุ่งหน้าไปที่จุดปล่อยตัว เหลือเวลาอีก 15 นาที ผมยืดเส้นยืดสายรอเวลา ไม่นานนักเพื่อนที่เป็นคนชักชวนให้ผมกลับมาวิ่งอีกครั้ง ก็แวะเข้ามาทักทาย ผมนึกในใจคนตั้งพันสองร้อยคน มันเห็นผมได้ไงง่ะ ผมลดความตื่นเต้นของตัวเองด้วยการถามเพื่อนของผมถึงเส้นทาง และระยะทางที่จะผ่านสะพานทั้งสองสะพานในการแข่งขัน การวิ่งขึ้นสะพานตอนเหนื่อย ๆ มันไม่ค่อยน่าสนุกนักในความคิดของผม เพื่อนผมหันมาตอบว่าสะพานแรกก็สะพานปิ่นเกล้าที่อยู่ตรงหน้าเรานี่เอง ผมถามถึงสะพานพระรามแปด แต่เพื่อนของผมได้แต่ยิ้ม

สัญญาณปล่อยตัวดังขึ้นผมวิ่งออกไปช้า ๆ ตามคนจำนวนมากที่ค่อย ๆ ขยายตัวออกไปจนเต็มถนน สะพานแรกอยู่ใกล้จริง ๆ ผมพยายามควบคุมความเร็วไม่ให้สูงเกินไปนัก ผมไม่ได้ซ้อมมากเท่าไร ระยะสูงที่สุดที่ผมซ้อมมาสำหรับการแข่งขันนี้คือ 14 กม. ในวันนี้ผมต้องวิ่งต่อไปอีก 7.1 กม. ผมยังไม่อยากเจอกับอาการชนกำแพงเป็นครั้งแรกของชีวิตในวันนี้ การวิ่งในวันนี้มันช่างต่างไปจากยี่สิบปีก่อนเสียจริง ๆ ผมไม่ได้เห็นตัวเมืองอย่างที่เป็นเมืองเอาเสียเลย หลังจากที่ขึ้นสะพานแรกมาแล้ว ผมยังไม่มีความรู้สึกว่าได้ลงสะพานอีกเลย ผมนึกในใจว่านี่กรุงเทพฯ เรามีรถเยอะขนาดต้องทำถนนวิ่งกันสองชั้นกันเลยหรือ ไม่ทันไร ก็ถึงจุดกลับตัว ที่ผมท่องมาว่าอยู่หน้าเซ็นทรัล เพื่อช่วยในการควบคุมเวลา อย่างไม่ทันได้ตั้งตัว เราวิ่งอยู่บนชั้นที่สองโดยตลอด ผมเริ่มกังวลถึงความเร็ว ผมเร็วเกินไปหรือเปล่านะ เมื่อดูป้ายบอกระยะเทียบกับเวลากลับพบว่านี่ผมวิ่งช้าอยู่เหรอเนี่ย ผมเร่งความเร็วขึ้นอีกนิด ไม่ทันจะได้ตั้งตัวป้ายบอกระยะทาง 10 กม. ก็อยู่ตรงหน้าผม ดูเวลาด้วยความตกใจ 50 นาที ผมวิ่งเร็วเกินไป ในใจคิด ไม่ค่อยเหนื่อยเลยนี่หว่า ถ้าอย่างนี้ 1:47 น่าจะมีความหวังนะเนี่ย

ความหวังผมค่อย ๆ สลายลงเมื่อผมวิ่งผ่านกิโลเมตรที่ 14 เข้าสู่เขตของความไม่รู้ ผมไม่เคยวิ่งเกินระยะนี้มาเป็นระยะเวลายี่สิบปี ต่อจากนี้จะเกิดอะไรขึ้นกับผมบ้าง ผมเกิดความรู้สึกอึดอัดขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อป้ายบอกระยะทางที่ 16 กม. ยังไม่มาถึงเสียที นี่มันนานเกิดไปแล้วนะผมคิด ทันใดนั้นผมก็เห็นจุดให้น้ำอยู่ตรงหน้า ผมตัดสินใจไม่แวะเข้าเพราะรู้สึกว่าผมทำเวลาไม่ค่อยดีในช่วงที่ผ่านมา ในใจพาลฉุกคิดนิด ๆ ทำไมไม่มีป้ายบอกระยะทางนะที่จุดเมื่อกี้ ผมค่อย ๆ เร่งฝีเท้าขึ้นเล็กน้อย จุดให้น้ำจุดต่อไปอยู่ด้านหน้า 18 กม. แล้วเหลือเพียงสามกิโลสุดท้าย เวลาแบบนี้น่าจะทำลายสถิติส่วนตัวเป็นแน่ ทันใดนั้นฝันผมก็สลายลงไปในทันทีเมื่อป้ายที่เห็นกลับเขียนว่า 16 กม. เห้ย อะไรฟะ ผมรีบคำนวณเวลาในใจอย่างรวดเร็ว โอ้ย 1:47 ไปซะแล้ว เวลาขณะนี้ 1:26 ต่ำกว่าสองชั่วโมงน่าจะยังเอาอยู่ ในใจคิดแต่ขาผมหนักขึ้นเรื่อย ๆ เร่งไม่ออกเลย กิโลเมตรที่ 18 เหมือนกับว่าจะไม่มีวันมาถึง ป้ายกิโลเมตรที่ 20 วางอยู่คู่กับ ป้ายกิโลเมตรที่ 40 ของมาราธอน เห้ย มันเหลืออีก 1 หรือ 2 กิโลกันแน่วะเนีี่ย

เสียงของเส้นชัยได้ยินมาไกล แต่แล้วเส้นทางวิ่งก็พาผมห่างออกไปอีกครั้ง ขาของผมหนักขึ้นเรื่อย ๆ ผมไม่ค่อยแน่ใจว่าเป็นเพราะใจหรือร่างกาย มองดูเวลา ผมคำนวณไม่ถูกแล้วว่าผมจะทำได้หรือไม่กับเป้าหมาย ในที่สุดกำแพงอันสวยงามก็อยู่ตรงหน้า ผมพยายามเร่งความเร็ว แต่ก็พบว่าหลาย ๆ คนเริ่มแซงผมราวกับผมยืนอยู่กับที่ เวลาสองชั่วโมงได้ผ่านไปแล้ว เป้าหมายผมพังทลายไปแล้ว ผมวิ่งเข้าเส้นชัย ด้วยเวลา 2:02

ผมค่อย ๆ เดินไปหาน้ำ ผลไม้ ในใจก่นด่าอยู่ตลอดเวลา จุดให้น้ำที่เส้นชัยมีน้อยนิด จนต้องต่อแถวรับน้ำกัน สปอนเซอร์น้ำเกลือแร่แกเตอเรต มีเพียงหนึ่งบูธที่แถวยาวเหมือนซื้อ Krispy Creme เต้นท์ผลไม้ซ่อนอยู่ในหลืบ แยกกันกับเต้นสปอนเซอร์แมคโดนัลที่ต้องเดินต่อไปอีกเกือบร้อยเมตร เป็นการทรมานคนที่เพิ่งวิ่งมา 21 กม. เป็นอย่างยิ่ง ไม่ต้องคิดถึงกลุ่มที่วิ่งมาแล้ว 42.195 กม. ผมมุ่งหน้าไปรับกระเป๋า น้ำเพียงหนึ่งแก้วที่รับมาได้จากการต่อแถวยาว ๆ หมดไปนานแล้ว ผมเดินตรงไปจนสุดทาง หาสนามหญ้าที่มุมเลี้ยวที่นักวิ่งที่เหลือทุกคนจะต้องวิ่งผ่าน ผมนั่งลงอย่างหมดแรง ตามองที่ผลไม้แจก พร้อมกับเบอร์เกอร์ ในใจได้แต่คิดว่าแล้วเราจะกระเดือกมันลงไปได้อย่างไร ในเมื่อไม่มีน้ำให้กิน ผมคว้าแอปเปิ้ลในถุง กัดทันทีเพื่อประทังความกระหาย effect ของบริการนวดแถมขายประกัน รวมไปถึงสปอนเซอร์น้ำมันมวย ค่อย ๆ หายไป ความปวดเมื่อยกลับคืนมา ผมได้แต่นั่งรอเวลาให้เพื่อน ๆ ที่ชวน ๆ กันมาวิ่งระยะทางต่าง ๆ กันมารวมตัวกันเพื่อชักภาพประวัติศาสตร์วันนี้ไว้ ก่อนจะแยกย้ายกันกลับบ้านไปพักผ่อน

 

Living with Steve #1 : Data Security.

ผมก็เหมือนกับใครหลาย ๆ คนที่ก้าวเข้าสู่โลกของแอปเปิ้ลด้วยอุปกรณ์ขนาดพกพา โดยประมาณกึ่งหนึ่งเข้าผ่านทาง iPod อีกประมาณกึ่งหนึ่งเข้าผ่านทาง iPhone และอีกเสี้ยวหนึ่งเข้าผ่านทาง MacBook หลาย ๆ คนเมื่อข้ามเข้าสู่โลกของแอปเปิ้ลแล้ว มากกว่า 80% ใช้ชีวิตที่เหลือในโลกกับอุปกรณ์ประเภทนั้น ๆ ของแอปเปิ้ล ประเมินว่ามากกว่า 50% ถลำลึกเข้าไปในโลกอื่น ๆ ของแอปเปิ้ลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อไม่นานมานี้ผมก็มีโอกาสได้อ่านบทความสั้น ๆ ที่พยายามจัดอันดับมือถือในปัจจุบันซึ่ง บางลิสไม่มี iPhone รุ่นใด ๆ อยู่ในลิสเลย หรือ เมื่อมือถือค่ายอื่นอยู่ในอันดับที่สูงกว่า iPhone 4s ที่เพิ่งเปิดตัวไปได้ไม่นานนัก ทำให้เกิดกระบวนการ link share ment กันอย่างสะใจจากสาวกค่ายอื่น ๆ ที่รอโอกาสนี้มานานแสนนาน ทำให้ผมคิดว่าเขาเหล่านั้น หรือแม้กระทั่งอีก 50% ที่เหลือของผู้ใช้แอปเปิ้ลที่ยังไม่มีโอกาสก้าวถลำสู่โลกของแอปเปิ้ลอย่างเต็มตัวจะเข้าใจสิ่งที่ Steve Jobs ได้ออกแบบไว้หรือไม่

แน่นอนว่าผลิตภัณฑ์ของแอปเปิ้ลเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีรายละเอียดสูงเริ่มตั้งแต่การออกแบบ ฟังก์ชั่นการใช้งาน ไปจนถึงบรรจุภัณฑ์ เรื่อยไปจนถึงประสบการณ์การแกะกล่อง ที่มีน้อยนักที่เราจะได้รับความใส่ใจของผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ในรายละเอียดระดับลึกซึ้งอย่างเช่นที่ Steve Jobs ทุ่มเทให้กับลูกค้าของเขา การนำเพียง ฟังก์ชั่นการใช้งานเพียงอย่างเดียวเพื่อมาใช้ในการจัดอันดับนั้นย่อมขาดรายละเอียดอีกหลายภาคส่วน และเป็นที่น่าเสียดายที่เราจะทิ้งภาคส่วนต่าง ๆ เหล่านั้นไป เพราะนั่นเป็นเพียงน้ำจิ้ม main course ที่ Steve ได้ออกแบบไว้มันมากไปกว่านั้นอีกมากมายนัก โปรดติดตาม

แม้ว่าผลิตภัณฑ์ของแอปเปิ้ลจะสามารถทำงานได้เองโดยเกือบจะไม่ต้องพึ่งพาอุปกรณ์อื่น ๆ ล่าสุดด้วย iOS5 แอปเปิ้ลก็ประกาศ PC Free อย่างไรก็ตามโปรดักส์ไลน์ทั้งหมดถูกออกแบบให้ใช้งานร่วมกันเป็นระบบนิเวศน์ทางอิเลคโทรนิคที่ถูกวางตำแหน่งเพื่อเสริมกันอย่างที่ไม่มีผู้ผลิตรายใด ๆ มองเห็น หรือมีศักยภาพเพียงพอที่จะทำได้ ผลิตภัณฑ์ของแอปเปิ้ลของแบ่งออกเป็น 5 กลุ่มตามลักษณะการใช้งาน ได้แก่ Mac, iPod, iPad, iPhone และ AppleTV ซึ่งในปัจจุบันขนาดของแต่ละกลุ่มไม่สมดุลย์กันเท่าไรนัก ทั้งในแง่ของความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ ปริมาณการขาย ความสามารถในการทำกำไร และความใส่ใจของแอปเปิ้ลเองต่อกลุ่มนั้น ๆ นอกจากนี้กลุ่มของผลิตภัณฑ์ที่ไม่สามารถซื้อขายได้ แต่เสริมสร้างประสบการณ์การใช้งานของระบบนิเวศน์ ได้แก่ Apple Store, iTunes Store, App store ไปจนถึง iBook Store ซึ่งที่กล่าวมาแล้วทั้งหมดได้เป็นตัวกำหนดมาตรฐานที่สำคัญของตลาด ที่ในปัจจุบันยังไม่มีใครสามารถสร้างสิ่งใด ๆ เข้ามาเทียบเคียงได้เลย สุดท้ายก็เป็นส่วนของ Software หลากหลายตัวที่แอปเปิ้ลพัฒนาขึ้นมาเพื่อแสดงดึงศักยภาพของระบบนิเวศน์ที่ว่านี้ออกมาใช้งานอย่างสูงที่สุด เริ่มจากระบบปฏิบัติการไปจนถึง iWork

ในความเป็นจริง ผลิตภัณฑ์แอปเปิ้ล ถูกออกแบบให้ทำงานร่วมกัน โดยมี Home based Mac ทำหน้าที่เป็น digital hub ทำหน้าที่เป็นหัวใจของระบบนิเวศน์ ซึ่งมีให้เลือกสามขนาดตามลักษณะการใช้งานของผู้ใช้ตั้งแต่ MacPro, iMac, Mac Mini  หัวใจดวงนี้มีหน้าที่ดูแลระบบข้อมูลทั้งหมดที่ไหลเวียนอยู่บนเครื่องมือแอปเปิ้ลที่คุณมี ทำหน้าที่ back up เป็นศูนย์กลางในการ syncronize ข้อมูลทั้งหมดตั้งแต่ address, calendar ไปจนถึง movie และ music ในอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่คุณมีอยู่ทั้งหมดให้เป็นข้อมูลชุดเดียวกัน หรือเป็นไปอย่างที่คุณต้องการ

ระบบความปลอดภัยของข้อมูลที่ว่านี้ จะถูกดูแลอีกชั้นหนึ่งผ่านโปรแกรมที่มาพร้อมกับ OSX Lion ที่เรียกว่า Time Machine เมื่อใช้ร่วมกับ feature ใหม่ที่เรียกว่า Versions ในโปรแกรมหลาย ๆ ตัวของแอปเปิ้ล ที่เก็บทุกการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับไฟล์ของคุณ ในทุกรูปแบบเหมือนมีผ้าคลุมกาลเวลาของโดเรมอน การ save เป็นเรื่องที่เชยมากในโลกของแอปเปิ้ล คุณสามารถจะปิดเครื่อง ปิดโปรแกรม ดึงปลั๊ก ฟ้าผ่า ไฟดับ กลับมาก็จะพบกับสิ่งที่คุณทิ้งไว้อยู่เสมอ การสูญเสียข้อมูลของคุณแทบจะกลายเป็นเรื่องอดีตไปในทันที แน่นอนว่าเพื่อให้ integration ของระบบนิเวศน์นี้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด Time Capsule ได้ถูกวางตัวมาให้ทำหน้าที่นี้ Wireless Network Attatched Storage & Router ถ้าจะต้องอธิบายหน้าที่ของเจ้า Time Capsule มันก็คงจะมีชื่อยาว ๆ ทำนองนั้น ร่วมกับ Time Machine เจ้า Time Capsule จะทำให้คำว่า Backup เป็นสิ่งที่ล้าสมัยไปในทันที เนื่องจากข้อมูลทั้งหมดใน digital hub ของคุณจะถูกเก็บเอาไว้อย่างเป็นระบบทุกชั่วโมงใน 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา ทุกวันในสัปดาห์ที่ผ่านมา ทุกสัปดาห์ในหนึ่งเดือนท่ี่ผ่านมา ทั้งหมดทั้งสิ้นเป็นไปโดยอัตโนมัติ

Time capsule ทำให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้กับ Mac Mobile ของคุณด้วยแบบ seamless ไร้สาย ไม่ว่าคุณจะเป็น power mobile หรือ ligther mobile ด้วย Macbook Pro หรือ Macbook Air แม้กระทั่ง Vintage ไปกับ Original Macbook โปรแกรม Time machine ใน Mac Mobile ของคุณก็จะสามารถคุยไร้สายกับ Time Capsule เพื่อเก็บรักษาข้อมูลในลักษณะเดียวกันกับ digital hub  ของคุณทันทีที่ Mac Mobile ของคุณเข้าไปอยู่ในวง wifi เดียวกันกับ Time capsule

ส่วนอุปกรณ์กลุ่มอื่น ๆ ที่เหลือที่อยู่บนระบบปฏิบัติการ iOS การเปลี่ยนแปลงไปสู่ iOS5 เมื่อไม่นานที่ผ่านมานี้ ก็ทำให้กระบวนการที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้นเป็นไปอย่าง seamless ไร้สายตามที่ควรจะเป็น มันน่าคิดจริง ๆ ว่าถ้าไม่ใช่เพราะ Steve Jobs จะมีใครดื้อรั้นพอที่จะให้เกิดระบบนิเวศน์ของการดูแลข้อมูลที่ไร้รอยต่อเช่นนี้ ถ้าคุณเลือกที่จะ Backup อุปกรณ์ iOS ของคุณผ่าน Mac แทนที่จะเป็น iCloud (ที่เราจะค่อยคุยกันต่อไป) และเลือกที่จะให้มีการ sync wirelessly กับ iTunes บน digital hub ของคุณ หรือที่เรียกว่า Wifi Sync เท่านี้ คำว่า Data Security ก็กลายเป็นเรื่องตลกที่คุยกันในอดีตเท่านั้น

อย่างไรก็ตามทิศทางในอนาคตที่แอปเปิ้ลจะย้าย digital hub นี้ไปอยู่บน iCould ก็เริ่มชัดเจนขึ้น แต่ ณ เวลานี้ยังค่อนข้างจะไกลจากความเป็นจริง เนื่องจากความไม่โปร่งใสเองของ iCould ขนาดที่จำกัดทำให้สามารถเก็บได้เพียงรูปหนึ่งพันรูป ข้อมูลจำพวก address, calendar ก็เท่านั้น พื้นที่ 5Gb ฟรีนั้นแทบจะไม่สามารถใช้งานอื่น ๆ ได้จริง ยกเว้นการเก็บข้อมูล docement ที่สามารถทำให้การทำงาน across platform ของคุณเป็นไปได้อย่างง่ายดาย ก็ยังไม่ค่อยจะเข้าท่าเท่าไรนักเพราะ document เหล่านั้นถูกจำกัดอยู่เพียง document ในระบบ iWork ของแอปเปิ้ลเพียงอย่างเดียว เรื่องระบบ Cloud นั้นแอปเปิ้ลมาทีหลัง ทำให้ระบบเมล์ ระบบ address, calendar เจ้าใหญ่รายอื่น ๆ ที่มาก่อนอย่าง Google ทำได้ดีกว่า ในขณะเดียวกันการแลกเปลี่ยนข้อมูลผ่าน Cloud นั้น ผู้เล่นอย่าง Dropbox ก็ทำได้ดีกว่า หลายเท่าเลยทีเดียว ในปัจจุบันการใช้  Homebased Mac เป็น digital hub ยังเป็นสิ่งจำเป็นในการสร้างระบบนิเวศน์พิเศษนี้

ผมเห็นว่าด้วยระบบนิเวศน์ที่ว่านี้เพียงอย่างเดียว ก็ทำให้ไม่ว่าจะ ranking อย่างไร ติดหรือไม่ติดลิสใด ๆ อุปกรณ์จากค่ายไหน ๆ ก็ไม่เข้าใกล้สิ่งที่ผมได้เล่ามาให้ฟังนี้ได้เลยแม้แต่น้อย แต่ค่าใช้จ่ายในการสร้างระบบนิเวศน์ที่ว่านี้ เป็นข้อจำกัดที่สำคัญที่จะทำให้มีน้อยคนนักที่จะมีโอกาสได้สัมผัส หรือถ้าคุณสามารถรอจน iCloud สามารถใช้งานได้จริง ๆ ค่าใช้จ่ายนี้ก็จะลดลงอย่างน้อยครึ่งแสนกันเลยทีเดียว และวันนั้นหลาย ๆ คนจะเข้าใจว่าผมกำลังพูดถึงอะไร